ข่าว

10วันแก้ปม'โรฮิงญา'ติดขัดใช้ม.44

10วันแก้ปม'โรฮิงญา'ติดขัดใช้ม.44

06 พ.ค. 2558

'นายกฯ' สั่งตรวจทุกพื้นที่แก้ปม 'โรฮิงญา' ให้เวลา 10 วัน ติดขัดพร้อมใช้ ม.44 ทันที ขณะที่ 'รอง ผบ.ตร.' หารือมาเลย์ ประสานข้อมูล 'ผู้ว่าฯ สตูล' ขู่ฟัน ขรก.นอกรีต

 
                            6 พ.ค. 58  เมื่อเวลา 11.30 น.  พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ของกลุ่มชาวโรฮิงญา ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการเพิ่มเติมให้มีการตรวจสอบในทุกพื้นที่ โดยเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ระดับผู้ใหญ่บ้านเรื่อยมาจนถึงนายอำเภอ โดยมีปลัดจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการในภาพรวม ซึ่งการสั่งการดังกล่าว เพื่อตรวจสอบว่าในพื้นที่ต่างๆ มีแหล่งควบคุมกักกัน หรือเป็นพื้นที่ที่รวบรวมคนที่จะส่งต่อไปหรือไม่ ถ้ามีก็จะต้องดำเนินการนำผู้กระทำผิดหรือผู้เกี่ยวข้องมาลงโทษให้ได้ และต้องไม่ให้มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้ได้ดำเนินการไปในระยะแรกแล้ว และนายกรัฐมนตรีได้สั่งการเพิ่มเติมอีกว่า เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ พลเรือนในพื้นที่ทุกคน จะต้องลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างละเอียด ไม่เฉพาะประเด็นปัญหาของชาวโรฮิงญา แต่ทุกเรื่องที่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งการบุกรุกที่ดิน ยาเสพติด การทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งทุกเรื่องต้องดำเนินการควบคู่กันไป เราจะไม่ยอมให้มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้นอีก 
 
                            พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรียังได้สั่งการเพิ่มเติมในอีก 3 ประเด็น คือ 1. นายกรัฐมนตรีได้ให้เวลาในการตรวจสอบพื้นที่ 10 วันนับตั้งแต่วันนี้ โดยกรมการปกครองจะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลในพื้นที่ 2. ทางจังหวัดต้องมีการประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้รับทราบนโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาลว่ารายละเอียดของแต่ละส่วนจะต้องปฏิบัติอย่างไร และ 3. ถ้ามีข้อมูลพบว่าในพื้นที่หากมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องจนระดับพื้นที่ไม่สามารถแก้ปัญหาเองได้ ก็ให้รายงานขึ้นมาที่อธิบดีกรมการปกครอง ซึ่งได้มีการรวบรวมแล้วส่วนกลางจะเข้าไปดำเนินการแก้ไขให้ 
 
                            เมื่อถามว่า รัฐบาลมีแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดการค้ามนุษย์ขึ้นอีกหรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องเข้าใจว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ เราพยายามแก้ไขทั้งระบบ ถ้าได้ศึกษาประเด็นปัญหาของชาวโรฮิงญาจะพบว่า เราเป็นประเทศปลายทาง ชาวโรฮิงญาก็เป็นเหยื่อที่ปลายทางเช่นเดียวกัน เขาอาจจะถูกหลอกมาว่าอาจไปมีอนาคตที่อื่น จนมีการหลอกเป็นทอดๆ เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องมีความชัดเจนในระดับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้อีกจะทำอย่างไร
 
                            "ซึ่งขั้นต้นในพื้นที่เองต้องไม่เปิดโอกาสให้มีเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก และต้องนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้" 
 
                            เมื่อถามว่า ตอนนี้ยังใช้มาตรการปกติใช่หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เบื้องต้นยังเป็นมาตรการปกติ แต่ถ้าหากมีปัญหาติดขัด นายกรัฐมนตรีก็ไม่ลังเลที่จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหา 
 
                            เมื่อถามถึงกรณีที่สหรัฐอเมริกาจะมีการพิจารณาประเด็นการค้ามนุษย์ของไทยในเดือน มิ.ย.นี้ รัฐบาลมีการหารือในประเด็นนี้หรือไม่ พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า เข้าใจว่าน่าจะมีแนวทางในการแก้ปัญหาลักษณะเดียวกันกับการประมงผิดกฎหมาย (ไอยูยู) คือ มีการแก้ไขทั้งระบบ ทั้งการบังคับใช้กฎหมาย การกำหนดวิธีการปฏิบัติของแต่ละหน่วยงานที่ชัดเจน ว่าจะไม่ให้มีสิ่งต่างๆ เหล่านี้เกิดขึ้น ซึ่งในเวทีนานาชาติ ประเทศไทยก็ต้องนำเสนอเรื่องนี้ เชื่อว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่ตกเป็นประเทศปลายทางของการค้ามนุษย์ ทั้งหมดนี้เราทำเต็มที่ ส่วนทางสหรัฐฯ จะมีการพิจารณาอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา
 
