ข่าว

ครบรอบ11ปี‘กรือเซะ’คนในพื้นที่ต้องการ‘สันติสุข’

ครบรอบ11ปี‘กรือเซะ’คนในพื้นที่ต้องการ‘สันติสุข’

28 เม.ย. 2558

ครบรอบ11ปี‘กรือเซะ’คนในพื้นที่ต้องการ‘สันติสุข’ : สมชาย สามารถ

             เหตุการณ์ “มัสยิดกรือเซะ” จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ทำให้ทุกปีมีข่าวการเตรียมพร้อมของเจ้าหน้าที่ในการรับมือการก่อเหตุความไม่สงบในพื้นผ่านสื่อที่มีอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา 10 ปี ที่ผ่านมา

             นักวิชาการและภาคประชาชนในพื้นที่มองต่อเรื่องนี้อย่างไร และเหตุการณ์ครั้งนั้น คนในพื้นที่อยาก "จดจำ" หรืออยาก "ลืม" และมีความรู้สึกอย่างไรในทุกๆ ปีที่มีการย้อนอดีตเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

             รศ.ดร.วรวิทย์ บารู นักวิชาการในพื้นที่ มองถึงเหตุการณ์ "กรือเซะ" ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ได้มีอะไร เรื่องครบรอบ หรือไม่ครบรอบ ถ้าจะมีก็คือ เจ้าหน้าที่ต้องระมัดระวังที่จะพูดเรื่องนี้ กลุ่มที่สองคือ คู่ต่อสู้ของเจ้าหน้าที่

             แต่สำหรับภาคประชาชนไม่เห็นมีการพูดถึงเรื่องนี้ แม้กระทั่งในระดับไหนก็แล้วแต่ก็ไม่มี เพราะฉะนั้นมันก็ลำบากและรู้แปลกที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ทำไม

             “ไม่ใช่ว่าเขาอยากให้เรื่องนี้ผ่านเลยไปหรือลืม ไม่ใช่ แต่เรื่องนี้ ถ้าเราสำนึกในหน้าที่วันนี้เราต้องทำให้ประชาชนมีความรู้สึกที่อยู่ได้ร่วมกันได้ มีความพออกพอใจ ตรงนั้นมากกว่า”

             เพราะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะไปรื้อฟื้นว่า วันนี้เป็นวันสำคัญอะไร อันนั้นมันเป็นสัญลักษณ์ของการทางด้านของความมั่นคง ก็มองทางความมั่นคง ฝ่ายทางด้านโน้นก็มองเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้ แล้วก็ใช้ความรุนแรง

             แต่วันนี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีเยอะแล้ว และผ่านมานานแล้ว เป็นเวลา 10 ปี 11 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นการไปขุดคุ้ยเรื่องนี้ขึ้นมา ถามว่า มันจะช่วยแก้ปัญหาสังคมต่างๆ ได้อย่างไรบ้าง ปัญหาสังคมที่เป็นอยู่มันเป็นอย่างไร

             นักวิชาการผู้นี้ กล่าวอีกว่า ไปรื้อฟื้นแล้วให้เรื่องนี้ยิ่งใหญ่เป็นสัญลักษณ์ แล้วประชาชนได้อะไร แต่ถ้าหากว่า เรามาช่วยกันคิดในกระบวนการของการเดินไปสู่สันติสุขร่วมกัน โดยที่ไม่ไปหลอกเขา เอาความเป็นธรรมเข้ามาว่า อันนั้นน่าจะมีประโยชน์มากกว่า เพราะฉะนั้นเหตุการณ์ 28 เมษายน ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะลืม หรืออยากรื้อฟื้น แต่บนฐานของความเป็นจริงที่ควรจะเป็นก็คือ การทำงานอย่างหนักเพื่อลดความรุนแรง

             "จนถึงวันนี้คนในพื้นที่ต้องการคือสังคมสันติสุข ตั้งแต่ไหนแต่ไร คือต้องให้เกิดความเป็นธรรม ต้องอยู่ร่วมกันได้ ทำมาหากินกัน บนพื้นฐานวิถีวัฒนธรรมที่เขาเชื่อถือ ด้วยความเป็นธรรม ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ปกครอง การปกครองตัวเอง การกระจายอำนาจ คือสิ่งที่เขาต้องการ ก็คือการดูแลตัวเอง ในภาพที่มันควรจะเป็นไม่มีความรุนแรง มานั่งพุดคุยกันได้ สนองตอบวิถีวัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตของเขา อันนี้แหละผมว่า แต่ไหนแต่ไรประชาชนก็ต้องการอย่างนี้ แต่คู่ต่อสู้ต่างคนต่างแรง ต่างคนต่างใช้ความรุนแรง คนที่อยู่ตรงกลางก็ไม่มีโอกาสที่ได้พูดคุย ไม่ได้มีโอกาสผลักดันในสิ่งที่เขาต้องการ”

             รศ.ดร.วรวิทย์ เสนอว่า เหตุการณ์กรือเซะที่มีการพูดถึงเป็นประจำทุกปี ไม่แน่ใจว่าฝ่ายความมั่นคงอาจจะปราม แต่ดูแล้วกรณีอย่างนี้ ไม่มีประโยชน์การออกมาเตือน ดูตัวอย่างของสหรัฐการดำเนินการกรณีอย่างนี้จะดำเนินการแบบเงียบๆ แล้วก็มีการเตรียมพร้อมจะ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็ควรจะทำไป แต่นี่เราบอกให้ประชาชนระวัง ประชาชนก็ลำบาก มีมอเตอร์ไซค์บอมบ์เป็นสิบๆ คัน

