
4องค์กรสื่อจี้คสช.เลิกคำสั่งจำกัดเสรีภาพ
ประกาศเจตนารมณ์วันเสรีภาพสื่อมวลชน 4องค์กรสื่อจี้คสช.เลิกคำสั่งจำกัดเสรีภาพ
นับเป็นวันที่สำคัญสำหรับบุคคลที่ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชน สำหรับ "วันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก" (World Press Freedom Day) ที่เวียนบรรจบอีกครั้งในวันที่ 3 พฤษภาคม โดยในปีนี้สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เครือข่ายสมาคมวิชาชีพสื่อมวลชน ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, สมาคมนักข่าววิทยุแห่งประเทศไทย, สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ร่วมจัดงานวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม โดยกิจกรรมเริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงเช้าเวลา 10.00 น.?
"มิซาโกะ อิโต" ที่ปรึกษาระดับภูมิภาค แผนกการสื่อสารและสารสนเทศ องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) อ่านแถลงการร่วมจากผู้นำ 3 องค์กร คือ นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ นางอิรินา โบโกกา ผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก และนายซาอิด ราอัด อับฮุสเซน ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม 2558 หัวข้อ “การสื่อสารมวลชนจนยืนหยัดอย่างมั่นคง” โดยมีสาระสำคัญ ว่า ในปี 2558 รัฐต่างๆ เร่งการพัฒนาให้ไปสู่เป้าหมายของโลกใหม่ สื่อมวลชนถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการนำข้อมูลข่าวสารเผยแพร่สู่สังคมเพื่อช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการพัฒนาสังคม รวมถึงเผยแพร่ความอยุติธรรม การคอร์รัปชั่นและการใช้อำนาจในทางมิชอบ ดังนั้นนักข่าวต้องยืนหยัดอย่างยั่งยืนในบรรยากาศที่เอื้อให้นักข่าวทำงานได้อย่างอิสระปราศจากการแทรกแซงที่ไม่เป็นธรรม และมีความปลอดภัย เพราะเสรีภาพสื่อมวลชน เสรีภาพของการแสดงความเห็นไม่ต้องรอจนกว่าการพัฒนาจะบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนดังกล่าว ดังนั้นเสรีภาพทางการแสดงความคิดเห็นและเสรีภาพของสื่อช่วยให้เกิดการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนทั้งปวง และจำเป็นต่อธรรมาภิบาลและหลักนิติรัฐ
“ที่ผ่านมาโลกรับรู้ถึงการโจมตีนักข่าวอย่างร้ายแรง มีนักข่าวถูกฆ่าอย่างน้อย 1 ราย ในแต่ละสัปดาห์ในพื้นที่เขตพิพาทและพื้นที่นอกเขตพิพาท เราต้องมุ่งมั่นแผนปฏิบัติการแห่งสหประชาชาติว่าด้วยความปลอดภัยของนักข่าวแต่ละประเด็นของความคุ้มกันไม่ต้องถูกลงโทษ โดยองค์การยูเนสโกเป็นผู้นำพร้อมด้วยการสนับสนุนจากองค์การสหประชาชาติอื่นๆ เราต้องการทุกพลังเสียง โดยเฉพาะเสียงจากสตรี หลังจาก 20 ปีที่ปฏิญญาและแผนปฏิบัติการปักกิ่ง สตรียังไม่ได้รับการแสดงออกจากสื่อทั้งหมด ไม่ใช่แค่ระดับตัดสินใจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรายงานข่าวประเด็นต่างๆ ด้วย ดังนั้นเราไม่อาจจำนนได้ โดยชายและหญิงต้องมีส่วนร่วมในการทำและแบ่งปันข่าวอย่างเท่าเทียม” สารร่วมจากผู้นำ 3 องค์การสากล ระบุ
ภายหลังการอ่านแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว ต่อมาเป็นกิจกรรมกล่าวไว้อาลัยให้แก่สื่อมวลชนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ช่วงรอบปีที่ผ่านมา และให้ผู้ที่เข้าร่วมเวที ที่ประกอบด้วยสื่อมวลชน นักวิชาการด้านสื่อมวลชน ร่วมยืนไว้อาลัยให้แก่สื่อมวลชนที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าว เป็นเวลา 1 นาที
จากนั้น "วันชัย วงศ์มีชัย" นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย และ "เทพชัย หย่อง" นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย อ่านแถลงการณ์ร่วม 4 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก
ทั้งนี้ เนื้อหาของแถลงการณ์ระบุว่า สถานการณ์ของสื่อมวลชนไทยในรอบปี 2557 ถือว่าเป็นช่วงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ ถูกกดดันจากกลุ่มมวลชนทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายที่ให้การสนับสนุนรัฐบาล อยู่ในสถานะที่ถูกจับจ้องจากทุกฟากฝั่ง ถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งเป็นผู้เติมเชื้อไฟให้โหมกระพือมากกว่าเป็นผู้ถอนฟืนออกจากกองไฟ ไม่อยู่ในสถานะที่เป็นที่พึ่งหวังของประเทศ เกิดความเคลือบแคลงสงสัยในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนด้วยสภาพการณ์หรือภูมิทัศน์สื่อที่เปลี่ยนแปลงไปตามเทคโนโลยีของโลก ทำให้เกิด “สื่อเฉพาะ” ที่มุ่งหวังรับใช้เจตนารมณ์ของกลุ่มต่างๆ มากยิ่งขึ้น
ท่ามกลางความยุ่งเหยิงทางการเมืองและความเคลือบแคลงสงสัยต่อบทบาทของสื่อมวลชน จึงเป็นสิ่งที่ 4 องค์กรวิชาชีพสื่อ ประกอบด้วย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตระหนักและมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าวเป็นอย่างมาก เพราะความน่าเชื่อถือและศรัทธาไว้วางใจต่อสื่อมวลชนของสาธารณชนเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
เมื่อ "คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)" เข้าควบคุมอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 สถานการณ์และดัชนีชี้วัดสถานภาพเสรีภาพของสื่อมวลชนไทยได้ตกต่ำลงในสายตาประชาคมโลก เพราะคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติได้สั่งระงับการออกอากาศของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ และขอให้หนังสือพิมพ์งดแสดงความคิดเห็นที่จะทำให้เกิดการต่อต้านคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
