ข่าว

หากทหารพันโรฮิงญา‘ประวิตร’ยันสั่งย้าย

หากทหารพันโรฮิงญา‘ประวิตร’ยันสั่งย้าย

06 พ.ค. 2558

หากทหารพันโรฮิงญา‘ประวิตร’ยันสั่งย้ายพร้อมให้สอบ ทบ.ลั่นไม่ปกป้องทหารยศพันตรีกับพวก ทางด้านผบ.ทร.รับอียูเยือนไทยดูแก้ประมงผิดก.ม.

            6พ.ค.2558 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมต.กระทรวงกลาโหม กล่าวก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.กต.) ถึงกรณีการพบศพชาวโรฮิงญา ในสถานกักกันบนเขาติดกับชายแดนไทย-มาเลเชียจังหวัดสงขลาว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้เร่งรัดการดำเนินคดีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน10 วัน โดยส่วนตัวพอใจกับการทำงานของเจ้าหน้าที่ในขณะนี้ซึ่งขบวนการสืบสวนสอบสวนคืบหน้าไปมาก

            ส่วนกรณีที่พบข้าราชการทหารมีความเกี่ยวข้อง พล.อประวิตร ระบุว่า ในส่วนของเรื่องนี้ทางผู้บัญชาการทหารบกได้ดูแลอยู่แล้ว ซึ่งหากพบว่าเชื่อมโยงไปถึงข้าราชการทหารคนใด สามารถดำเนินการสั่งย้ายได้ทันที

            พล.อ ประวิตร กล่าวอีกว่า หากการสืบสวนพบว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว พนักงานสอบสวนสามารถเชิญตัวมาให้ปากคำได้ทันที ซึ่งขณะนี้ก็ได้มีการเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ปากคำแล้วหลายราย ขณะเดียวกัน ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการเสนอเพิ่มบทลงโทษในตัวกฏหมายเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ให้เทียบเท่ากับกฏหมายแรงงานประมงค์ เพื่อให้เทียบเท่ากับหลักสากล

           พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า กระทรวงมหาดไทยโดยกลไกฝ่ายปกครอง ตนได้เคยสั่งการไปแล้ว ทางพื้นที่เขาก็ยืนยันมาว่า ไม่มีชาวโรฮิงญาในพื้นที่เลย อย่างไรก็ตาม เมื่อเหตุนี้เกิดขึ้น ก็ต้องไปดูในรายละเอียด ผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวต้องมีโทษตามกฏหมาย ในส่วนของผู้รับผิดชอบพื้นที่ ต้องขอพิจารณาสอบสวนก่อน ว่าสามารถอธิบายได้หรือไม่ ทำไมจึงไม่รู้ ไม่ทราบ ถ้าตอบไม่ได้ในพื้นที่ตัวเอง คงต้องมีโทษทางวินัย ขณะที่กรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องทั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้บริหารระดับท้องถิ่น ต้องยอมรับว่าพวกเขามาจากการเลือกตั้ง แต่เราสามารถกำกับได้ ถ้ามีความผิดก็ต้องลงโทษไปตามขั้นตอนของกฏหมาย แต่เราไม่สามารถจับย้ายไปที่ไหนต่อที่ไหนได้ เลือกตั้งมาได้ที่นี่ ก็อยู่ตรงนี้ เพราะมาด้วยกลไกเลือกตั้ง
 
           “ก็เป็นสิ่งที่น่าคิดว่า ประชาชนเขาเลือกตั้งมาเอง แล้วก็ออกมาอย่างนี้ หลายส่วนก็เข้าไปเกี่ยวข้อง ต้องดำเนินการตามกฏหมาย พักราชการได้พัก เอาออกได้ก็เอาออก ส่วนเจ้าหน้าที่ดูแลพื้นที่ ผมเคยได้บอกไปแล้ว ก็ต้องไปกวดขันดูแล ขอเวลาซักนิดนึง” รมว.มหาดไทย กล่าว

 

ทบ.ลั่นไม่ปกป้องทหารยศพันตรีกับพวก
 
             พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบกและโฆษกคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.)กล่าวถึง กรณีที่มีนายทหารยศพันตรีกับพวกเรียกรับผลประโยชน์จากนายหน้าผู้ควบคุมกลุ่มต่างด้าวโรฮิงญา ว่า จากการประสานข้อมูลเบื้องต้นกับทางหน่วยต้นสังกัด คือ กองร้อยสารวัตรทหาร มณฑลทหารบกที่ 42 ทราบว่า เมื่อ 29 มี.ค.58 ที่ผ่านมา ได้มีกำลังพลของหน่วยประกอบด้วย ร.ท.สาธิต สุวรรณราช สังกัด ร้อย สห. มทบ.42 จ.ส.อ.ชบ คงชูช่วย ส.อ.อนุรักษ์ แก้วชะโน ส.อ.กิตติพงษ์ ไชยพรหม พลอาสาสมัคร รวิ ชายแก้ว ได้รับแจ้งความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับบุคคลต่างด้าว จึงขึ้นไปทำการลาดตระเวนหาข่าว บริเวณพื้นที่แนวชายแดนไทยมาเลเซีย ใกล้ๆ บ้านตะโล๊ะ หมู่ที่ 8 ตำบลประดังเบซาร์ และพบกลุ่มต่างด้าวชาวโรฮิงญา ซึ่งมีคนไทยทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมอยู่ จึงได้มีการเชิญตัวคนไทยที่ทำหน้าที่ควบคุมบุคคลต่างด้าวจำนวน 2 คน คือ นายบุญเย็น เนสะแหละ และ นายผิน ร่วมบัว มาทำการซักถามเพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ทางด้านการข่าวในบริเวณพื้นที่ตั้งของหน่วย โดยใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง จากนั้นได้มีการปล่อยตัวไป โดยทางหน่วยได้ทำการจดบันทึกรายละเอียดและรายงานการปฏิบัติไปด้วยแล้วตามสายการบังคับบัญชา
 
             พ.อ.วินธัย กล่าวว่า หลังจากนั้นเพียง 1 วัน ทางหน่วยถึงได้ทราบว่ามีชาวบ้าน 2 ราย ได้มาแจ้งความไว้กับ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปาดังเบซาร์ว่า ถูกกลุ่ม ร.ท.สาธิตและพวกทำการกักขังหน่วงเหนี่ยวเพื่อให้ได้มาซึ่งค่าไถ่ ทาง ตร.จึงได้มีการลงบันทึกแจ้งความ และเชิญ ร.ท.สาธิต สุวรรณราช ซึ่งทำหน้าที่ หัวหน้าชุด มาให้ข้อมูลข้อเท็จจริง เพื่อประกอบเป็นสำนวน ส่งต่อให้ทาง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.)เป็นผู้ลงความเห็นเพื่อที่จะไปชี้มูลต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่ได้มีการตั้งข้อกล่าวหาใดๆ
    
             พ.อ.วินธัย กล่าวต่อว่า ขณะนี้พบว่ายังมีข้อมูลที่ได้รับไม่ตรงกัน เพราะส่วนใหญ่ข้อมูลที่ได้มาจากกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ จึงอาจต้องมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เชื่อว่าทางหน่วยต้นสังกัดต้องดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงอีกครั้งเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย
 
             “ขอให้มั่นใจหากพบหรือมีข้อมูลว่ามีกำลังพลคนใดปฏิบัติหน้าที่ด้วยเจตนาอันไม่บริสุทธิ์ ในทุกๆหน่วยของกองทัพบกจะมีมาตรการดำเนินการในทางวินัยขั้นรุนแรงทันที ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัชมนตรีช่วยกระทรวงกลาโหม และ ผบ.ทบ.ที่จะไม่มีการปกป้องกำลังพลที่มีความประพฤติไม่เหมาะสม หรือกำลังพลที่กระทำความผิด ” พ.อ.วินธัย กล่าว


ผบ.ทร.รับอียูเยือนไทยดูแก้ประมงผิดก.ม.
 
            ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการ ศปมผ.เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย หรือ ไอยูยู โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม อาทิ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ประสานการปฎิบัติรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล)เขต1-3 ตลอดจนส่วนราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง
 
            พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวเปิดการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้ เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนที่ คณะทำงานของสหภาพยุโรป หรือ อียู จะมาติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ในวันที่ 8 พฤษภาคม นี้ และในวันที่ 20 พฤษภาคม จะเป็นคณะผู้บริหารระดับสูงของอียู มาตรวจความพร้อมอีกครั้ง เพื่อให้ได้ข้อยุติที่ชัดเจนว่า ไทยจะสามารถแก้ปัญหาใบเหลืองได้อย่างไร ซึ่งตนคิดว่า การตรวจความพร้อมของอียูจะมีผลต่อการพิจารณาใบเหลืองของไทย ดังนั้น จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อมและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน เพื่อให้ความมั่นใจว่า ไทยจะไม่กลับไปเหมือนเดิมอีก นอกจากนี้อยากให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแก้ปัญหา เพราะไม่ใช่ภารกิจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ตลอดจนถึงความร่วมมือจากสมาคมประมงที่ถือเป็นหน่วยงานหลักในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมทั้งทุกส่วนราชการที่กำลังเร่งแก้ปัญหาเพื่อให้ธุรกิจประมงราบรื่นและสามารถกลับมาส่งออกได้อย่างเสรีเหมือนเดิม
   
            ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยในวันนี้ได้มีการเปิดศูนย์ควบคุมการเข้า-ออกท่าของเรือประมง(PIPO)อย่างเป็นทางการ 28 ศูนย์ใน 22 จังหวัดชายทะเล เพื่อให้สามารถทราบการเข้า-ออก ท่าเรือของเรือประมวเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบย้อนกลับ ตามแนวทางที่สหภาพยุโรป(อียู)ให้เร่งดำเนินการแก้ไข
 
            อย่างไรก็ตาม ศปมผ. ได้ประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเมื่อวันที่ 4-5 พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อจัดทำโครงสร้างและแผนงาน ออกเป็น 4 ส่วน คือ 1.ฝ่ายกฎหมาย 2.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ 3.ศรชล. 4.สำนักเลขานุการ และมีแผนต่างๆมุ่งเป้าหมายสำคัญเพื่อให้สหภาพยุโรปยกเลิกใบเหลืองในการทำประมงของไทยให้สำเร็จและยั่งยืน
 

             
ศปมผ.ตกผลึก8ข้อรับอียูเยือนไทย

 
               ผู้สื่อข่าวรายงานผลการประชุมศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.)ว่า พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะ ผบ.ศปมผ. ได้สั่งการในที่ประชุม 8 ข้อคือ   

               1.ให้ทุกหน่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับการตรวจของสหภาพยุโรป(อียู)ใน2ช่วงเวลา คือ วันที่8 และ 20 พ.ค.นี้ 2.ให้ทุกหน่วยบูรณาการตรวจสอบความถูกต้องของเรือประมง แรงงานประมง จากท่าเรือแพปลาเป็นหลัก พร้อมให้ปฎิบัติอย่างจริงจังตรวจเรือทะเล เป็นการตรวจเสริมการปฎิบัติให้ครอบคลุมมากขึ้น 3.ให้ศูนย์ตรวจเรือเข้า-ออก(pipo)นำแนวทางปฎิบัติและมาตราการผ่อนผันตามที่ฝ่ายนโยบายและแผนของ ศรชล.แจ้งให้ทราบ ไปดำเนินการก่อน และแจ้งให้ ศรชล .เขตต่างๆตรวจสอบ และรายงานผล ให้ ศปมผ.ทราบ

                4.ให้ฝ่ายกฏหมายติดตามการออกกฎ ระเบียบ ข้อกำหนดเพิ่มเติม ตามที่อียูแจ้งให้ทราบ โดยดำเนินการคู่ขนานก่อนที่ พรบ.ประมง มีผลบังคับใช้ และรายงานผลให้ ศปมผ.ทราบทุกสัปดาห์ 5.ให้ฝ่ายเลขานุการ ศปมผ.ประสาน สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)ในการอำนวยความสะดวกติดตั้งเครื่องติดตามเรือประมง หรือ วีเอ็มเอส ให้ทันตามกฎหมายกำหนด 6. ให้ฝ่ายเลขานุการ ศปมผ.ประสานข้อมูลจากกรมประมงในการเตรียมรับการตรวจจากอียูเพื่อร่วมวางแผนและเตรียมการกับส่วนที่เกี่ยวข้อง 7. ให้เลขานุการ เข้าร่วมรับการตรวจช่วงที่อียูมาตรวจความก้าวหน้าการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมายของไทย 8.ให้ฝ่ายเลขานุการ ศปมผ.เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมรับการตรวจจากอียู

