
เอาแน่!เปิดเวทีขั้วขัดแย้งถกร่างรธน.15พ.ค.
เอาแน่!เปิดเวทีขั้วขัดแย้งถกร่างรธน.15พ.ค. กมธ.ปฏิรูปการเมืองค้านทำประชามติแยกประเด็น
6พ.ค.58 เมื่อเวลา13.15น.นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงว่า วันที่15พ.ค. เวลา08.30 – 15.00น. ทางกมธ.ปฏิรูปการเมือง จะจัดเวทีเพื่อรับฟังความเห็นของตัวแทนพรรคการเมือง และเครือข่ายภาคประชาชน ต่อเนื้อหาและประเด็นต่างๆ ของร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนส่งให้กับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่ารัฐธรรมนูญ ภายในวันที่25พ.ค. นี้
นายสมบัติกล่าวว่า เบื้องต้นกมธ.ฯ จะทำหนังสือเชิญตัวแทนพรรคการเมืองทั้ง74พรคการเมืองและเครือข่ายภาคประชาชนทุกกลุ่ม ทั้งนี้เชื่อว่าการเปิดเวทีดังกล่าวของกมธ.ฯ จะไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างบุคคลที่เข้าร่วมเวทีดังกล่าวอย่างแน่นอน อีกทั้งจะไม่มีปัญหาเรื่องความมั่นคง เพราะความตั้งใจของการทำร่างรัฐธรรมนูญคือเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม ดังนั้นการเปิดเวทีนั้นจะเป็นการเปิดกว้างเพื่อให้ทุกกลุ่มมีส่วนร่วม ขณะเดียวกันนักการเมือง พรรคการเมือง ถือเป็นผู้ที่ต้องนำร่างรัฐธรรมนูญมาใช้โดยตรง ดังนั้นจึงควรให้นักการเมืองเข้าร่วมแสดงความเห็นด้วย นอกจากนั้นจะมีการจัดเวทีของนักวิชาการ ที่จะเชิญคณบดี หรือตัวแทน คณะรัฐศาสตร์ และคณะนิติศาสตร์ แสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญด้วย
นายสมบัติ กล่าวถึงข้อเสนอของการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ล่าสุดเสนอให้แยกประเด็นว่า ตนมองว่าการทำประชามติที่ต้องการคำตอบชัดเจนสามารถทำได้ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีมากถึง315มาตรา ซึ่งคนส่วนใหญ่อาจเห็นด้วยเกินครึ่ง หรือไม่เห็นด้วยเป็นส่วนน้อย หรือส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่มีบางส่วนที่เห็นด้วย ดังนั้นจะให้ออกเสียงอย่างไรเพื่อไม่ให้ตรงใจที่สุด ขณะที่การทำประชามติโดยแยกประเด็นนั้นอาจเกิดปัญหาต่อการทำความเข้าใจกับประชาชนก่อนลงคะแนนประชามติได้เพราะอย่างน้อยการให้ความรู้ ความเข้าใจต้องมีรายละเอียดพอสมควร ทั้งนี้ตนเคยทำการสำรวจเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550ว่าประชาชนเคยอ่านทั้งฉบับหรือไม่ ผลสำรวจออกมาเพียงแค่2เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ข้อเสนอที่ให้ทำประชามติหลังสปช.ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญนั้น เชื่อว่าไม่ง่าย เพราะกระบวนการที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในบทว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมีรายละเอีดยที่ซับซ้อน
“ที่หลายฝ่ายกังวลต่อบรรยากาศบ้านเมืองระหว่างทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ว่าอาจเกิดการปลุกระดับระหว่างคน2ฝ่าย คือ ฝ่ายที่สนับสนุน กับฝ่ายที่ไม่สนับสนุน จนทำให้เกิดการเผชิญหน้าได้ ผมมองว่าการให้ความเข้าใจต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะไม่ก่อให้เกิดภาพของความเป็นปฏิปักษ์ระหว่างคน2ฝ่าย เพราะคนที่พร้อมจะเข้าใจ และคนดีมีมากกว่า” นายสมบัติ กล่าว
ด้านนายนิรันดร์ พันทรกิจ สปช. เปิดเผยว่าตนได้ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และคณะเพื่อพิจารณาความเหมาะสมและความถูกต้องตามกฎหมาย ในเรื่องที่กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญมีมติแต่งตั้งอนุ กมธ. เพื่อพิจารณายกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหลายฉบับ ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านการพิจารณาและมีผลบังคับใช้ และให้เป็นหน้าที่เฉพาะของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนุญดำเนินการเท่านั้น ทั้งนี้มาตรา39ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557กำหนดให้เป็นหน้าที่ของสปช. และกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทำร่วมกัน ดังนั้นควรให้การแต่งตั้งอนุ กมธ.เพื่อยกร่างกฎหมายลูกเป็นหน้าที่ของที่ประชุมสปช. ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้เกียรติกับการทำหน้าที่ของสปช. ด้วย นอกจากนั้นแล้วการยกร่างกฎหมายลูกก่อนที่รัฐธรรรมนูญจะมีผลบังคับใช้ เท่ากับเป็นการเขียนกฎหมายลูกไว้ล่วงหน้า และมีธงของรัฐธรรมนูญก่อนที่รัฐธรรมนูญฉบับจริงมีผลบังคับใช้ ดังนั้นตนขอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทบทวนด้วย
ไพบูลย์ชูแก้บทเฉพาะกาลให้ทำประชามติ
นายไพบูลย์ นิติตะวันสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)และคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการหารือกับ สปช. กรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ระบุว่า เรื่องประชามติให้ คสช.และสปช.ไปตัดสินใจว่า ตนคิดว่านายกรัฐมนตรีคงให้แสดงความเห็นเพื่อเสนอให้คสช.หรือ คณะรัฐมนตรี (ครม.) ตัดสินใจมากกว่า เพราะผู้มีอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี2557คือ 2 องค์กรนี้ ในส่วนของตนเห็นว่าเมื่อรัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติเรื่องประชามติ สปช.เห็นชอบแล้ว ก็ให้รัฐธรรมนูญประกาศใช้ แต่เขียนในบทเฉพาะกาลว่า เมื่อประกาศใช้แล้วภายใน 90 วันต้องจัดให้ลงประชามติ
