ข่าว

'ชลประทาน'ระบบท่อ...แค่อนุสาวรีย์แก้ภัยแล้ง

'ชลประทาน'ระบบท่อ...แค่อนุสาวรีย์แก้ภัยแล้ง

28 เม.ย. 2558

'ชลประทาน'ระบบท่อ...แค่อนุสาวรีย์แก้ภัยแล้ง : โดย... พรพรรณ สีกะพา

 
 
          ช่วงฤดูแล้งภาคอีสานเป็นภาคเกษตรกรรมที่ต้องใช้น้ำมากจึงเกิดผลกระทบใหญ่แก่เกษตรไม่มีน้ำในการทำนา ซึ่งแนวทางของรัฐบาลที่ให้เกษตรกรงดทำนาปรัง เพราะอาจเกิดความเสียหาย ซึ่งรัฐก็จะไม่มีการรับผิดชอบใดๆ ผลคือเกษตรกรส่วนใหญ่เชื่อฟัง งดทำนาปรัง ไม่มีรายได้ช่วงหน้าแล้ง และหวังพึ่งโครงการชลประทาน โดยเฉพาะชลประทานระบบท่อที่สร้างแท็งก์น้ำขนาดใหญ่ตามจุดต่างๆ ในพื้นที่นาของเกษตรกร 5 หมู่บ้าน 15 ถัง แต่เวลาผ่านมาหลายปีแท็งก์น้ำขนาดใหญ่กลับไม่ถูกใช้งานให้คุ้มค่าการลงทุนหลายพันล้านจนกลายเป็นเพียงอนุสาวรีย์กลางทุ่งนาที่ไม่เกิดประโยชน์ใดๆ 
 
          "รัตนา เสนาดี" เกษตรกร ตบลบ้านผือ อ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น บอกว่า แท็งก์น้ำที่ตั้งอยู่ในที่นาของตัวเอง ปกติก็ใช้ได้ซึ่งนำน้ำไปพักไว้ภายในแล้วเปิดใช้ในช่วงการทำนาปี ถ้าฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล หากต้องการใช้น้ำก็จะเดินทางไปเข้าคิวที่เทศบาลบ้านผือ โดยต้องจ่ายเงินให้เทศบาลชั่วโมงละ 100 บาท ถ้าชาวนาคนไหนต้องการน้ำก็ทำแบบเดียวกัน บางคนใช้วิธีการหุ้นกัน 1 ชั่วโมง แบ่งกันออกคนละครึ่ง ตกชั่วโมงละ 50 บาทต่อคน ทำให้ประหยัดเงินที่ต้องจ่ายให้เทศบาลชั่วโมงละ 100 ได้
 
          ช่วงหน้าแล้งเทศบาลจะจำกัดการปล่อยน้ำสู่ที่นาเพราะกลัวว่าจะมีการลักลอบทำนาปรังโดยจะปล่อยน้ำมาแค่วันละ 3-4 ชั่วโมง เพื่อให้เกษตรกรใช้ในการเกษตรอย่างอื่นเพราะมีนโยบายจากรัฐบาลให้งดทำนาปัง ถ้าเกิดความเสียหายชาวนาต้องรับผิดชอบตัวเอง ทางหน่วยงานจะไม่ได้เข้ามารับผิดชอบความเสียหายหากข้าวตายเพราะขาดน้ำ ซึ่งส่วนมากชาวนาที่บ้านผือ อ.หนองเรือ ก็ไม่มีคนทำนาปรังเนื่องจากเสี่ยงข้าวตายแล้ง
 
          “น้ำที่ซื้อจากเทศบาลชั่วโมงละ 100 บาท เต็มที่ 1 ชั่วโมง ได้เต็มพื้นที่นา 1 แปลง ถือว่าคุ้มเพราะไม่ต้องนำน้ำมาพักไว้ในแท็งก์ แต่ชาวนาที่นี่หันมาต่อท่อระบบตรงซึ่งจะเพียงพอกับความต้องการของชาวนามากกว่า ถึงแม้เทศบาลจะปล่อยน้ำออกมาเต็มแท็งก์ แต่เมื่อถึงฤดูกาลทำนาน้ำที่ต้องใช้กลับไม่เพียงพอเพราะ 1 แท็งก์ ต้องใช้กับชาวนาหลายคนเพื่อปล่อยน้ำใส่พื้นที่นาอีกหลายแปลง” นางรัตนา กล่าว
 