 

ระยองเปิดศูนย์แก้ไขปัญหาการทำประมง

            ที่สถานีวิทยุประมงชายฝั่ง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระยอง นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานเปิดศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า–ออก เรือประมง (Port in— Port out) ของกรมประมง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมเปิดศูนย์ฯอย่างเป็นทางการ ประกอบด้วย ทัพเรือภาคที่ 1 ประมงจังหวัดระยอง ตำรวจน้ำระยอง เจ้าท่าภูมิภาคระยอง ศูนย์อนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1 หน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และผู้ประกอบการประมงในพื้นที่จังหวัดระยอง

            ทั้งนี้ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการท จ.ระยอง กล่าวว่า การเปิดศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า–ออก ของเรือประมง ถือเป็นมาตรการหนึ่งของการแก้ไขปัญหาการทำประมง IUU โดยเรือประมงที่มีขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไปก่อนจะเข้า–ออกไปทำการประมงและขากลับเข้าเทียบท่า จะต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ.ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า – ออก เพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบและรายงานการทำประมงรวมถึงแรงงาน สำหรับศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า – ออกของจังหวัดระยอง มีจำนวน 2 ศูนย์ คือ 1. สถานีวิทยุประมงชายฝั่งระยอง ตำบลปากน้ำ อำเภอเมืองระยอง และ 2 .ศูนย์วิทยุประมงชายฝั่งปากน้ำประแสร์ ตำบลปากน้ำประแส อำเภอแกลง จำนวนเรือประมงในจังหวัดระยอง รวมทั้งสิ้นกว่า 500 ลำ สามารถแจ้งเข้า-ออกได้ทั้ง 2 ศูนย์ฯ

            นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้ประกอบการประมงไทย ประสบปัญหาในการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปยังประเทศคู่ค้าสหภาพยุโรป เนื่องจากสหภาพยุโรปแจ้งว่าเรือประมงไทย ทำการประมงโดยไม่เป็นไปตามกฎระเบียบสหภาพยุโรป ว่าด้วยการป้องกัน ยับยั้ง และขจัดการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม จึงจำเป็นต้องมีมาตรการต่างๆ เพื่อให้ผู้ส่งออกของไทยสามารถที่จะส่งสินค้าไปยังประเทศคู่ค้าฯได้และที่สำคัญคือจะต้องไม่มีเรื่องการค้ามนุษย์ ซึ่งในส่วนของจังหวัดระยอง ก็ได้มีการชี้แจงให้ผู้ประกอบการประมงได้รับทราบถึงมาตรการควบคุมการแจ้งเข้า – แจ้งออกเรือประมงดังกล่าว ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ประกอบการประมงในพื้นที่จังหวัดระยอง จังหวัดระยอง ขอยืนยัน และพร้อมพิสูจน์ให้เห็นว่า การทำประมงที่ไม่มีการกดขี่แรงงาน และไม่มีการค้ามนุษย์ และเป็นการทำการประมงที่ถูกต้องตามกฎระเบียบ กฎหมายตามนโยบายของรัฐบาล

 

กต.เชื่อพบศพโรฮิงญาไม่ส่งผลเรื่องค้ามนุษย์
 
          นายเสข วรรณเมธี อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่ากรณีพบสุสานฝังศพโรฮิงญาบริเวณเทือกเขาแก้ว ตำบลปาดังเมซาร์ ที่อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา เชื่อว่าจะไม่ส่งผลต่อการพิจารณาการจัดอันดับสถานการณ์การค้ามนุษย์ หรือ TIP Report (Trafficking in Persons Report 2015) ประจำปี 2558 ที่กระทรวงการต่างประเทศ สหรัฐอเมริกาจัดทำขึ้น ซึ่งสหรัฐฯ จะพิจารณาจากรายงานการดำเนินการแก้ไขปัญหาสถานการณ์การค้ามนุษย์ของประเทศไทยที่ได้จัดทำขึ้น โดยขั้นตอนจัดส่งรายงานดังกล่าวของรัฐบาลไทยได้สิ้นสุดแล้วเมื่อ 31 มี.ค. 2558 ทั้งนี้ ประเทศไทยมีความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อย่างเต็มที่