ข่าว

‘ผบ.ตร.’เตือนระวังบัญชีปลอมช่วยเนปาล

‘ผบ.ตร.’เตือนระวังบัญชีปลอมช่วยเนปาล

28 เม.ย. 2558

‘ผบ.ตร.’ เตือนประชาชนระวังแก๊งมิจฉาชีพแอบอ้างเปิดบัญชีรับเงินช่วยเหลือเหตุแผ่นดินไหวเนปาล ขณะที่ ครม.หนุนปฏิบัติการช่วยเนปาล100ล้าน

 
        ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) วันที่ 28 เมษายน 2558 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้กล่าวเตือนให้ประชาชนระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้างเปิดบัญชีช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาล เนื่องจากเริ่มปรากฏข้อมูลผ่านสื่อมวลชนว่า มีการหลอกลวงในลักษณะดังกล่าว แต่ยังไม่มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความกับตำรวจ จึงแนะนำให้ประชาชนที่จะร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย บริจาคได้โดยตรงกับรัฐบาล หรือองค์กรที่น่าเชื่อถือ
 
        ด้าน พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับบัญชีรับบริจาคต่างๆ สามารถสอบถามได้ทางสายด่วน 1599 ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หากบุคคลใดตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพ สามารถแจ้งตำรวจได้ทันทีทุกท้องที่
 
 
สธ.ส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินชุดแรก 19 คน ลงพื้นที่ประเทศเนปาล 29 เม.ย.นี้
 
 
        นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหว(วอร์รูม) ว่า หลังจากช่วงเช้าวันที่ 28 เมษายน กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ส่งทีมแพทย์ชุดสำรวจไปที่เนปาล เพื่อสำรวจสถานการณ์ และประสานงานก่อนที่ชุดใหญ่จะเข้าไปนั้น ล่าสุดวอร์รูมเตรียมส่งทีมแพทย์ฉุกเฉินภาคสนาม หรือทีมเมิร์ท (Emergency Response Team : MERT) ชุดแรก จำนวน 19 คนลงพื้นที่ประเทศเนปาล แบ่งเป็นแพทย์ฉุกเฉิน 17 คน แพทย์นักระบาดวิทยาจากกรมควบคุมโรค(คร.) และจิตแพทย์อย่างละ 1 คน เข้าช่วยเหลือ คาดว่าจะอยู่ในพื้นที่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ จากนั้นจะพิจารณาส่งทีมแพทย์ชุดที่ 2 ซึ่งจะเป็นแพทย์รักษาและฟื้นฟู โดยจะมีการพิจารณาคัดเลือกต่อไป
 
        “เบื้องต้นช่วงเวลา 16.00 น. วันที่ 28 เมษายนนี้ จะจัดปฐมนิเทศทีมเมิร์ทที่จะเดินทาง โดยจะกำชับถึงปฏิบัติการต่างๆ แต่ทีมดังกล่าว จัดเป็นทีมที่มีประสบการณ์สูง เนื่องจากผ่านเหตุการณ์เข้าช่วยเหลือกรณีภัยพิบัติมามากมาย ทั้งเหตุการณ์พายุนากีส พม่า หรือแม้แต่ภัยธรรมชาติที่ญี่ปุ่น ไต้หวัน ซึ่งล้วนมีประสบการณ์ เพราะการเข้าพื้นที่เช่นนี้ต้องอาศัยคนมีประสบการณ์จะทำงานได้สะดวก และไม่เป็นภาระกับประเทศเจ้าบ้าน เบื้องต้นจะประสานอยู่ 4 จุดคือสถานทูตไทย ทีมกระทรวงสาธารณสุขของเนปาล วัดไทย และทีมทหารไทย” นพ.วชิระ กล่าว
 
        ผู้สื่อข่าวถามว่าการประสานงานที่เนปาลจะยุ่งยากหรือไม่เนื่องจากมีทีมแพทย์จากนานาประเทศเข้ามา นพ.วชิระ กล่าวว่า เนปาลจะมีศูนย์ประสานงานกลาง ซึ่งทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลก(Who) โดยปกติจะมีการแจกจ่ายงาน และจะแบ่งโซนให้กับผู้ที่เข้าช่วยเหลือแต่ละประเทศ อย่างไรก็ตามเรื่องนี้คงต้องรอการติดต่อกลับมาจาก นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ รองปลัดสธ. เป็นผู้เดินทางไปจะติดต่อบอกข้อมูลอีกครั้ง
 
        พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ ที่ปรึกษากรมการแพทย์ กล่าวว่า ขณะนี้องค์การอนามัยโลก(ฮู) ได้ยกระดับแผ่นดินไหวเนปาลเป็นระดับ 3 ซึ่งเทียบเท่าเหตุการณ์โรคระบาดอีโบลา โดยฮูเตรียมจัดระบบช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน นอจากนี้ ฮูได้ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นพบมีตัวแทนแพทย์จากจีน อินเดีย เดินทางไปถึงเนปาลแล้ว ส่วนอิสราเอลกำลังส่งเครื่องใช้และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ส่งเข้าเนปาล 100 ตัน สำหรับสถานการณ์ทั่วไปหากทีมกู้ภัยจะเดินทางเข้าไปในพื้นที่ต้องมีอุปกรณ์ช่วยเหลือตัวเอง เพราะไม่มีโรงแรมให้พักอาศัย ซึ่งขณะนี้มีการตั้งศูนย์อพยพจำนวน 16 แห่ง
 
 
ครม.หนุนปฏิบัติการช่วยเนปาล100ล้าน

       เมื่อเวลา 14.30น. พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชมครม. ว่า พลเอกประวิตร วงศ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะประธานในการประชุมครม. ปรารภถึงการให้ความช่วยเหลือประเทศเนปาลซึ่งประสบเหตุแผ่นดินไหว ซึ่งพลเอกประวิตรกล่าวขอบคุณผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ให้ความช่วยเหลือประเทศเนปาล โดยมีการชี้แจงให้ทราบว่าตั้งแต่เริ่มมีเหตุการณ์ที่เนปาลรัฐบาลไทยได้อนุมัติงบประมาณช่วยเหลือในเบื้องต้นจำนวน 2 แสนดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 6 ล้านบาท และนอกจากนี้ในวันนี้รัฐบาลก็ได้ส่งความช่วยเหลือไปอีกโดยส่งเจ้าหน้าที่ 67 นายที่ประกอบด้วยชุดสื่อสารผ่านดาวเทียม ชุดฟื้นฟูภัยพิบัติ แพทย์ฉุกเฉิน ยาและเวชภัณฑ์ อาหาร อาหารแห้ง น้ำ การประปาสนาม การปั่นไฟและชุดการช่วยชีวิตไปด้วย ในนามของรัฐบาล
              
      พล.ต.สรรเสริญ กล่าวอีกว่า และนอกจากนี้ครม.ยังอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 100ล้านบาท สำหรับการปฏิบัติภารกิจทั้งหมดทุกส่วนในการช่วยเหลือเนปาล และมีมติให้ทุกส่วนราชการติดตามการช่วยเหลือว่าในลำดับถัดไปประเทศไทยจะเตรียมความช่วยเหลือการฟื้นฟูบูรณะอย่างไร เพราะประเทศไทยและเนปาลมีความผูกพันกันมายาวนานและประเทศไทยถือว่ามีประสบการณ์การบรรเทาภัยบัติขนาดใหญ่มาแล้ว โดยจะมีการติดต่อประสานความร่วมมือตามที่ประเทศเนปาลร้องขอมาต่อไป
     
      รองโฆษกฯ กล่าวอีกว่า พล.อ.ประวิตร ยังขอบคุณผู้ร่วมบริจาคในโครงการ “หัวใจไทยส่งไปเนปาล” ที่มีการถ่ายทอดสดเมื่อคืนวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ยอดบริจาคจำนวน 48ล้านบาทเศษ และเมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 เม.ย. มีการโอนเงินเข้าบัญชีของรัฐบาลอีก 8ล้านกว่าบาท รวมแล้วมีเงินที่ประชาชนโอนเข้ามากว่า 56 ล้านบาท ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลมีหมายเลขบัญชีเพื่อช่วยเหลือเนปาลเพียงหมายเลขบัญชีเดียวเท่านั้น คือ บัญชีชื่อ “หัวใจไทย ส่งไปเนปาล” ธนาคารกรุงไทย สาขาทำเนียบรัฐบาล หมายเลขบัญชี 067-0-10330-6 เพราะพบว่าขณะนี้มีผู้ไม่ประสงค์ดีที่ให้หมายเลขบัญชีอื่นไปจึงขอให้ประชาชนระวัง และขอให้สื่อช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย
 


