ข่าว

กมธ.ยกร่างฯโยนทำประชามติให้คสช.

กมธ.ยกร่างฯโยนทำประชามติให้คสช.

04 พ.ค. 2558

กมธ.ยกร่างฯโยนทำประชามติให้คสช. สนช.ผ่านก.ม.ปราบโกงข้ามชาติป.ป.ช.เสนอ

               4พ.ค.2558 นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษกกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงข้อเสนอของนักวิชาการ นักการเมือง นักเขียน และประชาชน 154 คน เกี่ยวกับการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ว่า การตัดสินใจว่าจะทำประชามติหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ของกมธ.ยกร่างฯ แต่อยู่ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล เพราะถ้าหากมีการทำประชามติก็ต้องไปแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 แต่ตนมีข้อสังเกตุว่าข้อเสนอที่ให้ทำประชามติภายใน 30 วัน หากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เชื่อว่ากรอบเวลาดังกล่าวคงทำประชามติได้ยาก ซึ่งกฎหมายเดิมยังระบุให้การทำประชามติใช้เวลาภายใน 90 วัน หรือลองคิดง่ายๆว่า แม้แต่การยุบสภาหรือการที่รัฐบาลอยู่ครบเทอมก็ยังกำหนดให้จัดการเลือกตั้งภายใน 45 วัน หรือ 60 วันแล้วแต่กรณี ดังนั้น ถ้าให้ทำประชามติใน 30 วัน นั้น เกรงว่าการตัดสินใจที่จะโหวตให้ผ่านหรือไม่ อาจอยู่บนพื้นฐานความรู้สึกมากกว่าความเข้าใจในเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ

               “ส่วนข้อเสนอที่ให้กมธ.ยกร่างฯมาจากการเลือกของประชาชนหากร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่าน ประเด็นนี้น่าจะพุ่งเป้าไปที่คสช. เพราะสิ่งนี้เป็นการกลับหลักแนวคิดของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ก็เป็นอำนาจการตัดสินใจของคสช.หรือครม.แล้วว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แล้วต้องหากมธ.ยกร่างฯชุดใหม่ คสช.จะแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดที่มากมธ.ยกร่างฯอย่างไร”นายคำนูณกล่าว

               ด้าน นายจรัส สุววรรณมาลา กมธ.ยกร่างฯ กล่าวว่า ขณะนี้ตนและกมธ.ยกร่างฯ ส่วนใหญ่เริ่มเห็นตรงกันว่าควรทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้ เนื่องจากหลักการหลายประเด็นในร่างรัฐธรรมนูญได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างการเมือง ข้าราชการ และระบบบริหารราชการแผ่นดิน โดยนักการเมืองและราชการจะรู้ว่ารัฐธรรมนูญนี้ได้จำกัดอำนาจไว้ค่อนข้างมาก ก็มีความเป็นไปได้ว่าหลังรัฐธรรมนูญประกาศใช้ ทั้งสองฝ่ายอาจรวมหัวกันแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้น การทำประชามติจะทำให้รัฐธรรมนูญแก้ไขได้ยาก แม้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะระบุให้มีส่วนแก้ง่าย แก้ยาก แต่ถ้าทำประชามติตั้งแต่ต้นก็ไม่มีความจำเป็นต้องไปแก้ไขอีกในภายหลัง จึงมีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะมีการทำประชามติและกมธ.ยกร่างฯก็มีเจตนาเช่นนั้น

               นายจรัส กล่าวอีกว่า ส่วนข้อเสนอที่หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วให้ประชาชนเป็นคนเลือกกมธ.ยกร่างฯ นั้น ตอนรัฐธรรมนูญ 2540 และ 2550 ก็มีการแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญและเลือกกมธ.ยกร่างฯจากทุกจังหวัด แต่ถ้าให้เลือกตั้งกมธ.ยกร่างฯมาร้อยเปอร์เซนต์นั้น ส่วนตัวเห็นว่าอาจทำให้มีปัญหา เพราะรัฐธรรมนูญไม่ใช่ใครจะมาเขียนก็ได้ ต้องรู้ว่าจะเขียนอย่างไรและใช้ความรู้เฉพาะ หากให้คนทั่วไปเขียนคงไม่ดีแน่ จึงจะเห็นว่าการเขียนรัฐธรรมนูญแต่ละครั้งก็จะมีแต่หน้าเดิมๆ เปรียบเทียบได้กับประเทศฝรั่งเศสที่ประชาธิปไตยเข้มแข็ง ซึ่งตอนเขียนรัฐธรรมนูญนั้นเขาก็แต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่มีความชำนาญในการใช้หลักกฎหมายเพื่อปกครองประเทศ ดังนั้น ถ้ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่าน ก็ควรคัดเลือกผู้เชี่ยวชาญมาเป็นกมธ.ยกร่างฯและไม่จำเป็นต้องใช้คนเยอะถึง 30 คนก็น่าจะเพียงพอ


สนช.ผ่านก.ม.ปราบโกงข้ามชาติตามที่ป.ป.ช.เสนอ


               นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการตามพันธกรณีของอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริต ค.ศ.2003 (United Nations Convention against Corruption: UNCAC) ว่า ประเทศไทยเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้อนุสัญญา UNCAC มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2554 จึงก่อให้เกิดหน้าที่ในการปฏิบัติตามพันธกรณีของอนุสัญญาหลายประการ โดยเฉพาะการแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับและสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างครบถ้วนและมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้มีความพยายามแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายเพื่อดำเนินการตามพันธกรณีมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เป็นผลสำเร็จ ทางคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะองค์กรหลักในการป้องกันและปราบปรามการทุจริต และเป็น

               ศูนย์กลางประสานความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อประโยชน์ในการต่อต้านการทุจริต รวมถึงการดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามพันธกรณีและข้อตกลงระหว่างประเทศ จึงได้เสนอแก้ไขร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ฉบับที่...) พ.ศ. ... เข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) และ สนช. ได้พิจารณาในวาระที่ 2 และ 3เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2558 มีมติเห็นชอบผ่านร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว หลังจากนี้จะเป็นขั้นตอนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยต่อไป

               นายสรรเสริญ กล่าวว่า ประเด็นสำคัญๆ ของการแก้ไขกฎหมายดังกล่าว อาทิ 1.กำหนดฐานความผิดการให้-รับสินบนที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐต่างประเทศและเจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ 2.กำหนดฐานความผิดเฉพาะสำหรับนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการให้สินบนเจ้าหน้าที่ 3.กำหนดหลักการริบทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพ 4.กำหนดหลักอายุความ โดยมิให้มีการนับอายุความ หากมีการหลบหนีในคดีทุจริต

​               ทั้งนี้ นายสรรเสริญ กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างการเป็นผู้ถูกประเมินและติดตามผลการปฏิบัติตามอนุสัญญาดังกล่าวจากผู้แทนรัฐผู้ประเมิน ประกอบด้วย ราชอาณาจักรบาเรนห์ และสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ซึ่งจะมาประเมินประเทศไทย ในขั้นตอนการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในประเทศไทย (Joint meeting or Country visit) ในเดือนพฤษภาคมนี้