
ทำประชามติเสียเวลา 3 เดือน..คุ้ม !
02 พ.ค. 2558
สัมภาษณ์พิเศษ : 'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' ทำประชามติเสียเวลา 3 เดือน..คุ้ม !
สถานการณ์การเมืองยังคงโฟกัสอยู่ที่ข้อสรุปร่างรัฐธรรมนูญ ที่ยังมีผู้เห็นต่างและเรียกร้องให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขในสาระประเด็นที่เป็นชนวนสร้างความแตกแยกได้ โดยหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ให้สัมภาษณ์ถึงข้อเสนอทางออก โดยให้มีการแลกเปลี่ยนรับฟังรอบด้าน และเห็นว่าการทำประชามติที่มีประชาชนทั้งประเทศรองรับจะเป็นทางออกที่ดี
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงแนวโน้มหรือความเป็นไปได้ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) จะมีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่มีข้อท้วงติงจากหลายฝ่าย ว่า ต้องถาม กมธ.ยกร่างฯ อยากให้มีการรับฟังแลกเปลี่ยนกันอย่างเต็มที่เพื่อจะให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด ย้ำอีกครั้งว่าอยากให้มันจบ ไม่ต้องการให้ผ่านไปแล้ว 1-2 ปี แล้วกลับมาเถียงกันในเรื่องแบบนี้ มันไม่ไหวแล้ว เพราะหลังจากนี้ประเทศควรเดินหน้าทั้งด้านเศรษฐกิจ สวัสดิการ ทำให้ประชาชนมีสุข สิ่งที่ตั้งใจก็มีเพียงเท่านี้
การร่างรัฐธรรมนูญแบบนี้มีวาระซ่อนเร้นหรือไม่
อยากให้มีแลกเปลี่ยนกัน ทั้งเนื้อหาสาระ ผมคงไม่ไปกล่าวหาใคร และไม่อยากให้คนร่างไปกล่าวหาคนวิจารณ์ และรู้ว่าตัวเองเป็นนักการเมือง หากสิ่งที่เสนอแล้วเป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองก็ไม่อยากฟัง แต่สิ่งที่เสนอถ้าเป็นประโยชน์ต่อประเทศก็อย่ามาตอบว่าเป็นนักการเมืองไม่ควรมาพูด เพราะต้องเอามาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของประเทศ และต้องยอมรับความจริงว่า สุดท้ายเมื่อกลับสู่ภาวะปกติ ถ้ารัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับ มันก็เดินต่อไปไม่ได้อีก ดังนั้นจึงต้องทำให้เป็นที่ยอมรับ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าไปได้
"อย่างในการประชุมศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ครั้งล่าสุด ก็มีคนที่เสนอแก้ไข ซึ่งทางเสนาธิการทหารบก ดูจะรับฟังเป็นอย่างดี แต่ทั้งหมดอยู่ที่กระบวนการของ กมธ.ยกร่างฯ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้ว่า เหมือนเป็นสิทธิ์ขาดของ กมธ.ยกร่างฯ ว่าจะเอาหรือไม่อย่างไร"
อย่างไรก็ตาม ทางพรรคได้รับร่างรัฐธรรมนูญที่กมธ.ยกร่างฯ ส่งมาแล้ว นอกจากนี้ ทาง กมธ.ยกร่างฯ ยังได้มีการส่งร่างรัฐธรรมนูญมายังผมด้วย เนื่องจากขณะนี้ไม่สามารถเรียกประชุมพรรคได้ ซึ่งภายในวันที่ 20 พฤษภาคม ทางพรรคจะต้องส่งข้อเสนอในการปรับแก้ไขไปยัง กมธ.ยกร่างฯ
ยืนยันที่จะให้มีการทำประชามติ เพราะยังไม่เห็นอะไรที่จะเป็นรูปธรรมของการรับรองกติกานอกจากการทำประชามติ หากไม่ทำจะมีความเสี่ยงที่คนไม่เห็นด้วยจะไปสร้างเงื่อนไขให้เกิดการแก้และรื้อรัฐธรรมนูญกันอีก ไม่อยากให้ประเทศต้องเสียเวลา ทั้งรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ต่างระบุว่าจะจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ซึ่งถ้าเรียบร้อยแล้วเดินเลยก็ดี แต่ถ้าเรียบร้อยแล้วกลับมารื้อกันใหม่มันจะเสียเวลาอีกกี่ปี
หากทำประชามติอายุของรัฐบาลก็จะยืดไปอีก
การทำประชามติคงไม่นานขนาดนั้น แต่เรื่องที่อายุของรัฐบาลจะยืดออกไปนั้น คงไม่มีใครเจตนาจะให้ยืดเยื้อ สมมุติว่าเสียเวลาทำประชามติไป 3 เดือนคิดว่าคุ้ม เพราะหากไม่มีการรับรองโดยประชาชน แทนที่จะเสียเวลา 3 เดือน ก็อาจจะทะเลาะกันอีกไม่รู้กี่ปี แล้วจะวกกลับมาร่างกันใหม่ ไม่มีประโยชน์กับใคร
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์จะมีการเสนอแก้ไขกี่ประเด็น
นับไม่ถ้วน แต่คงไม่ทั้งฉบับ เพราะในบางประเด็นเป็นเรื่องรายละเอียด แต่บางประเด็นคือเรื่องของหลักการ เช่น มาตรา 181, 182 กับอำนาจคณะกรรมการปรองดอง เรื่องการเสนอพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษบุคคล มองว่าเป็นเรื่องอันตรายมาก ส่วนเรื่องอื่นเป็นความเห็นที่ต่างกันในมุมมองการปฏิบัติ เพราะพูดจากประสบการณ์ หลายบทบัญญัติที่เคยมีการใช้มาในอดีต มันส่งผลอย่างไร รวมทั้งประสบการณ์ที่เขียนกติกาเช่นนี้ พรรคการเมือง นักการเมือง จะปฏิบัติอย่างไร โดยเฉพาะคนที่มีผลประโยชน์จะได้เห็นภาพชัดขึ้นว่าสิ่งที่ตั้งใจจะแก้ แต่ถ้าแก้ไขด้วยวิธีนี้มันอาจจะไม่ได้ผล หรือซ้ำร้ายกว่านั้น อาจไปซ้ำเติมปัญหาเดิม จึงอยากชี้ให้เห็นจากประสบการณ์
กังวลหรือไม่ที่มีการระบุว่าสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)ร้อยละ 90 เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ
ขอเตือนว่าอย่าพูดเป็นตัวเลข ในอดีตรัฐธรรมนูญมีปัญหาเพียงวรรคเดียวก็สร้างวิกฤติชาติมาแล้ว ดังนั้นเราต้องขจัดจุดที่เป็นปัญหาที่จะนำไปสู่ความขัดแย้ง ไม่มีใครถูกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ 3 ประเด็นที่ผมได้พูดมานั้น ถ้าออกมามีวิกฤติแน่ ก็อย่าไปทำ ส่วนประเด็นอื่นก็จะมีการปรึกษาหารือกันต่อไป ถ้าเปิดใจกว้างมันมีทางออก
การจะให้รัฐธรรมนูญออกมาแล้วประเทศเดินหน้าไปได้ ทางที่ดีที่สุด กมธ.ยกร่างฯ ต้องเปิดใจ เปิดเวทีแลกเปลี่ยน ผมไม่ได้คาดหวังเรื่องความถูกใจส่วนตัว แต่ขอให้เป็นประชาธิปไตยแล้วประเทศเดินหน้าได้ พวกผมก็รับได้ แต่อะไรที่อันตรายหรือเป็นจุดเสี่ยงของความขัดแย้ง ส่งเสริมนักการเมืองใช้อำนาจโดยไม่ถูกตรวจสอบ เป็นประโยชน์ของนักการเมืองโกงและบ้าอำนาจก็ต้องตัดออก
ส่วนเรื่องที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ เสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญไปก่อน 5 ปีแล้วค่อยแก้ไขนั้น อย่างคราวที่แล้ว ผมไม่ได้มองว่ารัฐธรรมนูญปี 2550 มีปัญหา แค่คราวนี้มีบางมาตราที่สร้างปัญหาได้ ถ้าใช้ไป 5 ปี แล้วในปีแรกมีการใช้มาตรา 181, 182 ออกกฎหมายนิรโทษกรรม แล้วประชาชนออกมาประท้วง ฆ่าฟันกันจะมีประโยชน์อะไร อะไรที่เป็นปัญหาก็อย่าสร้างมันขึ้นมาเท่านั้นเอง ตอนนี้อย่าเพิ่งไปยึดมั่นถือมั่นว่ารัฐธรรมนูญจะต้องเป็นแบบไหน หรือว่าให้ลองใช้ไปก่อน เพราะเมื่อเห็นว่ามีปัญหาก็ควรป้องกันไว้ ผมไม่ได้ตำหนิใคร เป็นการพูดถึงเนื้อหา อยากให้คนตอบได้ตอบในเนื้อหา ถ้ามาเริ่มกล่าวหากันก็กล่าวหากันได้ทุกฝ่าย ซึ่งไม่มีประโยชน์
การอภัยโทษสามารถทำได้และในหลักการก็มีอยู่แล้ว ซึ่งเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ตามคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ซึ่งในอดีตเรามีหลักเกณฑ์ที่ดี คนที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษคือคนที่สำนึกผิดโดยผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่การให้อำนาจ 15 คนในคณะกรรมการปรองดองฯ ให้คนมาสำนึกผิดกับกรรมการแล้วสามารถอภัยโทษได้ ถือเป็นเรื่องอันตราย จะเป็นจุดขัดแย้งเป็นปัญหากับ ครม. ถือว่าไม่เหมาะสมที่ทำให้ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องสาธารณะแล้วบอกว่ายังเป็นพระราชอำนาจอยู่
“ผมยืนยันว่าถ้ารัฐบาล สนช. หรือใคร จะออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้ประชาชนที่ไปชุมนุมแล้วไม่ได้ทำผิดอาญาเรื่องอื่น ก็ไม่มีใครคัดค้าน แต่ที่มันช้ามาทุกครั้ง ในตอนที่จะเริ่มทำ ก็เพราะมีคนอื่นที่อยากจะได้นิรโทษกรรม ก็จับคนเหล่านี้เป็นตัวประกันเอาไว้ พอกฎหมายจะออกอย่างที่เรียกว่า ครึ่งซอย ปากซอย ต้นซอย แล้วสุดท้ายก็พ่วงให้มันสุดซอย เพราะกลัวว่าถ้าปล่อยคนต้นซอยกลางซอยไปแล้ว คนสุดซอยจะไม่ได้ นี่คือปัญหา ดังนั้นรัฐบาลนี้มีโอกาสดีแล้ว ให้ประชาชนที่สมควรจะได้รับการนิรโทษ รับไปเลย ส่วนคนที่เหลือต้องเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งผมก็มีคดี ก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่เคยเรียกร้องนิรโทษกรรม แล้วถ้าหากคดีสิ้นสุดอย่างไร สังคมเห็นควรให้อภัยหรือไม่ ผมว่ามันมีทางออกอยู่แล้ว เพราะมีกลไก แต่ถ้าไปเร่งไปทำผิดธรรมชาติ ก็จะสร้างความขัดแย้งโดยไม่จำเป็น”