             "แม้ว่าคุณจะบอกว่าเป็นการปรามฝ่ายตรงข้าม แต่สำหรับวิธีการแบบนี้ไม่น่าจะฉลาด เพราะทำให้ประชาชนเกิดความกลัว เกิดความไม่มั่นใจว่า รัฐไม่สามารถดูแลความปลอดภัยได้ เพราะทุกครั้งที่ประกาศก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้น" รศ.ดร.วรวิทย์ กล่าว และว่า อย่างเช่น วันที่ 27 เมษายน เกิดเหตุใน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ตั้งหลายจุด ตรงนี้เจ้าหน้าที่จะตอบคำถามอย่างไร ในขณะที่คนอีกซีกหนึ่งก็มองว่า คุณพูดแล้วมันเกิดเหตุ แล้วทำไมคุณจับไม่ได้ ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหาในเรื่องความเชื่อถือ และถ้าเกิดเรื่องความไม่เป็นธรรมขึ้นเหมือนกรณี "ทุ่งยางแดง" ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย นี่คือสิ่งที่มอง เพราะสุดท้ายแล้วก็เกิดความไม่เชื่อในรัฐเกิดขึ้น

             “นี่คือประเด็นที่ไม่อยากให้พูด ไม่อยากให้รำลึกเหตุการณ์ต่างๆ ไม่มีประโยชน์อะไร นอกจากความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยถอยลงไป"

             ขณะที่ นายประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ภาคประชาสังคม กล่าวว่า คนในพื้นที่อยากลืมสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น คือเป็นบาดแผล เพราะประชาชนก็รู้อยู่ว่า จริงๆ แล้วฝ่ายที่อยู่ในมัสยิดก็ไม่ได้ถูก 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่าการเตรียมการที่ถือมีดสปาร์ต้าออกมาฟาดฟันกับเจ้าหน้าที่ก็เป็นขบวนการที่เตรียมการที่จะก่อการอยู่แล้ว พอดีว่าไปรวมตัวกันที่กรือเซะ ในขณะที่ทางฝ่ายบ้านเมืองก็สั่งถล่ม เพราะฉะนั้นความผิดพลาดในเหตุการณ์ดังกล่าวก็ 50-50 ทีนี้ทุกคนก็เห็นว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดการฆ่ากันไม่หยุดมาจนถึงทุกวันนี้ ทุกคนก็เบื่อบรรยากาศแบบนี้

             “ทุกคนเบื่อครับบรรยากาศแบบนี้ ทำมาหากินก็ไม่ได้ อนาคตก็ไม่แน่นอน อะไรก็ไม่ 100 เปอร์เซ็นต์สักอย่าง ซึ่งชาวบ้านจริงๆ โดยพื้นฐานคือเขาอยากจะลืมเรื่องนี้ คือสิ่งที่ได้สัมผัสจากการอยู่ในพื้นที่มา 40 ปี ผมมองว่าประชาชนส่วนใหญ่คือมวลชนต้องการแค่อัตลักษณ์ ต้องการแค่สิทธิเสรีภาพในเรื่องศาสนา ส่วนเรื่องอื่นเกือบจะไม่มีอยู่ในหัวใจ แต่ว่าองค์กรปฏิวัติปลุกระดมทำให้มีขึ้น มวลชนส่วนใหญ่ก็เบื่อ ทีนี้พอใกล้ถึงวันที่่ 28 เมษายนทุกปี เจ้าหน้าที่ก็ออกข่าวมาตรการป้องกันโครมคราม ชาวบ้านก็เบื่อเหมือนกัน"

             แกนนำภาคประชาสังคม ระบุว่า คนในพื้นที่บอกว่า ถ้าไม่มีการพูดถึงจะดีกว่าเยอะ แทนที่จะมาออกข่าวให้ระมัดระวังตรงนั้น ตรงนี้ ช่วยการสอดส่องดูแลพื้นที่ จนกลายเป็นว่า เรื่องที่ทุกคนลืมไปก็ถูกปลุกขึ้นมาอีก และการพูดถึงวันที่ 28 เมษายน กรือเซะ เป็นประจำทุกปี เท่ากับเป็นการตอกย้ำ ในขณะที่เราพยายามบอกว่า ชาวบ้านหรือองค์กรปฏิวัติอย่าไปตอกย้ำเรื่องแบบนี้ แต่วันนี้ฝ่ายเจ้าหน้าที่กลับเป็นฝ่ายตอกย้ำเสียเอง ซึ่งไม่ดี

             “ในพื้นที่เขาก็ไม่ได้พูดกัน เขารู้กันอยู่แล้วทุกคน เขาก็เฉยๆ สำหรับคนทั่วๆ ไปเขาอาจจะมองว่าสมัยก่อนตอนที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบขึ้นใหม่ๆ เขาก็อาจจะมองว่าเจ้าหน้าที่แรงไป แต่หลังๆ เขาก็รู้สึกว่าฝ่ายก่อการมันก็แรงเหมือนกันพอๆ กัน”

             วันนี้ถ้าเป็นไปได้ให้ดำเนินการกลยุทธ์ต่างๆ เพื่อความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น อย่าไปพูดถึงเรื่องบาดแผลที่ใหญ่ๆ โตๆ  แบบกรณีกรือเซะ และตากใบ ให้มากนัก ซึ่งการที่เราไม่พูดถึงเรื่องเหล่านี้จะเป็นการสมานแผลอีกวิธีหนึ่งที่ค่อนข้างจะได้ผล