
ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งดุจขุนเขา เนปาลยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
03 พ.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งดุจขุนเขา เนปาลยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
"พวกเขาจะต้องเอาตัวรอดได้ แม้จะต้องกล้ำกลืนฝ่าฟันจนสามารถผ่านพ้นวิกฤติการณ์ครั้งนี้...ชาวเนปาลล้วนแต่มีความเข้มแข็งที่จะเอาชนะความทุกข์ยากเหล่านี้ เพราะนี่ก็คืออุปนิสัยของชาวเนปาลผู้แข็งแกร่งตลอดกาล" แดน สเซสนี เจ้าของบทประพันธ์เรื่อง "The Nepal Chronicle: Marriage, Mountains and Momos in the Highest Place on Earth" หรือ "จดหมายเหตุเนปาล : การแต่งงาน, ขุนเขาและเทพแห่งการเย้ยหยันบนดินแดนที่สูงที่สุดในโลก" ซึ่งได้แต่งงานกับสาวเนปาลและตัดสินใจตั้งรกรากอยู่ในดินแดนที่ได้ชื่อว่าเป็นหลังคาโลก ให้ความเห็นเหมือนกับต้องการให้กำลังใจชาวเนปาลที่กำลังเผชิญกับความวิปโยคจากธรณีพิโรธครั้งใหญ่เมื่อวันเสาร์ที่ 25 เมษายน จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บกว่าหมื่น ไร้ที่อยู่อาศัยอีกกว่าล้านคน
แดน สเซสนี เป็นหนึ่งในนักเขียนและผู้เชี่ยวชาญด้านเนปาลที่ยืนยันกับโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นซึ่งได้จัดทำสารคดีพิเศษเกี่ยวกับเนปาลหลังมหันตภัยแผ่นดินไหวว่า ประวัติศาสตร์ของเนปาลได้สะท้อนชัดถึงความเข้มแข็งหาใครเทียมทานของประเทศนี้ ทั้งๆ ที่เป็นประเทศเล็กๆ แต่ก็เป็นที่สถิตของภูเขาสูงที่สุดในโลกอย่างภูเขาเอเวอเรสต์
เหนืออื่นใด ชัยภูมิของประเทศนี้ทำให้เนปาลไม่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของใคร ไม่เคยมีประเทศใดแม้กระทั่งจักรวรรดินิยมที่พระอาทิตย์ไม่เคยตกดินอย่างอังกฤษสามารถพิชิตเนปาลให้เป็นเมืองขึ้นได้ตลอดช่วงเกือบ 2,000 ปีที่ผ่านมา อย่างดีที่สุดก็แค่ดึงชาวเซอร์ปาและชาวกุรข่า ผู้ได้ชื่อในเรื่องความกล้าหาญ ไม่เคยมีความกลัวใดๆ อยู่ในหัวใจ พร้อมจะรบอย่างดุเดือดและเหี้ยมเกรียมไปเข้าร่วมในกองทัพแล้วตั้งเป็นกองพลกุรข่าขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 19 และได้สร้างชื่อลือเลื่องให้ปรากฏในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
"ชาวเนปาลต่างภูมิใจในประวัติศาสตร์ของประเทศที่ไม่เคยแพ้ใคร" อลิซาเบ็ธ เอ็นส์ลิน ผู้เขียนหนังสือเรื่อง "While the Gods were Sleeping: A Journey Through Love and Rebellion in Nepal." หรือ "ยามพระเจ้าหลับใหล: การเดินทางผ่านความรักและการกบฏในเนปาล" ย้ำว่าเนปาลเป็นประเทศต้องห้ามและไม่ง่ายนักที่จะเอาชนะได้ แม้ว่าขณะนี้เนปาลกำลังเชิญกับศัตรูที่ไม่อาจเอาชนะได้ นั่นก็คือธรรมชาติ เมื่อธรณีเกิดพิโรธอย่างรุนแรงถึงระดับ 7.8 แต่สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เนปาลเอาตัวรอดได้ก็คือความสามารถของชาวเนปาลในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ อันเป็นความสามารถเฉพาะตัวที่ยากหาใครเหมือน จนเหมือนกับเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของประเทศนี้เฉกเดียวกับยิ้มสยามของคนไทย
