
แค่พอเพียงชีวิตก็เพียงพอ
04 พ.ค. 2558
ไลฟ์สไตล์ : แค่พอเพียงชีวิตก็เพียงพอ
ทุกคนล้วนหาความสุขให้แก่ชีวิต แล้วความสุขแค่ไหนกันจะเพียงพอ ก็ขึ้นอยู่กับแนวทางการใช้ชีวิต กินอยู่ ใช้สอยแต่พอเพียง เหมือนกับแนวคิด “เศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทยให้เป็นแนวทางยึดถือปฏิบัติ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด จึงร่วมกับบริษัท เมเจอร์ซินีเพล็กซ์ กรุ๊ป จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อส่งเสริมหลักเศรษฐกิจพอเพียง ในชื่อชุด “ความฝันอันสูงสุด” ที่โรงภาพยนตร์เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ รัชโยธิน วันก่อน
ปนัดดา เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการผู้อาวุโส บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด เปิดเผยว่า ด้วยเชื่อมั่นว่าในแนวคิดการยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีส่วนสำคัญที่จะทำให้คนในสังคมมีชีวิต ความเป็นอยู่อย่างยั่งยืน ท่ามกลางโลกซึ่งมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงจัดทำภาพยนตร์เทิดพระเกียรติ หวังว่าคงมีส่วนช่วยให้สืบสานแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้แพร่หลายในกลุ่มประชาชน ทุกเพศทุกวัย ซึ่งภาพยนตร์ดังกล่าวเป็นชุดที่ 13 แล้ว ในแต่ละปีจะมีเป้าหมายแตกต่างกัน บางปีเป็นผู้ใหญ่ ปีต่อไปเป็นเด็ก หรือเสนอในแง่ของดนตรีอย่างปีนี้เลือกเพลงความฝันอันสูงสุด มานำเสนอ โดยได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้เป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ ถ่ายทอดเรื่องราวจาก ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร
ด้าน “อ.ยักษ์” ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ประธานสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงและประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ เล่าถึงการใช้ชีวิตในแบบแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงว่า ตั้งแต่เกิดมาไม่รู้จักว่าความทุกข์คืออะไร มีชีวิตที่มีความสุขมาตลอด มีโอกาสได้ฟังพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้งแรกก็ไม่เข้าใจ ฟังแล้วก็ตีความผิด พระองค์ตรัสว่า ถ้าเราเปลี่ยนทุกอย่างเป็นทุ่งหญ้าเป็นพืชไร่ ถ้าป่าหมดต่อให้มีที่ดินเป็นหมื่นไร่เราก็จะปลูกอะไรไม่ได้เลย ซึ่งก็เป็นความจริง
"ทุกวันนี้ชัดเจนมากในโลก ในหลายๆ ประเทศก็มีนโยบายรณรงค์ให้หยุดทำลายป่า เราต้องสร้างสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจพอเพียง ผมเคยไปพูดเรื่องนี้ให้เกษตรกรฟัง มีชาวบ้านชี้หน้าแล้วบอกว่าเป็นคนทำงานราชการ มีเงินเดือน สารพัด จะพูดยังไงก็พูดได้ ลองลาออกจากงานแล้วมาทำให้ได้ก่อนแล้วค่อยมาพูด จากนั้นมาไม่กล้าไปบรรยายที่ไหนเลย หลังจากนั้นก็ไปซุ่มทำไร่นาเป็นเวลา 11 ปี แต่ก็ยังทำงานไปด้วย ยังไม่กล้าออกจากงาน ก็ไม่ประสบความสำเร็จเพราะไม่มีเวลาไปดูแลอย่างเต็มที่ อีกทั้งยังมีพี่น้องและผู้คนรอบข้างไม่มีใครเห็นด้วยเพราะเห็นว่ามีหน้าที่การงานดีเป็นหลักแหล่ง มีคนสบประมาทว่าจะทำสวน ปลูกป่าแบบไม่ใส่ปุ๋ยเคมีมันเป็นไปไม่ได้ จึงตัดสินใจลาออกจากงานทำคนเดียว ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ เพราะเขาคิดว่าเราบ้า 4 เดือนผ่านไป ผลผลิตข้าวเทียบกับชาวบ้านได้มากกว่าถึง 3-4 เท่าตัว ทั้งๆ ที่ไม่ต้องพึ่งปุ๋ยเคมีแม้แต่น้อย ใช้เพียงปุ๋ยอินทรีย์ที่ต้นทุนต่ำนิดเดียว ซึ่งทำตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสิ้น จนปัจจุบันมีคนรอบข้างที่เคยมองว่าเราทำไม่ได้และอีกหลายแสนคนก็เข้ามาร่วม มีความภูมิใจ มีคุณค่า ที่ได้สร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น" อ.ยักษ์ เล่าถึงแนวเศรษฐกิจพอเพียงที่ใช้ได้จริง
สนใจติดตามเรื่องราวเศรษฐกิจพอเพียงในรูปแบบภาพยนตร์โฆษณาได้ที่ี่โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ทุกโรง ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายนเป็นต้นไป