มท.1เตือนเฝ้าระวังมิจฉาชีพปลอมบัญชีด้วย

        ผู้สื่อข่าวรายงานจากตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาลว่า  พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงการช่วยเหลือผู้ประสบเหตุแผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลว่า ในที่ประชุมครม.ได้มีการพูดคุยถึงการให้ความช่วยเหลือ ขณะที่การรับบริจาคของกระทรวงมหาดไทย ได้มีแนวคิดว่าจะช่วยเหลือสิ่งของจำพวกเต็นท์ เครื่องกันหนาว อาหารที่พร้อมทาน ส่วนที่ประเทศเนปาลขอความช่วยเหลือเป็นเงินบริจาคและจิตอาสามากกว่าการให้สิ่งของบริจาค ทางรัฐบาลต้องนำมาพิจารณา เพราะหากให้สิ่งที่เขาต้องการก็น่าจะเป็นประโยชน์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศคงจะประเมินเรื่องนี้เสนอรัฐบาลต่อไป
 
        เมื่อถามว่า การระดมความช่วยเหลือจากศูนย์ดำรงธรรมในต่างจังหวัด คิดว่า จะมากพอหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องความศรัทธาของประชาชน ตนเชื่อว่า คนไทยคงจะเห็นจากสื่อว่า เขามีความเดือดร้อนจริง และคงมีความช่วยเหลือเข้ามา ส่วนเรื่องบัญชีแอบอ้างจากกลุ่มมิจฉาชีพคิดว่า ไม่น่าจะมี เพราะมีศูนย์ดำรงธรรมเป็นจุดศูนย์รวมในแต่ละพื้นที่ ตนก็ได้กำชับศูนย์ดำรงธรรม เพื่อไม่ให้ประชาชนเสียความตั้งใจในการบริจาค ขอเน้นไปยังศูนย์ดำรงธรรมว่า สิ่งของบริจาคต้องไม่ใช่ของที่เสีย และควรจะเป็นแพ็คเกจเรียบร้อยแล้ว เช่น อาหารต้องแพคเป็นกล่องให้เรียบร้อย ไม่ต้องให้มาบริหารจัดการกันอีก เพราะจะเสียเวลา และไม่ทันการ ส่วนการรวบรวมสิ่งของบริจาคจากทั่วประเทศ ทางมหาดไทยจะดำเนินการในส่วนนี้เอง
 
        เมื่อถามว่า ปัญหาการนำเครื่องบินช่วยเหลือไปลงที่เนปาล รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ทางกระทรวงกลาโหมได้หารือว่า การเดินทางไปอาจมีปัญหาเรื่องการนำเครื่องบินลง แต่ทางรัฐบาลนานาๆชาติก็พยายามดำเนินการแก้ไขในส่วนนี้อยู่ และเชื่อว่า เครื่องบิน c130 ที่รัฐบาลส่งไปในวันนี้ จะสามารถรับคนไทยกลับมาได้อย่างแน่นอน
 
        เมื่อถามว่า มีข้อกังวลจากบางฝ่าย ประเทศไทยอาจอยู่ในพื้นที่ที่จะเกิดแผ่นดินไหวด้วย รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตนฟังจากนักวิชาการเขาพูดว่า รอยเลื่อนทั้ง 3 รอยเลื่อนของเรา ไม่น่ามีผล แต่รัฐบาลก็ต้องมีความพร้อม และเรามีแผนป้องกันในระยะยาวอยู่ ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก อย่างไรก็ตามในวันที่ 29 เม.ย.จะมีการประชุมของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเคลียร์งานที่กำลังขับเคลื่อน ตนจะย้ำเรื่องการเฝ้าระวังด้วย
 
