
ไทย-ฮ่องกงพร้อมดันการค้าการลงทุน-ท่องเที่ยว
27 เม.ย. 2558
นายกฯ หารือทวิภาคี ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เห็นพ้องพร้อมผลักดันความร่วมมือด้านการค้า ลงทุน-ท่องเที่ยว ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่26
เมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 27 เม.ย.58 ที่โรงแรม Mandarin Oriental มาเลเซีย โรงแรมที่พัก นายเหลิ่ง จัน เย้ง ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 26 โดยทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง หลังจากที่เคยมีโอกาสร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 22 ในเดือน พ.ย. 57 ที่กรุงปักกิ่ง และยินดีที่ทราบว่า ผู้บริหารสูงสุดเขตปกครองพิเศษฮ่องกงและครอบครัวนิยมเดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะที่ภูเก็ตและกระบี่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของไทย ว่า มีเสถียรภาพมากขึ้นและอยู่ระหว่างการปฏิรูปประเทศในหลายด้าน โดยรัฐบาลปัจจุบันเน้นการดำเนินความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ได้รับประโยชน์ร่วมกัน และปราศจากคอรัปชั่น ซึ่งฮ่องกงได้แสดงความชื่นชมและมั่นใจต่อการบริหารของนายกรัฐมนตรีที่ตรงไปตรงมา
ด้านความสัมพันธ์ระหว่างกัน ทั้งสองฝ่ายพอใจกับภาพรวมความสัมพันธ์ไทย-ฮ่องกง โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ควรเพิ่มพูนความสัมพันธ์ทางการ ระหว่างภาครัฐให้มากขึ้น ซึ่งไทยได้แสดงความพร้อมที่จะร่วมมือกับรัฐบาลของฮ่องกงในการผลักดันความร่วมมือระหว่างกันให้เป็นรูปธรรม และเห็นพ้องที่จะเป็นประตูซึ่งกันและกัน โดยฮ่องกงเป็นประตูสู่จีน และไทยเป็นประตูสู่อาเซียน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยไทยหวังว่า ฮ่องกงจะใช้ไทยเป็นฐานการลงทุน และเป็นประตูสู่การท่องเที่ยวในภูมิภาคอาเซียน
ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบัน ไทยมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวที่เน้นความเป็นไทย(Thainess) รวมทั้ง ในลักษณะไทยบวกหนึ่ง ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการท่องเที่ยวสู่อาเซียนประเทศอื่นๆ ในขณะที่ฮ่องกงเป็นประตูสำหรับชาวจีนในการเดินทางท่องเที่ยวออกนอกภูมิภาค โดยฝ่ายฮ่องกงได้แสดงความพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวของไทยต่อไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณที่ฮ่องกงเปิดเที่ยวบินให้แก่สายการบินจากไทยมากขึ้น และเสนอให้มีการเปิดเที่ยวบินตรงระหว่างฮ่องกงและเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของไทยแบบ direct flight และ charter flight ซึ่งจะช่วยอำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งผู้นำฮ่องกงเห็นด้วยกับนายกรัฐมนตรีและจะไปดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป
ด้านการค้า ฮ่องกงเป็นคู่ค้าสำคัญลำดับ 9 และเป็นคู่ลงทุนอันดับ 5 และไทยครองตลาดข้าวในฮ่องกงเป็นอันดับ 1อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีเห็นว่าสัดส่วนการนำเข้าข้าวจากไทยในปีที่ผ่านมาลดลง จึงขอให้ฮ่องกงพิจารณาการนำเข้าข้าวจากไทยมากขึ้น ข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพดีและมีหลายประเภทให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ข้าวหอมมะลิพิเศษ และข้าวที่ดีต่อสุขภาพ เช่น ช่วยลดเบาหวาน ซึ่งฝ่ายฮ่องกงเห็นว่า มูลค่าการนำเข้าสินค้าจากไทยยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากปีที่ผ่านมา เพียงแต่ความนิยมของชาวฮ่องกงเริ่มเปลี่ยนเป็นการบริโภคผลไม้จากไทยมากขึ้น และฮ่องกงพร้อมที่จะสนับสนุนสินค้าเกษตรจากไทย เช่นกัน
ด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงการดำเนินโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเพื่อพัฒนาการเชื่อมโยงในภูมิภาค และเชิญชวนให้ฮ่องกงเข้ามาร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าวและในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ซึ่งฮ่องกงมีประสบการณ์ โดยฮ่องกงได้แสดงความสนใจและเห็นว่าปัจจุบันประเทศไทยน่าสนใจสำหรับนักลงทุนที่มีความชำนาญในด้านนี้ อย่างฮ่องกง
สำหรับการเจรจาความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง ไทยแสดงความยินดีที่ได้ทำหน้าที่ประเทศผู้ประสานงานการเจรจาการค้าเสรีอาเซียน-ฮ่องกง และพร้อมจะผลักดันให้การเจรจาเสร็จในปี 2559 ซึ่งฮ่องกงเองก็ยินดีที่ไทยทำหน้าที่นี้ และจะช่วยผลักดันเรื่องนี้ต่อไป
‘นายกฯ’ ร่วมพิธีเปิดประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 26
เมื่อวันที่ 27 เม.ย. เวลา 09.00 น. พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชาและภริยา ได้เข้าร่วมพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 26 ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ ณ ห้อง Plenary Hall ชั้น 1 อาคาร Kuala Lumpur Convention Centre (KLCC) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยนายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานการประชุมสุดยอดอาเซียนได้กล่าวเปิดการประชุม พร้อมการแสดงทางวัฒนธรรม และการเปิดตัวโครงการสถานีโทรทัศน์ “GOASEAN”