                            "ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในเรื่องดังกล่าวว่า เราคงคาดหวังไม่ได้เต็มที่ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจการตัดสินใจของเรา แต่สิ่งหนึ่งที่เราแสดงได้ก็คือ เราแก้ปัญหาแบบเป็นระบบ และทั้งกระบวนการ ซึ่งเป็นความตั้งใจจริงของรัฐบาล"
 
 
 
'จักรทิพย์' หารือมาเลย์ค้าโรฮิงญา
 
 
                            เมื่อเวลา 10.30 น.  พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. กล่าวก่อนเข้าประชุม "คณะทำงานเตรียมการประชุมร่วมระหว่างตำรวจมาเลเซีย-ไทย ระดับบริหาร ครั้งที่ 23" ถึงความคืบหน้ากรณีพบศพชาวโรฮิงญาในสถานกักกันบนเขาไม้แก้วติดกับชายแดนไทย-มาเลเชีย ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จังหวัดสงขลา ว่า ในวันนี้ (6 พ.ค.) จะมีการให้ข้อมูลกับตำรวจมาเลเซีย ทั้งเรื่องการพบศพชาวโรฮิงญา และเรื่องคดียูฟัน แต่จะเป็นการหารือนอกรอบ เบื้องต้นได้มีการคุยกับทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติประเทศมาเลเซียบ้างแล้ว ส่วนการประสานกับประเทศเมียนมาร์ ได้สั่งการให้ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค 8 ประสานงานกับประเทศเมียนมาร์ ซึ่งเป็นประเทศต้นทาง และประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศปลายทางแล้ว และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี
 
                            พล.ต.อ.จักรทิพย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการออกหมายจับนายทหารที่เป็นบุคคลเรียกค่าไถ่นั้น อยู่ในขั้นตอนของการสอบสวน ซึ่งทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้เน้นย้ำว่า หากการสืบสวนสอบสวนเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด ให้ดำเนินคดีทันที ขณะเดียวกันเกี่ยวกับคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ซึ่งก่อนหน้านี้มีการโยกย้ายนายตำรวจไปแล้ว 15 คน ขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งเพิ่มเติม แต่คาดว่าจะมีคำสั่งย้ายในอนาคต ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ถูกโยกย้ายไปก่อนหน้านี้ ต้องดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติม
 
                            "การติดตามตัวผู้ต้องหารายสำคัญ ซึ่งคาดว่าเป็นผู้ลงมือยิงชาวโรฮิงญา โดยจากการข่าวคาดว่าจะเป็นตัวการสำคัญในการคลี่คลายคดี และสาวไปถึงตัวการใหญ่ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของผมจะรับผิดชอบในเรื่องความเชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ส่วนในทางสืบสวนสอบสวนเป็นหน้าที่ของ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. นอกจากนี้จะมีการจัดตั้งศูนย์อำนวยการร่วม ในการปราบการค้ามนุษย์โรฮิงญา ที่ อ.หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเป็นการบูรณาการร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะสกัดการเข้ามาของขบวนการค้ามนุษย์กลุ่มนี้ ซึ่งทราบว่า ใช้แนวชายแดนจังหวัดระนอง พังงา สตูล และ 3 จังหวัดภาคใต้ รวมถึงสงขลาเป็นจุดพัก ศูนย์นี้จะมีหน้าที่ติดตามความคืบหน้าทางคดี ที่ได้ออกหมายจับไปแล้วหลายคน รวมถึงสกัดการค้ามนุษย์ตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ที่สงขลา เชื่อว่าจะสามารถกวาดล้างขบวนการนี้ได้อย่างแน่นอน"
 
 
 
เตรียมพิสูจน์หลุมฝังศพอีก 4 - 5 หลุม
 
 
                            ความคืบหน้าการตรวจสอบพื้นที่เขาแก้ว บ้านตะโล๊ะ หมู่ 8 ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา หลังจากที่พบแคมป์กักตัวโรฮิงญาแล้ว 2 จุด ล่าสุด เจ้าหน้าที่เตรียมเข้าพิสูจน์ทราบหลุมฝังศพอีก 4 - 5 หลุม ที่พบบริเวณสุสานเก่าของชาวมุสลิม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาแก้ว เนื่องจากพบร่องรอยของการฝังศพ มีการทำเครื่องหมายแบบหลุมฝังศพของชาวมุสลิม รวมทั้งพบคันหามเหมือนกับที่พบในสุสานฝังศพโรฮิงญาจุดแรก โดยทางตัวแทนสำนักจุฬาราชมนตรี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง จะร่วมกันตรวจสอบ
 