        ด้านม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงยอดเงินรับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยว่า เมื่อเวลา 12.00 น.ที่ผ่านมา ได้มียอดบริจาคเข้าบัญชี “หัวใจไทย ส่งไปเนปาล” ที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดไว้ รวมทั้งสิ้น 8 ล้านบาทเศษ ซึ่งการส่งเงินดังกล่าวไปประเทศเนปาลนั้น จะให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการ เพื่อความรอบคอบต่อไป


ปลัดกต.เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยมอบเงินช่วย

        เมื่อเวลา 14.30 น. ที่โรงแรมอนันตรา สยาม ถนนราชดำริ นายนรชิต สิงหเสนี ปลัดกระทรวงการกระทรวงการต่างประเทศ ได้เป็นตัวแทนมอบเงินบริจาคเบื้องต้นของรัฐบาลไทย จำนวน 2 แสนเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 6 ล้านบาท ให้กับรัฐบาลเนปาล ผ่านทางนายขคนาถ อธิการี เอกอัครราชทูตเนปาล ประจำประเทศไทย โดยเอกอัครราชทูตเนปาล ได้ขอบคุณทางการไทยรวมถึงประชาชนไทย ที่ได้แสดงความประสงค์ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเนปาลเป็นจำนวนมาก ด้วยความรวดเร็ว และทราบว่ามีผู้มอบทั้งเงิน สิ่งของ และอาสาไปให้ความช่วยเหลือที่เนปาล จึงรู้สึกซาบซึ้งและเป็นเกียรติต่อมิตรภาพที่ชาวไทยมอบให้
 
        เอกอัครราชทูตเนปาล ระบุว่าสิ่งของจำเป็นเร่งด่วนที่รัฐบาลเนปาลต้องการขณะนี้ คือของใช้พื้นฐาน ได้แก่ เต๊นท์ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ผ้าห่ม เวชภัณฑ์ และน้ำดื่มโดยหากมีผู้ประสงค์บริจาคเงินเพิ่มเติมให้กับทางสถานทูตฯ สามารถเดินทางมามอบให้ได้โดยตรงที่สถานทูตฯ หรือโอนเงินผ่านผ่านบัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ เลขที่ 9313500234 ชื่อบัญชี Nepal Earthquake Relief Fund และ บัญชีกระแสรายวันธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่ 0713017184 ชื่อบัญชี Nepal Earthquake Relief Fund โดยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็ปไซต์ http://www.nepalembassybangkok.com หรือเฟซบุ๊คของทางสถานทูต “The Embassy of Nepal in Bangkok”
 
 
'มจร-เนชั่นทีวี'จัดสวดมนต์เจริญสมาธิภาวนาให้กำลังใจ

        ขณะเดียวกันบัณฑิตวิทยาลัยร่วมกับองค์การนิสิตบัณฑิตศึกษามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย(มจร)  และเนชั่นทีวีจัดกิจกรรมสวดมนต์เจริญสมาธิภาวนาเปิดรับบริจาคเพื่อช่วยเหลือชาวเนปาลจากเหตุแผ่นดินไหว ที่เดอะเนชั่น บางนา กทม. โดยเปิดบัญชีบริจาคเงินช่วยเหลือที่บัญชีกระแสรายวัน ธนาคารกรุงเทพ สาขาบางนา เลขที่ 130-3-18635-5 ชื่อบัญชี 'ร่วมใจช่วยเนปาล' 'Together with Nepal' พร้อมกันนี้หลักสูตรปริญญาโทสันติศึกษา มจร เปิดบัญชีหมายเลข 0502572795 สาขาธรรมศาสตร์-รังสิต รับบริจาคจากนิสิตและประชาชนทั่วไปภายใต้กองทุน "สันติภาพโบยบินสู่ถิ่นเนปาล" เพื่อสมานความทุกข์ยาก


สามเณรชาวเนปาลตั้งศูนย์ช่วยเหลือ

        ที่โรงเรียนพระปริยัติธรรมสามัญ วัดสระเรียง อ.เมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช พระครูพรหมเขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดสระเรียง และ นายคุณัญพงษ์ ทหารไท ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ร่วมหารือร่วมกันเพื่อจัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเนปาลโดยการรับบริจาคเงินและสิ่งของช่วยเหลือเนื่องจากโรงเรียนพระปริยัติธรรมสามัญวัดสระเรียงมีสามเณรชาวเนปาลมาศึกษาในระดับมัธยมศึกษา ปีที่ 1 – 6 เป็นประจำทุกปี และปัจจุบันมีสามเณรชาวเนปาลจำพรรษาอยู่ จำนวน 13 รูปซึ่งครอบครัวและหมู่บ้านที่เคยอาศัยได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว

พระครูพรหมเขตคณารักษ์ เจ้าอาวาสวัดสระเรียง กล่าวว่า มีสามเณรชาวเนปาลมาศึกษาอยู่ที่นี่หลายรูปต่างมีความเป็นห่วงบ้านเกิด หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวประเทศเนปาลทำให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก ชาวเนปาลได้รับความเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน จึงได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยชาวเนปาลโดยการรับบริจาคเงินและสิ่งของเพื่อนำไปมอบให้แก่ผู้ประสบภัย


สนช.ยื่นมือช่วยเหยื่อแผ่นดินไหวเนปาล

        นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(วิปสนช.) กล่าวถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลว่า นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.มีดำริถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว โดยได้หารือในที่ประชุมวิปสนช. ซึ่งสมาชิกหลายคนแสดงความเห็นและห่วงใยกับชาวเนปาลที่ประสบเหตุการณ์แผ่นดินไหว จึงมีความเห็นตรงกันว่า จะเปิดให้สมาชิกสนช.บริจาคเงินตามศรัทธาเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว โดยในวันที่ 30 เม.ย.จะมีการตั้งโต๊ะรับบริจาคที่บริเวณหน้าห้องประชุมรัฐสภา 1 จึงเชิญชวนสมาชิกสนช.มาร่วมบริจาคได้ และยังสามารถร่วมบริจาคเงินได้ที่กลุ่มงานการเงิน สำนักการคลัง ชั้น 1 อาคาร 2 หรือโอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธ.กรุงไทย สาขารัฐสภา ชื่อบัญชี “สภานิติบัญญัติแห่งชาติช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวเนปาล 2558” เลขที่บัญชี 089-0-16216-6 โดยขณะนี้นายพรเพชรได้ร่วมบริจาคเงิน 10,000 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย และยังมีสมาชิกสนช.อีกหลายคนร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือด้วย



 ผู้เชี่ยวชาญชี้เหตุการณ์ที่เนปาลไม่กระทบกับประเทศไทย

         ดร.ภาสกร ปนานนท์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งรุนแรงในประเทศเนปาล  โดยบอกว่าพลังงานที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะส่งผลกระทบมายังแนวรอยเลื่อนในประเทศไทย จะไม่ส่งผลกระทบอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่ต้องเฝ้าติดตามและสังเกตุคือรูปแบบการเกิดแผ่นดินไหวระหว่างก่อนเกิดและหลังเกิด ว่ามีการเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน

        สำหรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ประเทศเนปาลครั้งนี้ เกิดจากถ่ายเทความร้อนจากด้านล่างของเปลือกโลก จนกลายเป็นแผ่นเปลือกโลกใหม่ หรือแผ่นธรณีใหม่ ตรงกลางมหาสมุทร จึงถูกดันขึ้นมาทำให้แผ่นอินเดียกับแผ่นยูเรเชียเกิดแยกออกจากกันเป็นแนวมุดตัวจากใต้ไปหาเหนือ  ในอดีตแผ่นอินเดียเคยเป็นมหาสมุทรมาก่อน จึงทำให้แผ่นอินเดียมีความบาง และเมื่อมีการชนกับแผ่นยูเรเชีย มันจึงพยายามมุดตัวลงไป ซึ่งแผ่นเปลือกโลกจะมีการเคลื่อนที่ประมาณ 4 - 5 เซนติเมตรต่อปี และมีการชนกันตลอด เป็นระยะทางร่วม 2,000 กิโลเมตรเป็นแนวยาว ทำให้เกิดแผ่นดินไหวขึ้นอยู่ในแนวนี้ตลอดอยู่แล้ว

        ปัจจุบันนี้ก็พบว่ามีการเคลื่อนที่เข้าชนกันมาโดยตลอด ถ้ามองจากภาพถ่ายดาวเทียม สำหรับอาฟเตอร์ช็อคที่เกิดขึ้น จากผลพวงของการเกิดแผ่นดินไหว เนปาลจะต้องพร้อมรับมือในอีก 2 - 3 ปีข้างหน้า อีกหลายระลอกแต่ว่าจะมีระดับความรุนแรงลดลงไปเรื่อยๆ
 
        ขณะที่ หัวหน้าหน่วยศึกษาพิบัติภัยและข้อสนเทศเชิงพื้นที่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.ธนวัฒน์ จารุพงษ์สกุล บอกว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีโอกาสที่จะกระทบกับแนวรอยเลื่อนสะแกงค่อนข้างน้อย เพราะทิศทางการเกิดแผ่นดินไหวเป็นไปในคนละทิศทาง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะไม่มีผลกระทบเลย เพราะแนวรอยเลื่อนสะแกง ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งอยู่ใกล้กับภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีรอยเลื่อนที่มีพลังงานอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมาก็เกิดแผ่นดินไหวมาโดย ส่วนหมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ ซึ่งเคยเกิดเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงมาแล้วนั้น การมุดตัวทิศทางคนละทิศทางอาจจะมีผลกระทบอยู่บ้างแต่ว่าไม่มากนัก


ยันแผ่นดินไหวไทยจะไม่หนักเท่าเนปาล


        รศ.ดร.สัมพันธ์ สิงหราชวราพันธ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ และหัวหน้าศูนย์วิจัยภัยพิบัติแผ่นดินไหว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สาเหตุการเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7.8 ที่ประเทศเนปาลนั้น เกิดจากการเลื่อนของรอยเลื่อนย้อน ซึ่งรอยเลื่อนดังกล่าวนี้อยู่ใต้แนวเทือกเขาหิมาลัยตลอดแนวและเกิดจากการที่อนุทวีปอินเดียส่วนที่เป็นเปลือกโลกเคลื่อนตัวขึ้นทิศเหนือด้วยอัตราปีละประมาณ 4 เซนติเมตรแล้วดันเข้าไปชนกับทวีปเอเชียที่เป็นส่วนของแผ่นธรณีที่เรียกว่ายูเรเซีย ดังนั้นการที่อินเดียเคลื่อนที่ขึ้นไปแล้วไปเจอใส่ยูเรเซีย ทำให้แผ่นที่เคลื่อนเสียบเข้าไปด้านใต้

        โดยส่วนที่เสียบเข้าไปนั้นเป็นระนาบรอยต่อหรือที่เรียกว่ารอยเลื่อนย้อน และการที่อินเดียเคลื่อนที่เข้าไปส่วนที่อยู่ข้างใต้หุบเขาหิมาลัยทำให้ส่วนที่ถูกดันมาติด แต่ครั้งนี้ส่วนที่ติดนั้นมีขนาดใหญ่ เมื่อมันติดจึงทำให้เกิดแรงสะสมในโซนที่ยึดติด จนกระทั่งทวีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้หินแตกแล้วเลื่อนเข้ามาอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันแรงสะสมที่มหาศาลเมื่อหลุดออกมาจึงเกิดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ถึงขนาด 7.8 แมกนิจูด เช่นเดียวกับลักษณะแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นใกล้ๆ กรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของประเทศอินเดีย เพียง 80 กิโลเมตร ลึกจากผิวดินราว 15 เมตร

        ทั้งนี้ รอยเลื่อนอนุทวีปอินเดียนั้นเคลื่อนตัวอยู่ตลอดเวลาและทรงพลังอย่างยิ่งเห็นได้จากรอยเลื่อนดังกล่าวทำให้เกิดเป็นเทือกเขาหิมาลัย รวมทั้งภูเขาเอเวอร์เรส และที่ราบสูงทิเบต ซึ่งรอยเลื่อนดังกล่าวมีขนาดใหญ่ยักษ์วัดจากตะวันตกไปถึงตะวันออก กินอาณาเขตตั้งแต่ประเทศปากีสถานมาจนถึงสหภาพเมียนม่าร์ ยาวเกือบ 3,000 กิโลเมตร ซึ่งเชื่อว่าผู้คนที่อยู่ในพื้นที่ก็ตระหนักดีว่าจะต้องมีเหตุการณ์แผ่นดินไหวอย่างรุนแรงเกิดขึ้น เพียงแต่ไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่และไม่ได้มีการป้องกัน หรือเตรียมพร้อมรับมืออย่างถูกต้อง