          ขณะที่นายทัศนัย ดีเรือง ผู้ใหญ่บ้านบ้านหนองแสง หมู่ 2 กล่าวว่า ช่วงหน้าแล้งชาวนาก็มีการใช้น้ำจากระบบท่อแต่เทศบาลจะจำกัดการปล่อยน้ำ ชาวนาบางคนก็ต่อคิวเพื่อซื้อน้ำมาพักไว้ที่สระน้ำส่วนตัวเพื่อใช้ในการเกษตรอื่นๆ โดยให้ผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้รับรองและถ่ายภาพสระน้ำเพื่อประกอบการปล่อยน้ำของเทศบาล โดยจ่ายเงินชั่วโมงละ 100 บาทในการขอน้ำใช้ ชาวบ้านบางคนก็ไม่มีกำลังจ่ายก็ได้ใช้น้ำน้อยกว่าคนอื่นๆ บางครั้งก็ใช้การหุ้นเช่นเดียวกันเพราะสามารถประหยัดเงินได้อีก
 
          แท็งก์น้ำที่ตั้งไว้ในพื้นที่นานั้น ผู้ใหญ่บ้านทัศนัยบอกว่า ไม่ได้ใช้งานมากว่า 3 ปี แต่ชาวนาหันมาต่อท่อใหญ่เพื่อลงพื้นที่นาตัวเอง เพราะน้ำจะเข้าเร็วกว่าและคุ้มกว่า เนื่องจากแต่ก่อนท่อที่ต่อออกจากแท็งก์เป็นท่อแบบระบายทรายซึ่งไม่ทันต่อการปลูกข้าวและน้ำจ่ายออกไม่เพียงพอ ไม่สามารถใช้กับระบบการปลูกข้าวได้ ระบบท่อแบบระบายทรายที่ต้องพักน้ำไว้ที่แท็งก์จะใช้ประโยชน์ได้เฉพาะการปลูกข้าวโพด ปลูกมันสำปะหลัง หรือพืชทนแล้ง ที่ต้องการน้ำน้อย ซึ่งชาวบ้านส่วนใหญ่ที่นี่ทำนาไม่ปลูกพืชฤดูแล้ง หากพักน้ำไว้ในแท็งก์ น้ำที่เทศบาลปล่อยมาลงแท็งก์น้ำ 1 ชั่วโมงได้ค่อนถัง เมื่อเปิดออกมาใช้งานใช้น้ำได้ไม่ถึง 1 งาน เปิดทั้งวันก็ได้น้ำลงพื้นที่นาไม่ถึง 1 ไร่ หากเมื่อเข้าฤดูฝนชาวนาก็ไม่ค่อยได้ใช้น้ำจากเทศบาล
 
          แท็งก์น้ำ 15 ถังกระจายตั้งในพื้นที่นาของชาวบ้าน 5 หมู่บ้านในตำบลบ้านผือ อ.หนองเรือ ซึ่งทั้งหมดเทศบาลบ้านผือจะดูแลเรื่องระบบไฟฟ้าในการจ่ายน้ำ โดยก่อนหน้านี้เป็นหน้าที่กรมชลประทาน ปลัดเทศบาลตำบลบ้านผือ อ.หนองเรือ นายทวิช รุ่งเรือง ผู้ดูแลเรื่องนี้ชี้แจงว่า เทศบาลบ้านผือมีสถานีสูบน้ำระบบคลองเปิด 2 สถานีและคลองคอนกรีตอีก 2 สถานี รวม 4 สถานี ซึ่งหากเกษตรกรเข้ามาขอใช้บริการต้องการใช้น้ำก็จะมายื่นคำขอที่เทศบาลและจะมีการจ่ายค่าสมทบค่ากระแสไฟฟ้า
 
          กรณีการจ่ายผ่านระบบท่อจะมีโรงสูบขนาดใหญ่สูบน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ ซึ่งมีโรงสูบอยู่ที่บ้านโนนฆ้องก็จะสูบส่งผ่านไปตามท่อเพื่อไปขึ้นแท็งก์ขนาดใหญ่ทั้งหมด 15 แท็งก์ ซึ่งอยู่ในบริเวณที่สูง โดยเกษตรกรในบริเวณไหนที่ต้องการใช้น้ำก็จะขอเปิดจากแท็งก์ที่อยู่ใกล้นาของตัวเอง
 
