ข่าว

ชาวเนปาลยิ้มได้!ทีมเแพทย์กองทัพไทยเยียวยา

ชาวเนปาลยิ้มได้!ทีมเแพทย์กองทัพไทยเยียวยา

30 เม.ย. 2558

ชาวเนปาลยิ้มได้!ทีมเแพทย์กองทัพไทยเยียวยา : สำราญ สมพงษ์รายงาน

                หลังจากเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.8 ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี ที่เขตภักตะปุร์ กลางกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล สร้างความเสียหายในวงกว้าง อาคารบ้านเรือนตลอดจนโบราณสถานในเมืองหลวงพังทลาย ส่งผลให้มีเสียชีวิตคาดว่าประมาณหมื่นคน

                ทางกองทัพไทย โดยกรมแพทย์ทหารบก ได้จัดกำลังแพทย์ พยาบาล จำนวน 16 นาย พร้อมเวชภัณฑ์ เข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหว ณ ศูนย์อพยพสนามกีฬาดูลิเขต เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล โดยมียอดผู้มาเข้ารับการรักษา จำนวน 300 คน ส่วนใหญ่เป็นโรคหวัด และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งประชาชนที่เข้ารับการรักษารู้สึกดีใจและประทับใจมากที่มี แพทย์ทหารจากกองทัพไทย ที่มาให้บริการในวันนี้ ซึ่งภารกิจดังกล่าวกองทัพไทยจะยังคงเปิดให้บริการรักษาผู้ประสบภัยในพื้นที่อื่นๆ

                ทั้งนี้จากการสังเกตผู้ที่เข้ารับการรักษาต่างมีใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใยเป็นกันเองกับทีมแพทย์ของไทย และได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนประเทศเนปาลเป็นอย่างมาก

                พร้อมกันนี้ชุดค้นหาและกู้ภัยจากหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองบัญชาการกองทัพไทย ในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล ดำเนินการสถาปนาที่ตั้งหน่วย พร้อมทั้งเชิญธงชาติขึ้นสู่ยอดเสา ณ ศูนย์ค้นหาและกู้ภัยนานาชาติ เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล นำโดยมี พ.อ.ณัฐพล สุขกกสังค์ เป็นหัวหน้า พร้อมกำลังพลอีก 16 นาย

                โดยนายกรัฐมนตรีเนปาลพร้อมด้วยผู้บัญชาการทหารบกเนปาล ตรวจเยี่ยมหน่วยแพทย์กองทัพไทยที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว ณ สนามกีฬาทหาร เมืองกาฐมาณฑุ ประเทศเนปาล โดยได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลไทย กองทัพไทยและประชาชนชาวไทยที่ให้ความช่วยเหลือเนปาลในขณะนี้ พร้อมทั้งกล่าวถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วย

                ในโอกาสนี้กองทัพไทยยังลำเลียงสิ่งของประทานจากทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี เพื่อนำไปให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยสิ่งของ ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง และน้ำดื่ม ซึ่งทางสถานทูตไทย จะทำการส่งมอบให้กับรัฐบาลเนปาล เพื่อให้ส่งถึงมีผู้ประสบภัยโดยเร็วที่สุด

               ทั้งนี้พล.อ.อ.มณฑล สัชฌุกร โฆษกกองทัพอากาศ เปิดเผยว่า ภารกิจดังกล่าวรัฐบาลโดยกระทรวงกลาโหมได้สั่งการให้กองทัพไทยจัดส่งชุดช่วยเหลือและชุดประเมินผล พร้อมสิ่งของ ในการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เดินทางไปยังประเทศเนปาลโดยเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 8 (C-130H) ออกเดินทางจาก ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เมื่อเวลา 09.40 น. วันที่ 28 เมษายนที่ผ่านมา

 

มส.ให้คณะสงฆ์ช่วยเหลือเนปาลแดนพุทธภูมิ

           พระพรหมเมธี(จำนง ธมฺมจารี) กรรมการและโฆษกมหาเถรสมาคม(มส.) กล่าวภายหลังการประชุมมส.ว่า ที่ประชุมมส.ได้รับทราบถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศเนปาล โดยมส.ได้แสดงเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งประเทศเนปาล ถือเป็นดินแดนพุทธภูมิสถานที่ประสูติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และถือเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ที่จะให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์ผู้ตกทุกข์ได้ยาก ดังนั้น มส.ในนามคณะสงฆ์ไทย ขอให้วัด พระสงฆ์ และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ให้ความช่วยเหลือประชาชนชาวเนปาลตามกำลังด้วยความเมตตาธรรม

           โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ในฐานะประธานมส. ได้บริจาคสมทบทุนช่วยเหลือชาวเนปาลแล้ว จำนวน 2 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้มียอดบริจาคผ่านศูนย์ให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเนปาลจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ที่ สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และความมั่นคง แห่งสถาบันชาติ พระศาสนา พระมหากษัตริย์ ศาลาเฉลิมพระเกียรติ (บริเวณภูเขาทอง) วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แล้วจำนวน 8 ล้านบาท

           นายสมชาย สุรชาตรี โฆษกสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) กล่าวว่า สมเด็จพระพุทธชินวงศ์(สมศักดิ์ อุปสโม) เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง มีหนังสือแจ้งไปยังเจ้าคณะปกครองหนกลาง แจ้งวัดและพุทธศาสนิกชน ในการร่วมสมทบทุนช่วยเหลือประชาชนชาวเนปาล เนื่องจากขณะนี้ชาวเนปาลได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม วัดและประชาชน ที่ต้องการร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเนปาล ยังสามารถบริจาคผ่านศูนย์ให้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเนปาลฯ วัดสระเกศ ของคณะสงฆ์ไทย หรือ โอนเงินเข้าบัญชี “ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเนปาล” เลขที่บัญชี 179-204684-7 ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขา วงเวียนโอเดี้ยน ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่พระครูอมรโฆสิต (ปรีชา) โทร.08-9666-4344 พระมหาเดวิด โทร.08-9698-7235 พระมหาพัชดา โทร.08-9999-4117


5ศาสนาสวดมนต์ให้ผู้เสียชีวิตที่เนปาล

                ส่วนกิจกรรมช่วยเหลือที่ประเทศไทย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ประธานในพิธีรวมพลังทางศาสนามหามงคลทั่ว เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมอุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับชาวเนปาล และมอบเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติแผ่นดินไหว ประเทศเนปาล โดยมีศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดวธ.นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) นายสรพงษ์ ชาตรี ศิลปินแห่งชาติ ประธานมูลมูลนิธิสมเด็จพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) พร้อมด้วยข้าราชการสังกัด ศน. เข้าร่วมเป็นจำนวมาก โดยมีการสวดของ 5 ศาสนา เริ่มจากพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหม์-ฮินดู สิกข์ จากนั้น นายวีระ ได้รับมอบเงินบริจาคจากองค์กรเครือข่ายและตัวแทน 5 ศาสนาด้วย

                นายวีระ กล่าวว่า เมื่อเกิดภัยพิบัติส่งผลให้อาคารบ้านเรือนในกรุงกาฐมาณฑุและเมืองใกล้เคียง พังถล่มเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บ และไร้ที่อยู่อาศัยจำนวนมาก ซึ่งสิ่งที่จะช่วยได้ในเวลานี้คือเรื่องของศาสนา ดังนั้นศน.จึงรวมพลังทุกศาสนาให้ช่วยกันจัดกิจกรรมรณรงค์ของแต่ละศาสนา ที่แสดงออกถึงความห่วงใย ความเอื้ออาทรต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เช่น การร่วมบริจาคผ่านวธ.เพื่อนำช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล ซึ่งภายในงานมีองค์กรต่างๆและผู้ร่วมงานร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือทั้งสิ้น 343,000 บาท

                นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีศน. กล่าวว่า การจัดพิธีศาสนามหามงคลในครั้งนี้ เริ่มจากพิธีทางศาสนาพุทธ คือพระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลและแผ่เมตตาธรรม ต่อด้วยพิธีทางศาสนาอิสลาม ที่ผู้นำศาสนาอิสลามประกอบพิธีดุอา พิธีทางศาสนาคริสต์ ผู้นำศาสนาคริสต์ประกอบพิธีนมัสการพระเจ้า กล่าวคำอธิษฐาน ขอพร พิธีทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ผู้นำศาสนาพราหณ์-ฮินดู สวดมนต์ขอพรจากพระเป็นเจ้า และพิธีทางศาสนาซิกข์ สวดอารดาสขอพรจากพระศาสดา ซึ่งทุกศาสนาได้ร่วมบำเพ็ญจิตตภาวนา แผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศล ดลบันดาลให้ ผู้ที่ได้รับทุกข์ พ้นทุกข์ และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และจากนี้ไปศน.ขอเชิญชวนศาสนิกชนทุกศาสนาร่วมกันบริจาคทรัพย์ตามกำลังศรัทธา รวมทั้งร่วมกันสวดมนต์ภาวนา อธิษฐานจิต ขอพรตามหลักความเชื่อและความศรัทธาในแต่ละศาสนา เพื่อรวมพลังเป็นหนึ่งให้ชาวเนปาลทุกคนมีขวัญกำลังใจ พร้อมที่จะดำเนินชีวิตต่อไป

