ข่าว

‘สมยศ’สั่ง‘บิ๊กแป๊ะ’สางคดีศพ‘โรฮิงญา’

‘สมยศ’สั่ง‘บิ๊กแป๊ะ’สางคดีศพ‘โรฮิงญา’

03 พ.ค. 2558

‘สมยศ’สั่ง‘บิ๊กแป๊ะ’สางคดีศพ‘โรฮิงญา’ น้าชายเหยื่อแฉถูกตี-ยิงทิ้งคาแคมป์สะเดา

            เมื่อวันที่ 3 พ.ค. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงกรณีที่มีการพบหลุมฝังศพชาวโรฮิงญาจำนวนมาก ในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลาว่า เรื่องนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้มีคำสั่งให้ชุดสืบสวนพิเศษ โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รอง ผบ.ตร. ฝ่ายความมั่นคง เป็นหัวหน้าชุดลงพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 8-9 เพื่อร่วมสืบสวนคลี่คลายคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญาแล้ว เพื่อเป็นการสนับสนุนตำรวจในพื้นที่อีกทางด้วย

            "ทั้งนี้ได้กำชับตำรวจผู้ปฏิบัติทุกนายให้ทราบว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก และเรียกตนไปสั่งกำชับว่า หากเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับใคร ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้มีอิทธิพล ก็ให้ดำเนินคดีโดยไม่มีการละเว้น เพราะเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับประเทศชาติ" โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าว


เปิดใจน้าชายเหยื่อแฉถูกตี-ยิงทิ้งคาแคมป์สะเดา

            นายกูราเมีย ชาวโรฮิงญาในจังหวัดนครศรีธรรมราช น้าชายชาวโรฮิงญาเหยื่อ 1 ในหลายศพจากจุดฝังศพแคมป์โรฮิงญากลางป่าในอำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ปรากฏตัวและยอมเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเป็นครั้งแรกถึงสาเหตุที่เหยื่อถูกสังหาร รวมทั้งประจักษ์พยานหนึ่งในชาวโรฮิงญาที่เห็นเหตุการณ์ขณะสังหาร

            นายกูราเมีย ได้กล่าวผ่านล่ามว่านายอานัวได้ติดต่อว่าคุมตัวหลานชายของตนเองไว้ได้แล้ว และขอค่าไถ่เป็นจำนวนเงิน 95,000 บาทหลังจากนที่โอนเงินให้ไปแล้วปรากฏว่าไม่ยอมติดต่อกลับมาอีกเลย จนกระทั่ง 15 วันผ่านไปได้เรียกเงินเพิ่มอีก 120,000 บาท แต่ไม่มีเงินแล้วจึงตัดสินใจเข้าแจ้งความจนกระทั่งนายอานัวรู้ว่าได้เข้าแจ้งความแล้วนายคาซิมหลานชายจึงถูกฆ่า

            ขณะที่ประจักษ์พยานที่เห็นเหตุการณ์ขณะที่นายอานัวและลุกน้องรุมฆ่านายคาซิม ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวผ่านล่ามโดยขอสงวนนามและปกปิดการบันทึกภาพว่าได้เดินทางออกมาจากยะไข่โดยถูกหลอกว่าจะนำไปทำงานในมาเลเซียราว 6 เดือนก่อน หลังจากนั้นได้ถูกกักตัวอยู่ที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นพบหลุมศพ ที่สามารถหลุดออกมาได้นั้นแม่ที่อยู่ในพม่ายอมขายที่ดินเพื่อที่จะนำเงินโอนมาไถ่ตัว 6,000 พันริงกิตมาเลเซีย จึงออกมาได้

            ขณะที่อยู่ในแคมป์นั้นรู้ว่ามีการตายเกิดขึ้นมากกว่า 500 คนในทุกแคมป์ตลอดแนวชายแดนไทยมาเลเซีย แคมป์ที่เจ้าหน้าที่เข้าไปค้นพบหลุมศพนั้น มีชาวโรฮิงญาราว 700-800 คนถูกคุมตัวอยู่ที่นั่นแต่หลังจากที่รู้ว่าเจ้าหน้าที่เข้าไปนั้นจะหลบเข้าไปในป่าฝั่งมาเลเซียที่อยู่ห่างไปราว 200 เมตร ตลอดแนวยังมีชาวโรฮิงญาอยู่อีกนับพันคนที่รอให้ญาติไถ่ตัวหรือซื้อขายแรงงานกัน

            “ช่วงที่ผมอยู่ในแคมป์นั้นมีคนถูกฆ่าตายด้วยวิธีการตีด้วยท่อนไม้ขนาดใหญ่จนตายหรือยิงทิ้งราว 17-20 ศพ แต่ชาวโรฮิงญาในแคมป์จะไม่รู้ว่าเขานำไปฝังที่ไหน กรณีของนายคาซิมนั้นถูกนายอานัวตีจนตายและเขารีบลงมาจากบนภูเขาแล้วสั่งให้ลูกน้องอีก 2คนซึ่งบอกชื่อกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วเป็นคนจัดการต่อด้วยการนำไปฝัง ส่วนคนอื่นๆที่ไม่มีเงินไถ่ตัวหรือไม่มีญาติจะถูกตีจนบาดเจ็บสาหัสและตายไปเองหรือป่วยตาย” พยานรายนี้กล่าว

            พยานรายนี้ยังกล่าวต่อว่าช่วงเดือนมกราคม ที่ผ่านมาขณะที่มีชาวโรฮิงญาถูกกักอยู่ที่นี่เจ้าหน้าที่หน่วยงานหนึ่งได้เข้าจับกุมแล้ว แต่หลังจากที่มีการเจรจาปรากฏว่าทั้งหมดถูกปล่อยไป ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของแคมป์แห่งนี้เป็นชาวไทยมุสลิม 2 ผัวเมียชื่อว่า บังฉีและฟารีดา จะเข้ามาติดตามความเคลื่อนไหวทั้งจำนวนคนและยอดเงินที่ได้จากการไถ่ตัว