"ชาวเนปาลเองต่างก็มีประวัติว่าสามารถรับมือกับโศกนาฏกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้่งเล่า ไม่แต่เฉพาะมหาวิบัติภัยจากแผ่นดินไหวเท่านั้น" แดน สเซสนี ให้ความเห็นพร้อมกับยกตัวอย่างว่ากลียุคทางการเมืองล่าสุดที่เกิดขึ้นก็คือกรณีมกุฎราชกุมารทิพย์อินทราก่อเหตุการณ์สะเทือนขวัญเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2544 ด้วยฤทธิ์น้ำจัณฑ์และยาเสพติด ลั่นไกสังหารหมู่พระบรมชนก-ชนนีและพระญาติใกล้ชิดรวม 8 พระองค์ ภายในพระราชวังในกรุงกาฐมาณฑุก่อนจะลั่นไกปลิดพระชนม์ชีพตัวเอง ตามด้วยการยุบรัฐสภา การยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สืบสันตติวงศ์ต่อเนื่องมายาวนานหลายศตวรรษ การเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นระบอบสาธารณรัฐตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2551 ชัยชนะของกบฏเหมาอิสต์ ความล้มเหลวในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งแล้วครั้งเล่าจนแทบหาผู้รับผิดชอบไม่ได้ในยามที่บ้านเมืองกำลังวิปโยคจากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ ฯลฯ
"พวกเขาต่างเห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แทบจะนับไม่ถ้วน" เอนส์ลินซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่ผ่านพบประสบการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ร่วมเศร้าโศกกับการจากไปของผู้เคราะห์ร้ายนับหมื่นและโศกเศร้าไปกับการสูญเสียมรดกทางวัฒนธรรมหลายแห่งที่ไม่อาจทดแทนได้ กล่าวด้วยว่า ความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ของชาวเนปาลเห็นได้จากอารมณ์ขัน แม้ว่าจะเป็นดินแดนที่แร้นแค้นและประวัติศาสตร์ของประเทศก็เต็มไปด้วยการต่อสู้อย่างดุเดือด แต่อารมณ์ขันก็ทำให้ชาวเนปาลสามารถแบกรับความทุกข์ยากต่างๆ ได้ "เวลาฉันกำลังมีทุกข์ ก็มักจะมีคนเข้ามาปลอบแล้วเล่าเรื่องขันๆ เพื่อให้ฉันมีกำลังใจที่จะต่อสู้ต่อไป เป็นเรื่องดีมากทีเดียวที่ได้หัวเราะจนรู้สึกดีขึ้น"
เอนส์ลินยืนยันหนักแน่นว่าอารมณ์ขันและความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์นี้ ถือเป็นอัตลักษณ์สำคัญอย่างหนึ่งของประเทศนี้ ที่แม้กระทั่งแผ่นดินไหวก็ไม่อาจทำลายได้
นักเขียนชาวตะวันตกอีกหลายคนยังเสริมว่า โดยเนื้อแท้แล้ว ชาวเนปาลมีความเข้มแข็งมาแต่กำเนิด แม้จะยากจนแต่ก็มั่งคั่งด้วยวัฒนธรรม และแม้ว่าจะขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวก แต่ก็สร้างจิตสำนึกในเรื่องการแบ่งบันและความรับผิดชอบ แม้ว่าขอทานจะชุกชุมพอๆ กับนักบวชที่เดินเบียดเสียดไปขออาหารตามชนบทหรือในเมือง แต่ก็ไม่เคยกลับบ้านมือเปล่าหรือถูกปล่อยให้ท้องร้องด้วยความหิวโหยต่อไป
อาจจะเป็นเพราะตลอดทั้งชีวิตของชาวเนปาล มุ่งแต่ทำทานคนยาก จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต บุญกุศลนี้จึงหนุนนำ ทำให้นานาประเทศเร่งส่งสิ่งของจำเป็นในการยังชีพไปให้เนปาลขนานใหญ่ จนกระทั่งรัฐบาลกาฐมาณฑุต้องออกปากด้วยความเกรงใจว่าของดรับของบริจาคชั่วคราว เพราะไม่สามารถกระจายไปให้แก่ชาวบ้านผู้ทุกข์ทนในพื้นที่ห่างไกลได้ และไม่อยากกองทิ้งไว้จนกลายเป็นเศษขยะเหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ
สเซสนี ย้ำว่า เนปาลเป็นสถานที่เปี่ยมด้วยความสุขจากมิตรภาพไม่ใช่ความมั่งคั่งร่ำรวย สายสัมพันธ์อันชิดใกล้ภายในครอบครัว ชุมชน และอาหาร สำหรับชาวตะวันตกซึ่งชีวิตเต็มไปด้วยการแข่งขันจนไร้ซึ่งหัวใจและความรักต่างถึงกับอึ้งในชีวิตความเป็นอยู่ของเนปาลที่แสนจะอบอุ่นโดยไม่มีการคุยโวโอ้อวด
"พวกเขาแสดงให้เห็นถึงสัจธรรมว่าถึงชีวิตนี้จะไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไร้ความสุข ซึ่งตรงกันข้ามกับชีวิตในสังคมทุนนิยมที่มุ่งแสวงหาและแข่งกันสะสมแต่วัตถุ โดยคิดว่านี่คือความสุข"