          ส่วนสาเหตุที่ชาวนาต้องเปลี่ยนมาต่อท่อตรงลงพื้นที่นาตัวเองนั้น ทวิช บอกว่า รูปแบบโครงการขณะนั้น นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็น รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นรูปแบบของการจ่ายน้ำแบบต่างประเทศ เป็นระบบให้ใช้น้ำกับพืชน้ำหยด พืชฤดูแล้งหรือพืชที่ต้องการน้ำน้อยในระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งระบบนี้จะใช้กับการทำนาไม่ได้ เนื่องจากระบบน้ำหยดท่อที่จะออกเป็นท่อขนาด 2 นิ้ว ทำให้น้ำที่ได้ไม่เพียงพอ จึงมีการปรึกษากันระหว่างกรมชลประทาน เกษตรกรและท้องถิ่น ถ้าเป็นแบบนี้คงใช้ประโยชน์ไม่ได้จึงเปลี่ยนใหม่เป็นระบบท่อตรง เดิมทีท่อพอไปถึงแท็งก์ก็ไม่ดันน้ำขึ้นแท็งก์ แต่ดันน้ำตรงไปอีกท่อหนึ่ง ต่อกันไปเรื่อยๆ ชาวบ้านละแวกนั้นเรียกว่าจานตาบอด คือมีการปิดหน้าแปลนเพื่อไม่ให้ขึ้นแท็งก์น้ำ
 
          เจ้าหน้าที่เทศบาลยังบอกอีกว่า แท็งก์ทั้งหมดนี้บางส่วนยังมีการใช้งานเพราะบางพื้นที่ท่อต่อตรง แบบจานตาบอดไม่ผ่านพื้นที่นาของเกษตรกร ก็จำเป็นต้องขึ้นแท็งก์น้ำเพื่อที่จะส่งน้ำไปในพื้นที่ที่ท่อใหญ่ไม่ผ่าน
 
          “เกษตรกรที่เข้ามาจองคิวรับน้ำเพื่อการเกษตรมากสุดจองถึง 10 ชั่วโมง พอจ่ายเงินเรียบร้อยเทศบาลก็จะปล่อยน้ำไปตามท่อใหญ่ 8 นิ้ว ไม่ต้องขึ้นแท็งก์ แต่ปล่อยลงที่นาโดยตรง 10 ชั่วโมง ได้น้ำใช้ในนาประมาณ 10 ไร่ เกษตรกรก็ทำนาได้สบาย แต่หากปล่อยขึ้นถังจะปล่อยตามท่อเล็กน้ำที่ได้ 10 ชั่วโมงก็จะมาใส่ในนาได้ไม่ถึง 10 ไร่ แต่ช่วงนี้ต้องจำกัดการปล่อยน้ำเพราะน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ลดลงอย่างต่อเนื่อง กลัวว่าน้ำจะไม่เพียงพอก่อนเข้าถึงฤดูฝน” เจ้าหน้าที่เทศบาลบอก
 
          ส่วนงบประมาณที่ดำเนินการทั้งหมด สถานีคลองคอนกรีตที่บ้านโนนฆ้อง มูลค่า 50 ล้านบาท และอีก 1 โครงการอยู่ที่บ้านดอกกอก ใช้งบไป 27 ล้านบาท รวมแล้วเกือบ 100 ล้านบาทเลยทีเดียว 
 
          สำหรับการนำร่องทำโครงการชลประทาน 10 หมู่บ้าน ใน 7 จังหวัดได้แก่ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ศรีสะเกษ จันทบุรี ฉะเชิงเทรา และตราด ใช้งบทั้งสิ้น 875 ล้านบาท ครอบคลุมพื้นที่ทำการเกษตร 50,000 ไร่
 
          แม้ว่าโครงการชลประทานระบบท่อจะถูกชูว่าเป็นการจัดการน้ำแบบก้าวหน้าเพราะใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของเกษตรกรได้ แต่ความเป็นจริงกลับมีเสียงสะท้อนมาอย่างต่อเนื่องจากเครือข่ายประชาชนโดยเฉพาะที่ภาคอีสานว่าล้มเหลว และกลับเป็นการสร้างภาระให้แก่เกษตรกรต้องจ่ายค่าน้ำเพิ่มขึ้น