ต่อมาได้ออกคำสั่งเพื่อควบคุมการเสนอข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน ฉบับที่ 97/2557 ฉบับที่ 103/2557 และฉบับที่ 3/2558 ข้อ 5 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 อันเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของสื่อมวลชน และเป็นการปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่มีอยู่แต่เดิม และเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญของประเทศประการหนึ่ง การคงไว้ซึ่งสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวเป็นหลักการพื้นฐานที่ไม่น้อยกว่าการปกป้องสิทธิส่วนบุคคลที่ปราศจากการละเมิดจากสื่อมวลชนและความรับผิดชอบต่อสังคมตามกรอบจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ
ทั้งนี้ เนื่องในวันสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนโลก 3 พฤษภาคม ประจำปี 2558 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนจึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้
1.ขอให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่ 97 คำสั่ง คสช.ที่103 และ คำสั่งที่ 3/2558 ข้อ 5 ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) 2557 โดยเร็ว เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งการปรองดองพูดคุยอย่างเสรีและปลอดภัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศกำลังอยู่ในขั้นตอนการปฏิรูป จึงมีความจำเป็นจะต้องเปิดพื้นที่ให้ประชาชนกลุ่มต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นเพื่อร่วมกำหนดอนาคตของประเทศ เพื่อให้สื่อมวลชนเป็นเวทีแห่งการพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งอย่างสันติ
"การคงไว้ซึ่งคำสั่งทั้ง 3 ทำให้บรรยากาศแห่งการพูดคุยและแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและปลอดภัยไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย การยกเลิกคำสั่งยังเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อภาพลักษณ์ด้านสิทธิและเสรีภาพของประเทศโดยรวมและยังแสดงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อประชาคมโลกว่ามาตรการทางกฎหมายที่มีอยู่ สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการบังคับใช้กฎหมายได้ สำหรับสื่อมวลชนที่ละเมิดกฎหมาย รัฐบาลยังคงใช้กฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการได้ตามปกติ ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ และโทรทัศน์? โดยมิต้องใช้คำสั่งหรือมาตรการพิเศษใดๆ อีกต่อไป"
2.ในการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ต้องเป็นอิสระไม่ถูกแทรกแซงใดๆ จากภาครัฐ เพราะ กสทช.เป็นองค์กรอิสระที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของประชาชน ที่ต้องการให้การจัดสรรคลื่นความถี่ซึ่งเป็นสมบัติของชาติ เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ ในส่วนองค์กรวิชาชีพสื่อขอให้ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ การกำกับดูแลกันเอง ภายใต้กรอบแห่งกฎหมาย จริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ เพื่อคงไว้ซึ่งเสรีภาพและความรับผิดชอบต่อข่าวสารที่นำเสนอ
3.ขอให้ประชาชนและผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารจากสื่อมวลชนและสื่อประเภทต่างๆ ได้ตระหนักเห็นว่าภูมิทัศน์สื่อได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้รับสารสามารถอยู่ในฐานะส่งสารได้ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ข่าวสารจึงเกิดขึ้นได้มากมายและแพร่หลาย จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ประชาชนและผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารจะต้องตระหนักและรู้เท่าทันสื่อ ในโอกาสที่รัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ระหว่างการยกร่าง ได้สนับสนุนให้มีกฎหมายว่าด้วยองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เพื่อปกป้องเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานแห่งวิชาชีพ พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้เสรีภาพและคุ้มครองสวัสดิการของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนโดยทั่วไปจะได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม และหากผู้ใดถูกละเมิดหรือไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชน ขอให้ใช้สิทธินั้นตามขั้นตอนต่างๆ ผ่านสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ตลอดจนใช้สิทธิทางกฎหมายที่มีอยู่ดำเนินการ
4.ขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและผู้ประกอบธุรกิจสื่อมวลชน ได้ตระหนักถึงบทบาทและภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อสังคม ตามมาตรฐานจริยธรรมและจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพอย่างเต็มกำลัง เปิดพื้นที่สื่อสาธารณะให้ทุกฝ่าย ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นช่องทางสำคัญในการร่วมกันหาทางออก เพื่อสร้างความปรองดอง ยุติความขัดแย้ง และร่วมกันปฏิรูปประเทศ ให้ประเทศไทยก้าวข้ามผ่านวิกฤติครั้งสำคัญไปให้ได้
องค์กรวิชาชีพสื่อทั้ง 4 ขอย้ำเตือนว่า ทุกฝ่ายในสังคมต้องตระหนักถึงหลักการเคารพเสรีภาพในการแสดงออกของสื่อมวลชนและประชาชน เพราะเสรีภาพของสื่อมวลชนและประชาชนมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความโปร่งใส ตามหลักการปกครองด้วยหลักธรรมาภิบาลของประเทศ และการใช้เสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ



