
เส้นทางชีวิตโรฮิงญาจากบ้านเกิดสู่ความตาย
เส้นทางชีวิตโรฮิงญา จากบ้านเกิดสู่ความตาย : ศิววงศ์ สุขทวี ผู้ประสานงาน เครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ
การพบหลุมฝังศพ 32 หลุม และศพชาวโรฮิงญา 26 ศพ ในพื้นที่บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ระหว่างวันที่ 1-2 พฤษภาคม เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความล้มเหลวในการเผชิญหน้ากับปัญหาชาวโรฮิงญา และบางส่วนเป็นชาวบังกลาเทศที่อพยพเข้ามาในประเทศไทยของรัฐบาลในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะตั้งแต่ปี พ.ศ.2555 ที่การปะทะหว่างกลุ่มชาวพม่ายะไข่กับชาวโรฮิงญาเกิดขึ้นอย่างรุนแรง ชาวโรฮิงญากว่า 150,000 คน ที่ถูกทำให้ต้องพลัดถิ่นฐานจากบ้านของตัวเอง จากตัวเลขของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติประมาณการว่า ชาวโรฮิงญาที่อพยพหนีออกจากรัฐยะไข่ ในปี 2556 มีจำนวน 40,000 คน ในปี 2557 เพิ่มเป็นมากกว่า 53,000 คน
ผู้อพยพชาวโรฮิงญาเหล่านี้มีทางเลือกในการอพยพออกจากบ้านเกิดของตนไม่มากเมื่อบังกลาเทศ ประเทศเพื่อนบ้านทางตะวันตกของพม่า ก็ไม่สามารถแบกรับการอพยพเข้ามาของชาวโรฮิงญาเพิ่มเติมจากจำนวนที่มีอยู่มากกว่า 200,000 คน ขณะที่การเดินทางหลบหนีไปยังพื้นที่อื่นๆ ของพม่าก็ถูกนโยบายของรัฐบาลพม่าจำกัดการเดินทางของพวกเขา จึงทำให้เหลือเส้นทางเดียวที่จะอพยพหนีออกจากบ้านเกิดของตนได้ คือ ลงเรือมุ่งหน้าลงใต้สู่อ่าวเบงกอล โดยส่วนมากเดินทางต่อเนื่องมาถึงอันดามันเลียบชายฝั่งเข้าสู่ประเทศไทย บางส่วนอาจเดินทางต่อไปยังประเทศสู่มาเลเซีย บางส่วนอาจไปถึงอินโดนีเซีย
ตัวเลขชาวโรฮิงญาที่เสียชีวิตและพบศพชัดเจนเพิ่มขึ้นมาตลอด 3 ปี ที่ผ่านมา และขึ้นสูงสุดในปีนี้ แม้ว่าตัวเลขการจับกุมจะลดลงก็ตาม นับตั้งแต่มกราคม 2558 มีการจับกุมชาวโรฮิงญาในประเทศครั้งใหญ่ และเป็นการจับกุมที่ทำให้หลายคนเริ่มเห็นความรุนแรงที่ชาวโรฮิงญาต้องเผชิญระหว่างเดินทางเข้ามาในประเทศไทย คือการจับกุมเมื่อวันที่ 11 มกราคม ในพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช เป็นรถกระบะ 5 คัน บรรทุกชาวโรฮิงญาจำนวน 98 คน หนึ่งในนั้นเป็นหญิงสาวซึ่งพบว่าเสียชีวิตอยู่ภายในรถ ต่อมามีผู้เสียชีวิตอีก 2 คน การเสียชีวิตของชาวโรฮิงญา 3 คน ในพื้นที่ อ.หัวไทร นับเป็นชาวโรฮิงญา 3 ศพแรกของปี 2558 เมื่อรวมกับศพที่ถูกพบในระหว่างวันที่ 1-2 พฤษภาคม ทำให้ 5 เดือนแรกของปี 2558 พบศพชาวโรฮิงญาเพิ่มเป็น 29 ศพ ขณะที่ทางเครือข่ายช่วยเหลือโรฮิงญา จ.สงขลา ที่ติดตามและให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญา พบว่า ในปี 2557 ทางเครือข่ายได้รับการประสานงานให้ฝังศพชาวโรฮิงญา 10 ศพ และในปี 2556 อีก 8 ศพ ซึ่งไม่นับรวมเหตุการณ์ในปลายปี 2556 ที่พบ 15 ศพ ลอยอยู่ในน่านน้ำไทย บริเวณ จ.ระนอง ทุกคนถูกระบุว่าเป็นแรงงานชาวพม่า แต่ชาวโรฮิงญาที่พบในพื้นที่และในช่วงเวลานั้นกลับยืนยันถึงเสียชีวิตของเพื่อนระหว่างการถูกผลักดันออกนอกประเทศทาง จ.ระนอง
ความซับซ้อนของการอพยพด้วยการลักลอบข้ามชายแดนมีมากขึ้น เมื่อผู้อพยพต่างสมัครใจที่จะเดินทางโดยอาศัยเครือข่ายขบวนการนอกกฎหมายเหล่านี้ อาจมีบางคนที่ถูกบังคับ แต่ส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้ามาโดยสมัครใจเมื่อเข้ามาถึงประเทศไทยกลับพบว่าตนเองกลับถูกควบคุม กักขังโดยคนของขบวนการอีกกลุ่ม ที่พวกเขาพยายามติดต่อญาติพี่น้องให้ส่งเงินมาไถ่ตัวพวกเขา หลายคนโชคดีที่ญาติพี่น้องยอมทำตาม และขบวนการก็ส่งตัวพวกเขาออกไป แต่โรฮิงญาจำนวนมากไม่ได้โชคดีแบบนั้น พวกเขาถูกทุบตี ถูกทำร้ายร่างกาย อดอาหาร หลายคนเอาชีวิตไม่รอด
