ข่าว

ขบวนการค้า(มนุษย์)โรฮิงญาถึงเวลาใช้ยาแรงม.44

ขบวนการค้า(มนุษย์)โรฮิงญาถึงเวลาใช้ยาแรงม.44

05 พ.ค. 2558

‘สงขลาโมเดล’ขบวนการค้า(มนุษย์)โรฮิงญา ถึงเวลาใช้ยาแรงม.44 : สมชาย สามารถรายงาน

               การขุดพบ "ศพและโครงกระดูกจำนวน  26 ศพ" บริเวณแคมป์ที่พักชาวโรฮิงญา บริเวณเทือกเขาแก้ว เส้นกั้นพรมแดนระหว่างประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย หมู่ 7 บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นข่าวใหญ่ในช่วงเวลาที่ประเทศถูกจับตาเรื่องการค้ามนุษย์ ทำให้นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา สั่งจัดการเด็ดขาดกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด
    
               ก่อนมอบหมายให้ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผบ.ทบ. ลงพื้นที่ จ.ระนอง ซึ่งเป็นต้นทางของการลักลอบนำเข้าลำเลียงของกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งพม่า และโรฮิงญา เพื่อเข้ามาขายแรงงานในพื้นที่ภาคใต้และเดินทางต่อไปยังประเทศที่สองและสาม พร้อมลงพื้นที่ จ.สงขลา ติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อขยายผลไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม
    
               ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. ก็เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อสรุปความคืบหน้าคดี โดยเมื่อวันที่ 3-4 พฤษภาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจขอศาลจังหวัดนาทวีออกหมายจับผู้ต้องหารวมทั้งสิ้น 8 คน ในข้อหาร่วมกันค้ามนุษย์, หน่วงเหนี่ยวกังขัง, เรียกค่าไถ่ โดยสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้ว 4 คน
    
               ทั้งนี้ 1 ใน 8 ผู้ต้องหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายจับในคดีนี้มีชื่อ นายประสิทธิ์ หรือเบต เหล็มเหล๊ะ อดีตรองนายกเทศมนตรีตำบลปาดังเบซาร์ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญของคดีนี้ เพราะเมื่อเดือนมกราคม 2556 นายประสิทธิ์ พร้อมพวก รวม 8 คน ถูกออกหมายจับในข้อหาให้ที่พักพิงและกังขังหน่วงเหนี่ยว ค้ามนุษย์ (โรฮิงญา) หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าให้การช่วยเหลือชาวโรฮิงญาจำนวน 843 คน ที่ถูกแบ่งกลุ่มออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อรอส่งไปยังประเทศที่สาม ในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ (พื้นที่เดียวกันกับที่ขุดพบ 26 ศพเมื่อวันที่ 1 พ.ค.ที่ผ่านมา) ครั้งนั้นนายประสิทธิ์เข้ามอบตัวต่อผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 พล.ต.ท.พิสิฏฐ์ พิสุทธิศักดิ์ โดยปฏิเสธข้อกล่าวหา
    
               นอกจากนี้ตัวละครที่สำคัญอีกตัวในคดีนี้และมีการออกหมายจับคือ ชาวพม่า ซึ่งเมื่อเดือนมกราคม 2556 ครั้งนั้นมีชาวพม่ารวมอยู่ด้วย แต่ไม่สามารถจับกุมได้ ฉะนั้นเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์คือ การช่วยเหลือชาวโรฮิงญา เมื่อเดือนมกราคม 2556 กับการขุดพบศพ 26 ศพชาวโรฮิงญาเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา เป็นเหมือนละครเรื่องเดียวกัน ต่างกันที่ตัวแสดง เวลา และสถานที่เท่านั้น
    
               ถือเป็นการตอกย้ำว่า ขบวนการค้ามนุษย์ (โรฮิงญา) ใน จ.สงขลา หรือ “สงขลา โมเดล” ได้ว่า เป็นขบวนการที่ใหญ่มาก เพราะในช่วงเวลา 2 ปีที่ผ่านมา กลุ่มขบวนการไม่ได้หยุด มีทั้งอิทธิพล เงิน และเจ้าหน้าที่รัฐบางคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลัง ทำให้กลุ่มขบวนการไม่มีวันตาย กลับกันมีการขยายอาณาจักรให้เติบใหญ่ขึ้น
    
               จึงไม่แปลกที่แม่ทัพภาคที่ 4 พล.ท.ปราการ ชลยุทธ ที่ลงไปตรวจแคมป์ สั่งให้มีการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ผู้นำท้องถิ่น ว่า มีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ เนื่องจากสภาพพื้นตั้งของแคมป์มีขนาดใหญ่ เป็นการก่อสร้างกึ่งถาวร แสดงว่าดำเนินการมาเป็นเวลานาน ทำให้ถึงรอดหูรอดตาไปได้
    
