
พท.วอนทบทวนปิด'พีซทีวี'
01 พ.ค. 2558
พท.วอนทบทวนสั่งปิด 'พีซทีวี' จี้ กมธ.ยกร่างฯ ฟังเสียงรอบด้านแก้ไข รธน. หนุนใช้ ม.46 เป็นทางออกทำประชามติ
1 พ.ค. 58 นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย และอดีตประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีสถานีโทรทัศน์ 'พีซทีวี' ถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญาตประกอบกิจการ ว่า อยากให้ กสทช. คสช. ทบทวนการสั่งปิดพีซทีวี และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะเรื่องการสื่อสาร ประชาชนควรรับรู้ข้อมูลรอบด้าน การนำเสนอข่าวควรให้ประชาชนมีเอกสิทธิ์ เพราะสื่อมวลชนถือเป็นกระจกส่องเงาให้รัฐบาลรับรู้ข้อมูล สิ่งใดดีก็ปฏิบัติตาม สิ่งใดไม่ดีก็ไม่ต้องนำมาใช้ ควรเปิดโอกาสให้ช่องพีซทีวีดำเนินการรายต่อ ควรคำนึงถึงพนักงานเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนที่ได้รับผลกระทบจากการปิดสถานีในครั้งนี้ด้วย
จี้ กมธ.ยกร่างฯ ฟังเสียงรอบด้านแก้ไข รธน.
นายอำนวย กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญ ว่า เคยพูดมาตลอดว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญร่างแรกก่อนเข้าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แต่ กมธ.ยกร่างฯ ก็ไม่สนใจ หากแก้ไขก่อนเข้า สปช. คงไม่เกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ ฉะนั้นขอให้ กมธ.ยกร่างฯ ทบทวนแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าวก่อนส่งให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) นายกฯ ตามที่หลายฝ่ายแสดงความเห็น กมธ.ยกร่างฯ เปลี่ยนแปลงรูปแบบมากไป เพราะต้องการทำลายการเมือง ไม่ใช่เป็นการพัฒนา แต่เป็นการทำลายการเมือง
"คิดว่าระดับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ มีความรู้ ความสามารถ ที่จะทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองได้ แต่ตรงกันข้ามไม่น่าเชื่อว่านายบวรศักดิ์ จะคิดแบบนี้ เขียนร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นแบบนี้ เชื่อว่านายบวรศักดิ์ รู้ว่าอะไรควรแก้เพื่อให้รัฐธรรมนูญเดินหน้าไปได้ นายบวรศักดิ์ รู้อยู่แล้วว่าจะแก้ยังไง ต้องทำให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง ไม่เช่นนั้นงูเห่าก็เต็มสภาฯ ไปหมด พรรคร่วมรัฐบาลเบนหน้าไปสนับสนุนอีกฝ่าย"
นายอำนวย กล่าวอีกว่า ส่วนสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่จะตั้งขึ้นเพื่อมาคุมรัฐบาลชุดต่อไปนั้น มองว่าไม่เหมาะสม หากมีรัฐบาลแล้ว การปฏิรูปต่างๆ ต้องถอยออก ต้องจบตามรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เว้นแต่จะกำหนดเป็นอุดมการณ์ของชาติว่ารัฐบาลใดเข้ามาต้องดำเนินการตามแผนที่วางไว้ แต่ต้องได้รับความยอมรับจากประชาชนและทำประชามติ ท้ายสุดหากมีสภาต่างๆ เข้าคุมรัฐบาล มีข้าราชการมาคุมการโยกย้ายแต่งตั้ง ทุกอย่างก็จบ รัฐบาลยิ่งกว่าเป็นง่อย จึงอยากให้ กมธ.ยกร่างฯ ทบทวนหลายประเด็นที่หลายฝ่ายเสนอไปเพื่อบ้านเมืองเดินหน้าและเป็นของขวัญให้ประเทศไทย
หนุนใช้ ม.46 เป็นทางออกทำประชามติ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล หัวหน้าคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทยและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ได้มีหลายภาคส่วนเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ประกาศให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น เห็นด้วยที่จะให้มีการทำประชามติ แต่เห็นว่ามาตรา 44 เป็นการให้อำนาจหัวหน้า คสช. ออกประกาศหรือคำสั่ง หรือกระทำการใด เพื่อประโยชน์แก่การปฏิรูป และให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่งหรือการกระทำนั้น ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย แต่เนื่องจากประกาศหรือคำสั่งหรือการกระทำนั้น มีศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ
"ด้วยเหตุนี้เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวได้กำหนดขั้นตอนและวิธีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ได้กำหนดเรื่องการทำประชามติไว้ หัวหน้า คสช. จะออกคำสั่งหรือประกาศให้มีการทำประชามติ จึงน่าจะขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน ทางออกของการทำประชามติ คือ การใช้มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ดำเนินการโดย ครม. และ คสช. มีมติร่วมกัน ให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยกำหนดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แล้วส่งให้ สนช.พิจารณา ซึ่ง สนช.จะต้องพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน ซึ่งก็ใช้เวลาไม่มาก"
นายชูศักดิ์ กล่าวอีกว่า หากมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีการทำประชามติจริง ก็ควรที่จะกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องคะแนนเสียงประชามติให้ชัดเจนว่าต้องมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนประชาชนที่มาออกเสียงประชามติ และต้องกำหนดให้ชัดเจนว่าหากประชามติไม่ผ่านควรนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มีการจัดการเลือกตั้งและคืนอำนาจให้ประชาชนต่อไป เนื่องจากถือเป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมในขบวนการยกร่างมากที่สุด และมีความเป็นประชาธิปไตยสูง ส่วนจะแก้ไขต่อไปอย่างไรก็ให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ควรย้อนกลับมาแต่งตั้งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเพื่อร่างรัฐธรรมนูญกันใหม่เพราะจะเสียเวลาและโอกาสของประเทศไปเปล่าๆ