                            ส่วนความคืบหน้าในด้านคดีนอกเหนือจากที่มีการออกหมายจับผู้ต้องหาไปแล้ว 8 คน จับกุมแล้ว 5 คน ยังพบว่ามีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องเรียกรับผลประโยชน์ด้วย โดยก่อนหน้านี้ทาง สภ.ปาดังเบซาร์ ได้ออกหมายจับนายทหารไปแล้ว 2 คน ซึ่งได้จับตัวนายหน้านำพาโรฮิงญาไปเรียกค่าไถ่เป็นเงิน 2 ล้านบาท และยังไม่ได้เข้ามอบตัว
 
 
 
เปิดศูนย์ควบคุมเรือประมงสกัดค้ามนุษย์ ผู้ว่าฯ สตูล ขู่ฟัน ขรก.รับส่วย
 
 
                            นายเดชรัฐ สิมศิริ ผวจ.สตูล กล่าวว่า จังหวัดสตูลได้เปิดศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้าออกเรือประมง จำนวน 2 ที่ โดยที่แรกอยู่ที่อำเภอละงู จ.สตูล และอีกที่อยู่ที่ท่าเรือตำมะลัง อ.เมือง จ.สตูล โดยศูนย์ทั้งสองที่นี้ จะเป็นสถานีสำหรับแจ้งการเข้าออกของเรือประมง และจะมีการตรวจสอบเรือประมงขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป ซึ่งจังหวัดสตูลมีเรือขนาด 30 ตันกรอสนี้ถึง 194 ลำ มีแรงงานประมง จำนวน 6,500 คน ซึ่งแรงงานประมงนั้น จำเป็นที่จะต้องอาศัยแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะพม่า และเขมร ร่วมอยู่ด้วย ดังนั้นการเปิดศูนย์ควบคุมเรือ จะได้มีการตรวจสอบแรงงานต่างด้าวไปด้วยว่ามีการจดทะเบียนอย่างถูกต้องหรือไม่ และมีการค้ามนุษย์เกิดขึ้นในเรือหรือไม่ 
 
                            ทั้งนี้ ศูนย์ทั้งสองแห่งนั้นได้มีการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันทุกฝ่าย ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง รวมถึงภาคเอกชน เข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาแรงงานเถื่อนในพื้นที่ จ.สตูล และประเด็นสำคัญแก้ปัญหาข้าราชการนอกรีตบางท่านทีทำตัวรีดไถผู้ประกอบการเรือประมง
 
                            ผู้ว่าฯ สตูล ยังกล่าวย้ำอีกว่า ห้ามไม่ให้ข้าราชการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวพันกับแรงงานต่างด้าว ไม่ว่าจะด้วยเหตุใด หากรู้หรือทราบว่ามีส่วนเกี่ยวพันก็จะเสนอให้สั่งพักราชการในทันที และได้มีการแต่งตั้งคณะทำงาน เพื่อรายงานการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านเจ้าของพื้นที่ หากพบเห็นว่ามีการค้ามนุษย์ให้รีบรายงาน และหากมีการพบเห็นโรฮิงญา ให้ช่วยกันผลักดันออกนอกพื้นที่ เพราะโรฮิงญานั้นไม่ได้ต้องการที่จะมาขึ้นฝั่งยัง จ.สตูล เขาต้องการเป็นแค่เพียงทางผ่านเท่านั้น เนื่องจากพื้นที่ จ.สตูล เป็นทางผ่านไปยังประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ดังนั้น สตูลจึงไม่ใช้เป้าหมายของโรฮิงญา หากพบเห็นให้ช่วยกันผลักดัน หรือแจ้งให้ ตม.ทราบ
 
 
 
'กระบี่' เปิดศูนย์คุมเรือประมงเข้า-ออก ป้องกันทำผิดกฎหมาย
 
 
                            นายณรงค์ วุ่นซิ้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก เรือประมงจังหวัดกระบี่ โดยมีนายวิสูตร ศศิวิมล ประมงจังหวัดกระบี่ นายเจริญไชย ศรีสุวรรณ์ หัวหน้าศูนย์บริหารจัดการประมงทะเลอันดามันกระบี่ กรมทหารราบที่ 1 กองพลนาวิกโยธิน สมาคมประมงจังหวัดกระบี่ พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม
 