               สอดคล้องกับข้อมูลจากแหล่งข่าวระดับสูง สตม. ที่ยอมรับว่า กลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ใน จ.สงขลา ใหญ่มาก มีการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นทาง (จากพม่า) ระหว่างทาง (จุดพักที่ จ.สงขลา) โดยเฉพาะจุดพักที่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีจุดเข้าออกที่ไม่ใช่ด่านศุลกากรมากในพื้นที่ป่า ทำให้การลักลอบทำได้ง่าย และปลายทาง (ในประเทศเพื่อนบ้าน) ซึ่งจะมีเครือข่ายของกลุ่มขบวนการที่คอยดำเนินการส่งเงินค่าไถ่จากปลายทาง และนำตัวโรฮิงญาเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งหมดจะแบ่งหน้าที่รับผิดชอบเป็นทอดๆ ทางฝั่งพม่าจะทำหน้าที่จัดหา-ส่งตัว จ.สงขลา รับตัว พักพิง ส่งต่อ
    
               “เราพบว่ากลุ่มค้ามนุษย์โรฮิงญากับกลุ่มลักลอบนำเข้าแรงงานต่างด้าว มีความเชื่อมโยงกัน เป็นลักษณะของการขยายการทำธุรกิจให้มีความหลากหลายมากขึ้น คือ ทำทั้งสองอย่าง โรฮิงญาและแรงงานต่างด้าว โดยมีชาวพม่าและโรฮิงญาเข้าร่วมด้วย ล่าสุดมีการนำไปค้าประเวณี สำหรับกลุ่มโรฮิงญาบังกลาเทศ อินเดีย เนปาล ที่คนหน้าตาดี”
    
               ฉะนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม  2556 กับ 1 พฤษภาคม 2558 ในจำนวนผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับจะมีชื่อของชาวพม่าและชาวโรฮิงญาร่วมขบวนการอยู่ด้วย ทำหน้าที่นายหน้า ในฐานะที่เป็นคนชาติเดียวกันกับเหยื่อ และทำหน้าที่ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเหยื่อกับญาติของเหยื่อในการเรียกค่าไถ่
    
               สำหรับจุดที่เป็นพักพิง เรียกค่าไถ่ ของกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์และแรงงานต่างด้าวใน จ.สงขลา นอกเหนือจากพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา แล้ว ยังพบว่า ในพื้นที่รอยต่อ อ.หาดใหญ่ และ อ.รัตภูมิ ก็เป็นอีกแหล่งพักของแรงงานต่างด้าวและโรฮิงญา โดยครั้งหลังสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2557 หลังจากเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือมุสลิมอุยกูร์กว่า 200 คน ที่พักอยู่ในสวนยางบ้านคลองต่อ ต.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา รวมทั้งโรฮิงญาอีกว่า 100 คน ทำให้พื้นดังกล่าวเจ้าหน้าที่ต้องจับตาและจัดให้เป็นพื้นเสี่ยงในการนำแรงงานต่างด้าวและโรฮิงญาเข้ามาพักพิงเพื่อส่งต่อประเทศที่สาม
    
               ส่วนสาเหตุที่ทำให้ “โรฮิงญา” เสียชีวิตเป็นจำนวนมากครั้งนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัวมาจากต้นทาง คือ วัณโรค และมาลาเรีย เพราะต้องรอให้ญาติพี่น้องจ่ายค่าไถ่ได้เร็วหรือช้า หากช้าก็เสี่ยงที่เจ็บป่วยตาย บางรายต้องใช้เวลานานถึง 3-4 เดือน กว่าจะได้เดินทางเข้าไปประเทศเพื่อนบ้าน
    
               นอกจากนี้ข่าวเชิงลึกยังระบุอีกว่า 26 ศพ ที่เจ้าหน้าที่ขุดพบในครั้งนี้ มีชาวบังกลาเทศประมาณ 7 คน ที่เหลือเป็นโรฮิงญา รวมทั้งยังมีอีก 3 หลุม อยู่ห่างจากจุดที่พบ 26 ศพ ประมาณ 1 กิโลเมตร แต่ถูกสั่งห้ามขุด เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของประเทศไทย เนื่องจากขณะนี้สื่อมวลชนจากต่างประเทศทยอยเดินทางเข้ามาทำข่าวนี้
    
               ฉะนั้นหากรัฐบาลต้องการปราบปรามอย่างจริงจัง แบบถอนรากถอนโคนขบวนการค้ามนุษย์ ทั้งแรงงานต่างด้าว และโรฮิงญา คิดว่าคงจะถึงเวลาแล้วสำหรับการใช้อำนาจพิเศษ นำมาตรา 44 มาใช้ เพราะลำพังอำนาจตามกฎหมายปกติทำได้เพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น เพราะกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์กลุ่มนี้ใหญ่เกินกว่าที่เห็น โดยเฉพาะเงามืดที่อยู่ข้างหลัง รับผลประโยชน์ ปกป้อง ดูแล