กมธ.ยกร่างรธน.ชี้แยกประเด็นทำประชามติไม่ได้
นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวย้ำถึงแนวคิดที่เสนอให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เฉพาะประเด็นที่มีความสำคัญ มีข้อถกเถียงและภาคส่วนสังคมให้ความสนใจ เช่น ที่มาของนายกฯ ที่ไม่จำกัดว่าต้องมาจากส.ส. เท่านั้น, ที่มา ส.ว. แม้จะมีการแก้ไขให้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนใน 77 จังหวัด แต่ต้องผ่านการคัดกรองจากคณะกรรมการในจังหวัด ถือว่ายังเป็นประเด็นที่มีข้อถกเถียง ทั้งนี้ตนยังไม่ได้ดูรายละเอียดหรือเงื่อนไขของการทำประชามติที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ว่าจะสามารถทำได้ตามข้อเสนอหรือไม่ แต่ส่วนตัวเชื่อว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น มีส่วนที่ประชาชนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ดังนั้นการแยกประเด็นที่ชัดเจนให้ประชาชนทำประชามติ จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญไม่ตกไปทั้งฉบับ ส่วนที่หลายฝ่ายระบุว่าร่างมาตราของรัฐธรรมนูญนั้นมีการเชื่อมโยงประเด็นกัน หากเลือกทำเฉพาะประเด็นอาจกระทบกับส่วนอื่นๆ ด้วยนั้น ตนมองว่าการกำหนดกติกาเพื่อนำไปสู่การทำประชามตินั้น มีประเด็นทางเทคนิคและรายละเอียดที่ต้องพิจารณาซึ่งขึ้นอยู่กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาและเสนอร่างกฎหมายประกอบกับสิ่งที่มีอยู่แล้ว
ด้านนายสุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 3 กล่าวว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยแยกทำทีละประเด็นที่มีปัญหานั้นไม่สามารถทำได้ เนื่องจากประเด็นต่างๆ เช่น ที่มาของส.ว. หากทำประชามติว่าจะให้ใช้รูปแบบใด แล้วประชาชนลงมติว่าไม่เอาตามที่บทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะมีปัญหาต่อรายละเอียดอื่นๆ ที่เชื่อมโยงเกี่ยวกับประเด็นที่มา ส.ว. ซึ่งถูกออกแบบไว้ให้เชื่อมโยงและสอดคล้องกัน ดังนั้นการแยกประเด็นร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำไปทำประชามตินั้น ไม่สามารถทำได้
ขณะที่นายวุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ สนช. และ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะอนุ กมธ.ยกร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ กล่าวว่า ในเงื่อนไขของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ.2552 ไม่ได้กำหนดชัดเจนว่าการทำประชามติแต่ละเรื่องนั้น สามารถทำได้ทั้งรูปแบบเต็มฉบับ หรือ แยกทีละประเด็นได้ แต่ส่วนตัวมองว่าการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ควรแยกประเด็นออกจากกัน เนื่องจากประเด็นต่างๆ มีความเกี่ยวโยงกันไว้ในหลายมาตรา นอกจากนั้นแล้วตามกฎหมายประชามติกำหนดให้ต้องจัดให้ความรู้กับประชาชนก่อนลงคะแนนประชามติ ดังนั้นอาจเกิดความยุ่งยากได้หากแยกทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญทีละประเด็น เพราะหลักการนั้นมีความเชื่อมโยงกัน ขณะที่ข้อเสนอของสปช. ที่ระบุให้ทำประชามติหลังจากที่สปช. ลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ นั้นตนมองว่าทำไม่ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ได้กำหนดเงื่อนไขชัดเจนว่า เมื่อสปช.ลงมติเห็นชอบก็จะเข้าสู่กระบวนการประกาศใช้ แต่หากสปช.ไม่เห็นชอบต้องเริ่มดำเนินการใหม่ ดังนั้นข้อเสนอดังกล่าวจึงทำไม่ได้
ด้านนายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยแยกประเด็นนั้น ตนมองว่าสามารถทำได้ตามกฎหมายว่าด้วยการทำประชามติกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรายละเอียด และกติกาที่จะดำเนินการ ซึ่งต้องออกแบบให้เหมาะสม ขณะที่บางประเด็นซึ่งเกี่ยวโยงกันไปในหลายมาตรานั้น เชื่อว่าไม่เป็นปัญหา หากนำรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาจัดกลุ่มประเด็นแล้วนำไปทำประชามติ ขณะที่การจัดเวทีรับฟังความเห็นของภาคประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทางอนุกมธ.การมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ในกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช. ได้ดำเนินการในเวทีต่างๆ ซึ่งได้นำแบบสำรวจความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญไปให้ประชาชนแต่ละเวทีได้ร่วมแสดงความเห็นนั้น ตนมองว่าไม่สามารถนำมาเทียบกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญในอนาคตได้ เนื่องจากแต่ละเวทีได้เน้นการสร้างความเข้าใจและความรับรู้ ไม่ใช่เป็นระดับของการร่วมตัดสินใจที่เป็นหลักการสำคัญของการทำประชามติ
-



