ข่าว

จับ'สื่อ'ใส่กระด้ง

จับ'สื่อ'ใส่กระด้ง

05 พ.ค. 2558

จับ'สื่อ'ใส่กระด้ง : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูน

               เพราะเดินผ่านกาลเวลามานานพอควร จากยุคสื่อปากกัดตีนถีบ วิ่งแลกเช็คกันเพื่อต่อชีวิตวันต่อวัน จนถึงยุคที่สื่อกลายเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ มีนักข่าวเป็นคล้ายคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมข่าว มีความมั่นคง และที่สำคัญจ่ายเงินเดือนตรงเวลา ซึ่งอาจเป็นธรรมดาของคนข่าวยุคนี้ แต่เป็นเรื่องที่หวั่นไหวอย่างยิ่งต่อคนข่าวยุคก่อน
     
               ผมจึงมีความเชื่อในเรื่องการกำกับดูแลสื่อแบบคู่ขนาน คือการมองโลกในความเป็นจริง กับการมองในเชิงอุดมคติที่หลายคนอาจคิดว่า การสร้างองค์กรกำกับที่แข็งแรง มี “สภาพบังคับ” จะแก้ปัญหาความไม่รับผิดชอบของสื่อมวลชนได้
      
               บริบททางสังคมเปลี่ยนไป แม้เป้าหมายจะเหมือนกันไม่ว่ายุคสมัยใด คือมุ่งต่อยอดขาย คนอ่าน คนดูและคนฟัง แต่ยุคอุตสาหกรรมเท่านั้นยังไม่เพียงพอ ยังต้องคิดถึงผลประกอบการที่ดี ผลตอบแทนในรูปเงินปันผล การสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน สิ่งเหล่านี้เองที่ไปกำหนดให้เห็นเป็นภาพ สื่อหรือปูในกระด้ง
       
               ในเชิงอุดมคติ เราอาจได้ยินถึงความพยายามที่จะทำสื่อด้วยความรับผิดชอบ แต่ในความเป็นจริง ความรับผิดชอบที่มีต่อความอยู่รอดของคนงานนับพันในโรงงานข่าว ความรับผิดชอบที่มีต่อธุรกิจ ก็เป็นความรับผิดชอบในระนาบเดียวกัน
        
               เพียงแต่ความเชื่อในเรื่องข่าวและภาพ ที่สร้างความสนใจติดตามของผู้บริโภคข่าวสาร ไม่ได้เป็นไปตามคัมภีร์จริยธรรมขององค์กรสื่อทั้งหลาย
         
               ตัวอย่างของเว็บไซต์ข่าวแห่งหนึ่ง ซึ่งองค์กรต้นสังกัดลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ  ที่เลือกนำเสนอภาพ-ข่าว ที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงต่อหลักการ กลับมียอดผู้เข้าชมสูงสุด และจนถึงวันนี้น่าจะเป็นเว็บไซต์ข่าวที่มียอดวิวสูงสุด
          
               เมื่อพิจารณาองค์ประกอบความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมสื่อ จะตั้งกฎเกณฑ์เข้มงวด หรือเพิ่มอำนาจให้องค์กรสื่อ จากแมวให้เป็นเสือมีเขี้ยวเล็บอย่างไร ก็ไม่สามารถจับสื่อที่มีแรงจูงใจอื่นๆ และมีความจำเป็นที่จะต้องรับผิดชอบธุรกิจ เข้ามาอยู่ในที่ทางได้ ไม่แตกต่างไปจากการจับปูใส่กระด้งนั่นเอง
                          
               อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างการกำกับ ดูแลสื่อ ก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะแม้ว่าปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคข่าวสารส่วนหนึ่งจะเป็นตัวกำหนด การผลิต "สาร” ขององค์กรสื่อ แต่ก็มีผู้บริโภคข่าวสารอีกจำนวนมาก ที่ถูกกระทบจากการทำงานโดยไม่รับผิดชอบของสื่อ ทั้งผลโดยตรงและโดยอ้อม
             
               ความพยายามที่จะศึกษา และจัดการให้มีขึ้นซึ่งกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม คุ้มครองสวัสดิภาพ และสวัสดิการของสื่อมวลชน  ภายใต้ สปช.จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น แม้ว่าจะตอบโจทย์ไม่ได้ทั้งหมด และมีความไม่แน่ใจใน “อำนาจ” ของกรรมการสภาวิชาชีพใหญ่ที่จะเกิดขึ้นใหม่ ในสังคมบล็อกโหวตนี้ก็ตาม
              
               เพราะแม้แต่องค์กรวิชาชีพที่มีอยู่ และไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ตามที่ผู้ก่อตั้งได้ออกแบบไว้ เพื่อป้องกันการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก ก็ยังมีปรากฏการณ์ “การช่วงชิง” เข้าสู่ตำแหน่งเข้มข้น ฉะนั้น หลักที่ผมเคยคิดและตั้งใจไว้ในห้วงระยะเวลาที่ทำหน้าที่ในองค์กรนั้น คือ มี “อำนาจน้อยสุด” และ “เงินน้อยสุด” หรือพอเพียงเท่าที่จะดำเนินการได้เท่านั้น
                                
               ด้วยเงินและอำนาจนี่เองที่ทำให้คนบางคนเสียผู้เสียคนมาแล้ว
             
               ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มาตรา 49 วรรคสี่ ให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนเช่นว่านี้ อาจทำให้ความเป็นเสือกระดาษหมดสิ้นไป แต่อาจเป็นการเปิดช่องทางให้เสือตัวใหม่เข้ามาสร้างปัญหาที่ยิ่งใหญ่กว่าก็ได้