จากการจับกุมที่เกิดขึ้น หากเจ้าหน้าที่ไม่พยายามขยายผลต่อก็จะเอาผิดได้แค่คนขับรถที่จะถูกตัดสินในความผิดนำพาต่างด้าวเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจติดคุกไม่กี่ปี หรืออาจไม่ต้องรับโทษ เพราะได้ทนายที่มีความสามารถ ซึ่งจะทำให้พวกเขาพ้นจากคดีเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ได้ด้วย
ความพยายามหยุดยั้งขบวนการค้ามนุษย์ที่หลอกลวงนำพาชาวโรฮิงญาเข้ามาในประเทศโดยผิดกฎหมาย ยังไม่เห็นแนวโน้มความสำเร็จที่ชัดเจนนัก แม้จะมีความพยายามของเจ้าหน้าที่ทั้งกองบังคับการตรวจคนเข้าเมืองภาค 6, ฝ่ายปกครองในพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา แต่ในพื้นที่อื่นๆ ตลอดชายฝั่งอันดามันตั้งแต่ระนองจนถึงสตูลแทบไม่มีการขยายผลการจับกุมขบวนการแต่อย่างใด
แต่ก็ต้องถือว่าเป็นการจับกุมคดีใหม่ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงจากคดีที่มีการจับกุม 98 คน ในพื้นที่ อ.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช ที่มีการจับกุมผู้ต้องหาไปแล้ว 4 คน ขณะที่มีความเป็นไปได้ว่ายังมีสถานที่ฝังศพอยู่อีกในพื้นที่ อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ซึ่งเป็นข้อมูลมาจากการสอบสวนหญิงสาวชาวโรฮิงญาที่เห็นผู้คุมลงมือฆ่าน้องชายของตนระหว่างการถูกควบคุมบนเกาะ ไม่ไกลจากชายฝั่ง อ.ตะกั่วป่า ซึ่งทางฝ่ายปกครองของอำเภอตะกั่วป่าก็มีความพร้อมที่จะสำรวจหากเจ้าหน้าที่ตำรวจหัวไทรจะนำผู้เสียหายมาช่วยนำทาง
นอกเหนือไปจากการวางแผนจับกุมนายอนัส หะยีมะแซ อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2557 ระหว่างที่นำชาวโรฮิงญามาส่งให้ญาติที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่อยู่ในการพิจารณาคดีของศาลจังหวัดสงขลา และกำลังขยายผลไปยังผู้มีอิทธิพลภายใน จ.สตูล แต่คดีที่จับกุมได้ในพื้นที่ จ.ระนอง และพังงา กลับไม่มีความคืบหน้า ไม่สามารถขยายผลไปถึงคนภายในขบวนการอื่นๆ ได้ ทั้งในการจับกุมคดีหญิง และเด็กชาวโรฮิงญา เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 ที่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้ต้องหา และคดีที่มีการจับกุมชาวโรฮิงญา 134 คน ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม 2557 ที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองของอำเภอตะกั่วป่ายืนยันได้ว่า เป็นกลุ่มที่เข้ามาพร้อมกับชาวโรฮิงญาที่ถูกจับกุมได้ที่ อ.หัวไทร
การค้นพบศพชาวโรฮิงญาเป็นความสำเร็จท่ามกลางความพ่ายแพ้ของพวกเราทุกคนในการต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์ที่ฉกฉวยโอกาส อาศัยความสิ้นหวังของชาวโรฮิงญาแสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงชีวิตใครทั้งสิ้น การต่อสู้กับขบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญายังคงเป็นสงครามที่ยังไม่จบง่ายๆ แม้เจ้าหน้าที่จะทำลายแหล่งที่พักของขบวนการในพื้น ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลาได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลอดชายฝั่งอันดามัน สภาพปัญหายังคงดำรงอยู่ตลอดแนว และจะต้องต่อกันต่อไปอีกยาวนาน



