ข่าว

ให้นกน้อยกางปีกได้สองข้าง

ให้นกน้อยกางปีกได้สองข้าง

06 พ.ค. 2558

ให้นกน้อยกางปีกได้สองข้าง : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

            สมัยที่ผมรับราชการอยู่ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ นครเวียงจันทน์ ช่วงที่เวียดนามเหนือมีชัยชนะเหนือสหรัฐในเวียดนามใต้ และทำให้รัฐบาลที่สหรัฐให้การสนับสนุนในกัมพูชา และลาวพลอยล้มครืนตามทฤษฎีโดมิโน ในเวลานั้นความสัมพันธ์ของประเทศไทยกับประเทศลาวก็พลอยง่อนแง่นไปด้วย โดยที่การขนส่งสินค้าจากต่างประเทศมาลาวหรือส่งสินค้าจากลาวไปต่างประเทศต้องอาศัยท่าเรือกรุงเทพฯ รวมทั้งลาวยังต้องพึ่งพาสินค้าหลายอย่างจากประเทศไทย ดังนั้นมาตรการประการสำคัญที่ทางการไทยในขณะนั้นใช้กดดันลาวก็คือ การปิดจุดผ่านแดน ทำให้สินค้าตกค้างอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีข่าวว่าเวียดนามจะเปิดเส้นทางให้ลาวออกทะเลทางเมืองวินห์
    
             เมื่อมีโอกาสพบกับนักการทูตเวียดนาม ผมได้เลียบๆ เคียงๆ ถามถึงเรื่องนี้ นักการทูตผู้นั้นซึ่งเคยเรียนหนังสืออยู่ในเมืองไทย ตอบว่า ก็เป็นเพียงแค่ให้ “นกน้อยกางปีกได้สองข้าง” ซึ่งเป็นคำตอบที่มองเห็นภาพได้ชัดเจน
    
             ในช่วงสงครามเย็น อันเป็นการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายเสรีนิยมซึ่งมีสหรัฐเป็นผู้นำ กับฝ่ายสังคมนิยมที่มีสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ ประเทศต่างๆ ในโลกถูกบีบบังคับจากสถานการณ์ให้ต้องเลือกบินด้วยปีกซ้ายหรือปีกขวาเพียงข้างเดียว และบินกระย่องกระแย่งตามจ่าฝูงไป โดยไม่สามารถกำหนดจุดหมายหรือเส้นทางบินด้วยตนเองได้ ลาวก็เป็นอีกประเทศหนึ่งซึ่งหลีกเลี่ยงกฎข้อนี้ไปไม่ได้ โดยรัฐบาลที่เวียงจันทน์ดำเนินนโยบายเสรีนิยม แต่ขบวนการปะเทดลาวในภาคเหนือของประเทศมีนโยบายแบบสังคมนิยม และมีการเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยประเทศจากอิทธิพลของฝ่ายตะวันตก ทำให้สหรัฐขยายวงสงครามเข้าสู่ลาว ด้วยการทิ้งระเบิดพื้นที่ของฝ่ายสังคมนิยม สนับสนุนชนกลุ่มน้อยและทหารรับจ้างในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ ส่วนด้านเศรษฐกิจการค้า รัฐบาลเวียงจันทน์ก็ผูกติดกับประเทศไทย เมื่อสถานการณ์ภายในประเทศเปลี่ยนแปลงแบบสุดขั้ว และทางการไทยใช้มาตรการทางเศรษฐกิจต่อลาว จึงเป็นความจำเป็นที่นกน้อยจะต้องกางปีกสองข้างแทนที่จะบินด้วยปีกเดิมเพียงข้างเดียว ทั้งนี้ โดยมีเวียดนามเป็นเสมือนลมใต้ปีก ที่ช่วยพยุงร่าง
    
             โลกเราในทุกวันนี้ความขัดแย้งทางลัทธิสลายไปแล้ว มีเพียง 2-3 ประเทศที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์และแนวการปกครองแบบสังคมนิยม และความขัดแย้งก็เปลี่ยนไปสู่ประเด็นของเศรษฐกิจการเมือง ของมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ 2 ประเทศ คือ สหรัฐ ซึ่งเป็นมหาอำนาจเดิม กับจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจใหม่ ต่างฝ่ายต่างก็แสวงหาพันธมิตร และขยายเขตอำนาจของตนในภูมิภาคต่างๆ และตอนนี้ก็ถึงคราวที่นกน้อยอย่างประเทศไทยจะต้องเลือกที่จะกางปีกทั้งสองข้าง หรือกางเพียงข้าง 2

             หนึ่งข้างใด และในอนาคตอันใกล้นี้ การแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐกับจีน อาจก้าวไปสู่การเผชิญหน้ากัน เช่นเดียวกับการเผชิญหน้าของสหรัฐและสหภาพโซเวียต ในสงครามเย็น อาจมีคำถามว่า เราเตรียมตัวรับสถานการณ์นั้นกันหรือยัง
    
             แม้ว่าตามความเป็นจริง เราคงไม่มีโอกาสในการกำหนดอนาคตองตนเองได้มากนัก แต่เราก็ควรจะหาทางบินด้วยปีกทั้งสองข้างให้นานที่สุดและไกลที่สุด ก่อนที่อาจจะเหลือปีกเพียงข้างเดียว