                            รองผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า จังหวัดกระบี่ เปิดศูนย์ควบคุมการเข้าออกเรือประมงในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ที่ศูนย์บริหารจัดการทรัพยากรประมงทะเลฝั่งอันดามัน จ.กระบี่ ต.ไสไทย อ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ โดยใช้ระบบควบคุมการแจ้งเข้า-ออกของเรือประมง ที่มีขนาด 30 ตันกรอสขึ้นไป ก่อนจะออกไปทำการประมง และกลับเข้าเทียบท่า โดยต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออก ของเรือประมงที่กำหนด เพื่อให้มีการรายงานข้อมูลการทำประมงรวมถึงแรงงานบนเรือประมง อาทิ ทะเบียนเรือ เครื่องมือทำการประมง ใบอนุญาตทำการประมง ผลการจับสัตว์น้ำจากสมุดบันทึกการทำประมงตลอดจนบุคคลทำการประมงประจำเรือ กัปตัน เจ้าของเรือ และแรงงานบนเรือ โดยจะต้องแจ้งก่อนเรือเข้า-ออก ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง สำหรับจังหวัดกระบี่มีเรือประมงที่มีขนาดเกิน 30 ตันกรอส จำนวน 17 ลำ มีลูกเรือกว่า 500 คน มาขึ้นทะเบียนแล้ว 10 ลำ ส่วนอีก 7 ลำ อยู่ระหว่างการดำเนินการ
 
 
 
ขบวนการค้ามนุษย์เหิมขนพม่าแทนโรฮิงญา
 
 
                            พ.อ.สุทธิพงษ์ จงภักดี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะกดดันอย่างหนักไปยังกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ให้เลิกพฤติกรรม แต่พบว่ายังมีขบวนการค้ามนุษย์บางกลุ่มที่ยังไม่สนใจต่อคำเตือนของเจ้าหน้าที่รัฐและมาตรการกวาดล้างอย่างเข้มข้นในขณะนี้ อันเป็นเพราะผลประโยชน์ตอบแทนสูงเป็นสิ่งจูงใจ ยังคงมีการกระทำผิดอย่างต่อเนื่อง จากการข่าวพบว่า บางกลุ่มเริ่มหันไปขนแรงงานต่างด้าวชาวพม่าอีกครั้ง โดยเฉพาะการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายทางแนวชายแดนด้าน อ.กระบุรี ของ จ.ระนอง ที่มีแนวชายแดนติดกับประเทศพม่า โดยมีแม่น้ำกระบุรีกั้นเป็นช่วงแคบๆ เป็นช่องว่างที่ทำให้แรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองสามารถเดินทางลักลอบเข้าเมืองได้ง่าย โดยมีขบวนการค้ามนุษย์นำยานพาหนะไปรอรับตามจุดนัดหมายต่างๆ 
 
                            ล่าสุด ช่วงกลางดึก (6 พ.ค.) ที่ผ่านมา ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนำโดย พ.ต.อ.สำราญ อุชุภาพ ผกก.สภ.ปากจั่น อ.กระบุรี จ.ระนอง ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปากจั่น ร่วมกับเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจตระเวนชายแดน เข้าไปซุ่มจับบริเวณจุดที่สายข่าวแจ้งว่า จะมีแรงงานต่างด้าวลักลอบหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายที่เดินทางข้ามแนวชายแดนบริเวณปากทางเหมือง ต.ปากจั่น มายังจุดนัดพบกับขบวนการค้ามนุษย์ที่นำรถยนต์ไปรอรับ เพื่อขนย้ายต่อไปยังพื้นที่ชั้นใน 
 
                            ผลการปฏิบัติ เจ้าหน้าที่สามารถเข้าจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวพม่าลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายได้รวม 20 คน พร้อมยึดรถยนต์ของกลางที่ใช้นำพาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองได้ จำนวน 1 คัน เป็นรถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแม็ก สีดำ ทะเบียน บธ 2527 ชุมพร ส่วนคนขับสามารถหลบหนีไปได้ แต่เจ้าหน้าที่จะสืบหาตัวจากทะเบียนรถต่อไป ส่วนแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายนำส่ง สภ.ปากจั่น ดำเนินคดี
 
                            พ.อ.สุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์กำลังเป็นวาระสำคัญและเร่งด่วนของรัฐบาลที่ได้ดำเนินการสั่งการให้ทุกพื้นที่ดำเนินการอย่างจริงจัง โดยให้ฝ่ายปกครองทุกพื้นที่ทั้งระดับหมู่บ้าน ระดับตำบล ระดับอำเภอ เข้าไปติดตามตรวจสอบพื้นที่รับผิดชอบทุกตารางนิ้ว รวมทั้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ และทหาร เข้าไปร่วมตรวจสอบด้วย หากพบให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด