
อภิสิทธิ์จวกกมธ.ยกร่างฯสร้างเผด็จการรัฐสภา
28 เม.ย. 2558
อภิสิทธิ์ จวก กมธ.ยกร่างฯ เขียนรธน.สร้างเผด็จการรัฐสภา ชี้หากไม่แก้ไขร่างรธน.-ทำประชามติจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่
28 เม.ย.58 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงภาพรวมการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญร่างแรก ตลอด 7 วันที่ผ่านมาว่า ถ้าทางกรรมาธิการยกร่างฯจะรับฟังเสียงท้วงติงทั้งในและนอกสภาปฏิรูปฯก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะหลายเรื่องเป็นการท้วงติงที่ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้ที่แสดงความเห็น อีกทั้งไม่มีเหตุผลชัดเจนที่ต้องบัญญัติมาตราที่สร้างปัญหา
“ผมยืนยันต้องเอามาตรา 181 และ 182 ที่ให้อำนาจนายกฯเสนอกฎหมายพิเศษถ้าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจให้ถือว่าผ่านความเห็นชอบ และการให้อำนาจนายกฯยื่นญัตติเปิดภิปรายไม่ไว้วางใจตัวเองได้ โดยที่ฝ่ายค้านจะไม่สามารถดำเนินการได้ในสมัยประชุมนั้น เพราะถือเป็นครั้งแรกที่มีการสร้างเผด็จการรัฐสภาที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ”
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงอำนาจของคณะกรรมการเสริมสร้างความปรองดองฯ 15 คนที่จะเกิดขึ้นใหม่ตามรัฐธรรมนูญว่า การกำหนดอำนาจหน้าที่ใน (6) ที่ระบุว่ากรรมการสามารถอภัยโทษให้กับผู้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ หรือสำนึกผิดต่อกรรมการและก่อให้เกิดความรับผิดชอบต่อ ครม.นั้นจะเป็นประเด็นที่นำไปสู่ความขัดแย้งอย่างรุนแรงแน่นอน ซึ่งตนไม่เข้าใจว่าเหตุใดกรรมาธิการฯจึงไม่เรียนรู้จากวิกฤตประเทศที่ผ่านมาว่าประชาชนต่อต้านการนิรโทษกรรมให้กับคนที่ทำผิดร้ายแรง แม้แต่มาตรา 182 ที่ให้นายกเสนอกฎหมายพิเศษได้หนึ่งฉบับต่อหนึ่งสมัยประชุม ก็อาจมีเจตนาเดียวกันคือให้เสนอกฎหมายนิรโทษกรรมได้
“แม้จะอ้างว่ากฎหมายดังกล่าวต้องไปผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาก็ต้องถามว่าทำไมกีดกันเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย เท่ากับกลายเป็นว่าส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมาย มีแต่ฝ่ายบริหารกับส.ว.ที่ส่วนใหญ่ไม่ได้เลือกตั้งมีอำนาจในการพิจารณา ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมต้องเขียนไว้แบบนี้ เช่นเดียวกับเรื่องอำนาจพระราชกฤษฏีกาอภัยโทษ เพราะการเขียนรัฐธรรมนูญเช่นนี้นักการเมืองโกงที่บ้าอำนาจจะชอบมาก ไม่ใช่ว่าคนที่ออกมาท้วงติงเสียประโยชน์อย่างที่กล่าวอ้างในขณะนี้” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี แสดงความหงุดหงิดต่อข้อเสนอของพรรคการเมืองว่าให้เลื่อนเลือกตั้ง เพื่อทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยและให้มีการลงประชามติ โดยเห็นว่านักการเมืองไม่มีสิทธิมาต่อรองนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เบื้องต้นกรรมาธิการฯต้องแก้ไขในส่วนที่เป็นปัญหาก่อน เพราะในการอภิปรายกรรมาธิการฯไม่สามารถชี้แจงได้ในหลายประเด็นสำคัญ แต่ตนยังให้เกียรติเพราะกรรมาธิการฯบอกว่าจะรับฟังและนำไปแก้ไข อย่างไรก็ตามหากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนและไม่มีการลงประชามติด้วย รัฐธรรมนูญนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาประเทศไทยที่สร้างความขัดแย้งไม่เบาไปกว่าในอดีต และความตั้งใจของ คสช.ในการทำรัฐประหารก็จะสูญเปล่า
“ผมเห็นว่าที่ผ่านมามีคนเร่งเลือกตั้งนายกฯก็ว่า พอมีคนเสนอให้เลื่อนก็ว่าอีก ขอให้ดูเจตนาผู้ให้ความเห็นจะดีกว่า เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่ประโยชน์นักการเมือง แต่เป็นภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญและการแก้ปัญหาความขัดแย้งซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของนายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว จึงเชื่อว่านายกฯน่าจะต้องการให้ปัญหาความขัดแย้งยุติมากกว่าที่จะทำให้ยืดเยื้อต่อไปอีกหลายปี เพราะมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเอื้อประโยชน์ให้กับคนที่ไม่เป็นประชาธิปไตย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
‘อภิสิทธิ์’ ห่วงรัฐเร่งธนาคารปล่อยสินเชื่อรากหญ้าแก้ปัญหาไม่ถูกจุด
28 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคสช.และนายกรัฐมนตรี มีนโยบายจะให้ประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้นว่า นโยบายเกี่ยวกับข้อจำกัดแหล่งเงินทุนต้องชัดเจนว่าต้องการไปทำอะไร หากมีโครงการหรือมีอาชีพที่มีรายได้แต่ขาดเงินทุนก็ควรทำ แต่ถ้าตั้งเป้าให้ปล่อยเงินมากๆ จะกลายเป็นการสร้างหนี้เสียใหม่เกิดขึ้น และจะไม่ยั่งยืนในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เว้นแต่การปล่อยสินเชื่อนั้นจะสร้างรายได้กลับคืนมา
“ผมเสนอว่าควรกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น โดยรัฐใช้งบประมาณเข้าไปอุดหนุนจ้างงานสร้างรายได้ แทนที่จะให้คนกู้เงินสร้างหนี้ และลดภาระกองทุนน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อีกทั้งทำให้กองทุนน้ำมันถูกต้องตามกฎหมายด้วย เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินก็ได้ทักท้วงมาแล้ว แต่โดยส่วนตัวเห็นว่ากองทุนน้ำมันมีประโยชน์โดยทำให้ถูกกฎหมายและมีการนำไปใช้อย่างรัดกุม เช่น ใช้สนับสนุนแก๊สโซฮอลหรือสร้างทำให้เกิดสเถียรภาพด้านราคา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
อดีตนายกรัฐมนตรียังแสดงความเป็นห่วงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ มีนโยบายที่จะเดินหน้าโครงการท่าเรือปากบาราว่า ในสมัยที่ตนเป็นนายกรัฐมนตรีมีการรับฟังเสียงประชาชนในพื้นที่พบว่า ท่าเรือที่จะมีความสุ่มเสี่ยงกระทบทรัพยากรธรรมชาติและแหล่งท่องเที่ยวไม่ใช่ทางเลือกที่ประเทศและประชาชนต้องการ แต่ถ้าเป็นท่าเรือขนาดเล็กเพื่ออุตสาหกรรมการเกษตรที่ไม่กระทบการท่องเที่ยวทำได้ แต่ต้องพิจารณาว่าจะคุ้มทุนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทราบว่ารัฐบาลจะทำโครงการขนาดไหน ซึ่งเดิมมีแนวคิดให้เป็นสะพานอุตสาหกรรมเต็มรูปแบบ มีอุตสาหกรรมหนักรวมอยู่ด้วย ซึ่งรัฐบาลของตนคัดค้านเรื่องนี้ และมีนโยบายชัดว่าอุตสาหกรรมหนักต้องไม่มีเพิ่ม โดยไทยควรไปใช้ประโยชน์จากท่าเรือทวายที่จะรองรับอุตสาหกรรมหนักดีกว่า แต่ถ้ายังดึงดันจะเดินหน้าโดยไม่ลดขนาดโครงการลงจะมีแรงต่อต้านจากประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังขัดแย้งกับแนวคิดของ สปช.ที่ต้องการจะทำให้อันดามันเป็นมรดกโลก รวมถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงด้วย
“อย่าคิดว่าจะฉวยโอกาสในขณะที่ไม่มีมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 50 ในเรื่องการคุ้มครองสิทธิชุมชน แล้วจะใช้วิธีการเลี่ยงการมีส่วนร่วมของประชาชนและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพประชาชน ผมขอให้รัฐบาลยึดหลักตามเจตนารมณ์ของมาตรา 67 ซึ่งจะสอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและการพัฒนาที่ยังยืน เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำขณะนี้ยังขัดแย้งต่อร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้อย่างสวยหรูในเรื่องการคุ้มครองสิทธิชุมชนสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ด้วย แนวทางที่ดีที่สุดคือสร้างกระบวนการที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและกำหนดแนวทางที่สมดุลย์โดยคำนึงถึงวิถีชุมชนด้วย” นายอภิสิทธิ์ กล่าว