                นายกุญชร ปอปลี อุปนายกสมาคมฮินดูสมาช กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรงขนาดนี้ หลายคนยังมีความหวาดกลัว เข้าไปนอนบ้านตัวเองไม่ได้ จึงอยากขอให้พระพุทธเจ้าคุ้มครองทุกคน วันนี้ผู้แทนฮินดูมาสวดขอให้เกิดสันติและขอให้วิญญาณผู้ล่วงลับไปด้วยความสงบ ส่วนคนที่ยังอยู่ขอให้พระพุทธเจ้าช่วยเหลือดูแล เพราะมีความลำบากมากเห็นแล้วน้ำตาจะไหล อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทางเนปาลต้องการขณะนี้ไม่ใช่สิ่งของบริจาค แต่เป็นเงิน ผ่านทาง วธ. และรัฐบาลไทยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ได้ทั้งการช่วยเหลือเบื้องต้นนำไปซื้ออาหาร สิ่งของเครื่องใช้ และนำไปสร้างที่อยู่อาศัยในตอนหลัง เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้รู้สึกปลื้มใจมากที่ทาง นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดี ศน. กล่าวไว้ว่าเราเป็นครอบครัว 5 ศาสนา มีความเท่าเทียม มีความรักและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน


ยะลาปล่อยขบวนเดินรณรงค์รับบริจาค

                ที่บริเวณจุดรับบริจาค หน้าศาลากลางจังหวัดยะลา นายอุดร น้อยทับทิม รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา เป็นประธานปล่อย ขบวนเดินรณรงค์รับบริจาค ช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวประเทศเนปาล โดยมี นักเรียนในพื้นที่ จ.ยะลา จำนวน180คน ร่วมเดินรณรงค์ถือกล่องรับบริจาค ไปตามถนนภายในเขตเทศบาลนครยะลา ประกอบด้วย เส้นทางชุมชน ตลาดเก่า เส้นทางตลาดเมืองใหม่ เส้นทางสิโรรส เส้นทางรวมมิตร สายกลาง เส้นทางคุรุ- ห้าแยก รวม5เส้นทาง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร เทศบาลนครยะลา เจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ มาร่วมรณรงค์ เพื่อเชิญชวนส่วนราชการ และพี่น้องชาวยะลา ร่วมบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวประเทศเนปาล และนำส่งกระทรวงมหาดไทยรวบรวมให้รัฐบาลต่อไป

                โดยนอกจากการปล่อยขบวนรณรงค์ฯ ทาง บุคลากร บ้านทักษิณยะลา อปพร.เทศบาลนครยะลา และ หอการค้า จ.ยะลา ได้นำเงินมามอบให้ รองผู้ว่าราชการ จ.ยะลา อีกด้วย นอกจากนี้ จ.ยะลา ยังได้จัดตั้งศูนย์ รับบริจาค เงินสด สิ่งของช่วยเหลือผู้ประสบแผ่นดินไหวประเทศเนปาล ที่บริเวณหน้าศูนย์แสดงผลิตภัณฑ์สินค้าโอทอป ด้านหน้าศาลากลาง จ. ยะลา ทุกวัน ตั้งแต่เวลา08.30-16.30น.ไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือบริจาคผ่านบัญชีธนาคารกรุงไทยสาขายะลา เลขที่909-0-61361-7ชื่อบัญชี“รวมใจขาวยะลา ช่วยเหลือผู้ประสบภัยประเทศเนปาล