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนแย้งว่าความเห็นของนักเขียนตะวันตกเหล่านี้ก็เหมือนกับคนที่อยู่ในโลกของความฝัน เพราะในชีวิตจริงชาวเนปาลต่างต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า การผลิตภาคโรงงานลดลงตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ความยากจนที่แพร่ระบาดไปทั่วเหมือนโรคร้าย เฉกเดียวกับมลภาวะในอากาศ ส่งผลให้สุขภาพของประชาชนมีแต่ย่ำแย่ลง หนุ่มสาวรุ่นใหม่จำนวนมากต้องเดินทางไปหางานทำในต่างถิ่นหรือในต่างประเทศที่เจริญกว่า ทิ้งให้คนแก่ ผู้หญิงและเด็กเฝ้าหมู่บ้านรอคอยเงินทองจากลูกหลานที่จะส่งกลับมาให้ครอบครัว จากสถิติของทางการเมื่อปีที่แล้ว พบว่าเฉลี่ยแล้วแต่ละวันมีชาวเนปาลราว 1,500 คนเดินทางจากบ้านเกิดไปหาชีวิตใหม่ในต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากแค่ 6 รายเมื่อปี 2539 ไม่นับรวมไปถึงผู้ที่ข้ามพรมแดนไปที่อินเดียอย่างไม่เป็นทางการ เนื่องจากไม่มีด่านตรวจ
ในบางฤดูกาล 1 ใน 4 ของชาวเนปาลต้องข้ามพรมแดนไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินเดีย ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมก่อสร้างในตะวันออกกลางและหลายพื้นที่ในทวีปเอเชีย
สื่อตะวันตกหลายสื่อรายงานว่าความทุกข์ระทมของชาวเนปาลยิ่งถมทับทวีคูณเมื่อเกิดธรณีพิโรธครั้งใหญ่ โดยเฉพาะเด็กๆ กว่าล้านคนที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำสะอาด ไม่มีที่พักหลบแดดหลบฝน จนอาจติดโรคระบาดตามมาได้ง่ายๆ ทั้งนี้ องค์การยูนิเฟซเตือนว่ามีเด็กมากถึง 1.7 ล้านคนจำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วนทั้งทางด้านกายภาพและจิตใจ เด็กจำนวนไม่ใช่น้อยเกิดอาการช็อกอย่างรุนแรง หลายคนต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวเมื่อสูญเสียพ่อแม่ไปต่อหน้าต่อตา หรือได้รับบาดเจ็บและความบอบช้ำจากประสบการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่สุดในรอบ 80 ปี
ซานู ลามะ แม่วัย 25 ปีในกรุงกาฐมาณฑุเล่าว่านับตั้งแต่เกิดธรณีวิปโยค ลูกน้อยวัย 6 ขวบของเธอมีอาการช็อกมาก ไม่ยอมกิน ไม่ยอมยิ้ม ไม่ยอมเล่นกับเพื่อนๆ อีกเลย กลัวไปหมดทุกอย่าง ขณะที่พ่อของเด็กคนหนึ่งเผยว่าหลังแผ่นดินไหว ทั้งครอบครัวต้องอยู่ในเต็นท์ชั่วคราว ปรากฏว่าลูกชายวัย 8 ปีไม่ยอมกินอะไร ตัวเองก็ไม่สามารถหาอาหารที่เหมาะสมมาให้ลูกได้
แพทย์ของโรงพยาบาลเด็กในกาฐมาณฑุเผยว่าในช่วง 2 วันแรกได้รับคนไข้เด็กที่ได้รับบาดเจ็บตามร่างกาย แต่ 2 วันหลังจากนั้น โรงพยาบาลก็เริ่มรับคนไข้เด็กที่ล้มป่วยด้วยโรคท้องร่วงและปอดบวม หมอบางคนยอมรับว่ากลัวว่าโรคหัดจะระบาดตามมา เนื่องจากวัคซีนไม่เพียงพอ ด้านแม่ของเด็กวัย 8 เดือนที่พาลูกที่ป่วยด้วยโรคท้องร่วงมารักษาที่โรงพยาบาล เปิดเผยว่า ลูกมีอาการท้องร่วง ไข้ขึ้นและไอ หมอบอกว่ามีอาการติดเชื้อที่บริเวณทรวงอก เธอยังเล่าว่าต้องยังชีพด้วยปลายข้าวและถั่วตากแห้ง แต่ไม่มีน้ำร้อนที่จะชงนมให้ลูก ขณะที่ค่ายพักชั่วคราวก็สกปรก เฉอะแฉะจากน้ำฝนที่ตกกระหน่ำติดต่อกันหลายวัน อากาศก็หนาว เด็กๆ หลายสิบคนในค่ายรวมถึงผู้ใหญ่ต่างล้มป่วยเป็นแถวๆ
นอกเหนือจากเร่งให้ความช่วยเหลือเด็กที่ได้รับบาดเจ็บขณะเกิดแผ่นดินไหว หรือล้มป่วยในภายหลังแล้ว ยูนิเซฟพร้อมด้วยองค์การต่างๆ ยังต้องคอยปลอบประโลมและให้ความช่วยเหลือด้านจิตวิทยาแก่เด็กที่พำนักชั่วคราวในเต็นท์ที่พัก เพื่อให้กลับมาเป็นปกติภายในเร็ววัน
--------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : ด้วยจิตใจที่แข็งแกร่งดุจขุนเขา เนปาลยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