        ขณะที่ ในส่วนของประเทศไทยของเรานั้นลักษณะทางธรณีวิทยา ลักษณะจะต่างไปจากประเทศเนปาล เนื่องจากของประเทศเนปาลนั้นเป็นลักษณะรอยเลื่อนย้อนขนาดใหญ่ แต่ของประเทศไทยนั้นเท่าที่พบจะเป็นรอยเลื่อนลักษณะเลื่อนตามแนวระนาบ และมีขนาดไม่ใหญ่มาก ขนาดสูงสุดประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร ส่วนในภาคเหนือที่พบยังอยู่ในระดับหลัก 10 ถึงหลัก 100 กิโลเมตร อย่างเช่นรอยเลื่อนที่ อำเภอแม่จัน และ อำเภอแม่ลาว ใน จังหวัดเชียงราย ที่เพิ่งเกิดเมื่อปีที่แล้ว ขนาด 6.3 แมกนิจูด และอีกจุดคือลอยเลื่อนเมย บริเวณตั้งแต่อำเภอแม่สอด ผ่านทางทิศใต้ของ จังหวัดตาก ซึ่งถือเป็นรอยเลื่อนขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งในอดีตก็เคยมีการเกิดแผ่นดินไหว อย่างของ อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงรายและจังหวัดพะเยา ที่มีความชัดเจนอย่างมาก

        รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวว่า ในประเทศไทยโอกาสที่จะเกิดแผ่นดินไหวนั้น ยังคงมีอยู่เสมอ เช่นกัน แต่จะมีความรุนแรงอยู่ในระดับเพียงแค่ 6 แมกนิจูดกว่าๆ และใหญ่ที่สุดไม่เกิน 7 แมกนิจูด ซึ่งยังคงมีความแปรผันไปตามขนาดของรอยเลื่อนและลักษณะของรอยเลื่อนด้วย หากเทียบกับการเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในประเทศเนปาลนั้นโอกาสที่จะเกิดในประเทศไทยค่อนข้างน้อยมาก เนื่องจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกในพื้นที่ใกล้เคียง เท่าที่มีการตรวจสอบพบว่ามีการเคลื่อนตัวที่น้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับของประเทศเนปาล ต่อปีอาจมีเพียงประมาณ 1 มิลลิเมตรเท่านั้น
     
        สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมพร้อมรับมือ อย่างถูกต้อง กับเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่อาจจะเกิดขึ้น เมื่อทราบว่าเมื่อไทยมีโอกาสที่จะเจอกับแผ่นดินไหวได้ในระดับ 7 ก็สามารถออกมาตรการ บังคับให้ทุกอาคาร จะต้องรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวในระดับ7ได้ จะต้องไม่พังทลายเมื่อเกิดแผ่นดินไหวเนื่องจากอาคารโดยเฉพาะอาคารที่มีความสูง จะมีผลกระทบสร้างความเสียหายรุนแรงอย่างมากโดยเฉพาะกับผู้คนที่อยู่ภายใน เมื่อเกิดการพังทลาย หากทุกอาคารมีมาตรฐานความเสียหายก็จะลดลงอย่างมาก
 
       อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เกิดแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อปี 2547 ประเทศไทยก็มีการตื่นตัวและศึกษาเกี่ยวกับเรื่องรอยเลื่อนมากขึ้น ปัจจุบันทางด้านของวิศวกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ก็ได้มีการเข้มงวดมากขึ้นในเรื่องของมาตรฐานสิ่งปลูกสร้างและอาคารที่จะต้านแรงแผ่นดินไหว หรือรับมือกับเหตุแผ่นดินไหวในระดับ 6.5 แมกนิจูดได้ รวมทั้งมีการฝึกซ้อมแผนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้วยังได้มีการเตรียมเครื่องไม้เครื่องมือ และอุปกรณ์ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในที่เกิดเหตุ กรณีที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวอย่างเข้มข้น