จุฬาฯมั่นใจแผ่นดินไหวเนปาลไม่กระทบไทย

                ผศ.ดร.สันติ ภัยหลบลี้ อาจารย์ประจำภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวตอนหนึ่งในงานแถลงข่าว “บทเรียนจากเนปาลสู่ไทย...รับมือแผ่นดินไหวอย่างไร”ที่จุฬาฯ ว่า ขณะนี้มีข้อมูลคลาดเคลื่อนถึงการเกิดแผ่นดินไหวซ้ำที่เนปาล ซึ่งจากการวิเคราะห์ของหน่วยงานนานาชาติล่าสุด ยืนยันแล้วว่ารอยแยกที่เกิดขึ้นเป็นคนละรอยแยกกับที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1934แต่เป็นรอยแยกเดียวกับรอยแยกที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1505 ดังนั้น จึงเป็นการเกิดอุบัติซ้ำใน510 ปี ไม่ใช่ 80 ปี ตามที่ปรากฏในสื่อต่างๆ ทั้งนี้ เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลไม่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแน่นอน เพราะอยู่ห่างไกลกันมาก โดยแหล่งกำเนิดแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตและส่งผลกระทบต่อประเทศไทยนั้น ได้แก่ แนวมุดตัวสุมาตรา-อันดามัน และกลุ่มรอยเลื่อนสะกาย ที่ผ่านพาดเมืองเมืองมิตจีนา เนปิดอร์ และ มัณฑเลย์ ซึ่งกลุ่มรอยเลื่อนนี้เคยเกิดแผ่นดินไหวมาแล้ว12 ครั้ง ความแรงสูงถึง 8.0 ริกเตอร์ และไทยเคยได้รับแรงสั่นสะเทือนถึงกรุงเทพฯ จึงเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง

                ศ.ดร.ปณิธาน ลักคุณะประสิทธิ์ ที่ปรึกษาศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิศวกรรมแผ่นดินไหว ภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เนปาลครั้งนี้สร้างความเสียหายให้แก่โบราณสถานจำนวนมาก จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญที่ไทยต้องนำมาคิด เพราะไทยมีโบราณสถาน และวัดที่สำคัญจำนวนมาก เช่น วัดพระแก้วมรกต เป็นต้น หากได้รับความเสียหายจะส่งผลกระทบมากทั้งด้านจิตใจ และการท่องเที่ยว จึงฝากผู้ที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลเรื่องนี้ด้วย รวมทั้งอยากกำชับให้ทุกคนปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่คอรัปชั่น เพราะคนไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญ และขณะนี้มีวัด และอาคารเรียนจำนวนมากที่ก่อสร้างหลังปี2540 ไม่ได้ออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว ทั้งที่กฎหมายกำหนดว่าต้องออกแบบอาคารให้ต้านทานแผ่นดินไหว

                อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ต้องเร่งให้ความรู้แก่ประชาชนเรื่องระบบโครงสร้างอาคารที่รองรับการเกิดแผ่นดินไหว เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย เพราะที่ผ่านมาชาวบ้านสร้างบ้านโดยใช้ภูมิปัญญาชาวบ้าน โดยสร้างให้ใต้ถุนบ้านโล่ง เพื่อให้น้ำไหลผ่านได้ บางบ้านใช้ใต้ถุนเก็บอุปกรณ์การเกษตร ในอดีตถือว่าทำได้แต่ปัจจุบันเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมแล้วเนื่องจากจะพังลงมาง่าย โดยการก่อสร้างควรให้วิศวกรเป็นผู้ออกแบบ และการก่อสร้าง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ต้องได้มาตรฐานด้วย เช่น เสาสำเร็จรูป บ้านน๊อคดาวน์ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการควบคุมคุณภาพมาตรฐาน จึงอยากให้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(สมอ.)มีการรับรอง และกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์เหล่านี้ด้วย

                นอกจากนี้รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินความแข็งแรงของอาคารเก่า และเสริมสร้างความแข็งแรง โดยเฉพาะอาคารสาธารณะ และสถานที่สำคัญ เช่น ทำเนียบรัฐบาล ศูนย์บัญชาการของตำรวจ และทหาร ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ และโรงเรียน เพราะเมื่อเกิดเหตุแผ่นดินไหวขึ้น สถานที่เหล่านี้จะเป็นจุดสำคัญที่ใช้ในการดูแล และพักพิงของประชาชน


................................

(หมายเหตุ : ภาพส่วนหนึ่งจากเฟซบุ๊ก Nepal11Radio.com)