จากนั้น พลเอกประยุทธ์ เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 26 แบบเต็มคณะ (plenary) พร้อมกับ ผู้นำอาเซียน 9 ชาติ และนาย เล เลือง มิญ (H.E. Le Luong Minh) เลขาธิการอาเซียน โดยมีวาระการประชุมเกี่ยวกับ การจัดตั้งประชาคมอาเซียน วิสัยทัศน์ของประชาคมอาเซียนภายหลังปี 2015 และทิศทางในอนาคต โดยภายหลังการประชุม ร้อยเอก ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญ ว่า ในที่ประชุม พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีมาเลเซียที่ให้การต้อนรับอยางอบอุ่น และถือโอกาสแสดงความเสียใจอีกครั้งต่อการจากไปของนายลี กวน ยู บิดาผู้ก่อตั้งประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งแสดงความเสียใจที่ได้ทราบข่าวเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเนปาล และขอแสดงความเสียใจต่อรัฐบาลและประชาชนชาวเนปาลสำหรับความสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยในปีนี้ ไทยขอให้ความมั่นใจว่าพร้อมจะให้ความร่วมมือต่อการรวมตัวเปนประชาคมเดียวกันในปีนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ภายหลังปี 2558 สำหรับประเทศไทย ประชาชนคือศูนย์กลางของประชาคมอาเซียน ดังนั้น วิสัยทัศน์ของอาเซียนจะต้องมุ่งสร้างประชาคมที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่และมีความสุข เราต้องยกระดับมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกระทบจากภัยคุกคามต่างๆและคุ้มครองกลุ่มที่เปราะบาง ด้อยโอกาสได้เข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม
นอกจากนี้ ต้องส่งเสริมเกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังทางเศรษฐกิจสำหรับหลายประเทศ แต่กลับไม่มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพและได้รับค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม
ในขณะเดียวกัน ต้องวางรากฐานให้ประชาคมตั้งอยู่บนหลักของกฎกติกา มีธรรมาภิบาล และสามารถเป็นหุ้นส่วนซึ่งกันและกัน ด้วยการเชื่อมโยงระหว่างประเทศในอาเซียน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีส่วนร่วมของทุกประเทศ
สำหรับการสร้างประชาคมอาเซียน ในการสร้างประชาคมอาเซียน นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เพื่อให้ไปสู่วิสัยทัศน์ที่มีร่วมกัน ต้องเร่งดำเนินการให้ประชาคมอาเซียนรวมตัวอย่างลึกซึ้งและเดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในการนี้ เราจำเป็นต้องส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งความเชื่อมโยงในภูมิภาค และความเชื่อมโยงกับภายนอกภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการพัฒนา สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภูมิภาค ซึ่งจะช่วยลดความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และช่องว่างด้านการพัฒนา
ไทยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความเชื่อมโยง การพัฒนาเครือข่ายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของอาเซียน ผ่านโครงการที่เป็นรูปธรรม อาทิ การขยายเส้นทางคมนาคมเพื่อเชื่อมโยงเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายตามแนวระเบียงเศรษฐกิจตอนใต้ ซึ่งประกอบด้วยเส้นทางทั้งถนนและรถไฟ ความร่วมมือกับ สปป.ลาวเพื่อก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 5 และ 6 การสร้างเส้นทางรถไฟจากอรัญประเทศไปยังชายแดนไทย-กัมพูชา และการให้ความช่วยเหลือก่อสร้างสะพานรถไฟเพื่อเชื่อมต่อกับเส้นทางรถไฟในกัมพูชาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสิงคโปร์-คุนหมิง
ไทยกำลังผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษอย่างเป็นรูปธรรมภายในปีนี้ โดยเน้นการพัฒนาพื้นที่ตามแนวชายแดนและระเบียงเศรษฐกิจของอนุภูมิภาค เพื่อเชื่อมโยงฐานการผลิตกับประเทศเพื่อนบ้าน สร้างงานและดึงดูดการลงทุนภายในภูมิภาค
นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันตามแนวคิด “หนึ่งบวกหนึ่ง” บนพื้นฐานที่ว่าประเทศอาเซียนแต่ละประเทศมีจุดขายที่จะช่วยเสริมกันและกันได้ โดยมุ่งดึงดูดการลงทุนเข้าอาเซียน ขยายฐานการผลิตในภูมิภาค และช่วยลดช่องว่างทางเศรษฐกิจในอาเซียน
หากอาเซียนมุ่งมั่นจริงจังเกี่ยวกับการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ต้องเร่งรัดขจัดมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีที่ยังคงกีดกันการค้าระหว่างเรา รวมทั้งส่งเสริมการรวมตัวกันเพื่อความมั่งคั่งของอาเซียนโดยรวม
นอกจากนั้น ควรส่งเสริมการจัดตั้งระบบการเชื่อมโยงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs (วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม) และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
ในขณะเดียวกัน การรวมตัวและความเชื่อมโยงที่เพิ่มขึ้นย่อมมีผลข้างเคียงเชิงลบตามมาด้วย เราจึงต้องเตรียมรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้อย่างจริงจัง โดยประสานงานกันอย่างใกล้ชิด
แผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคและอนุสัญญาอาเซียนว่าด้วยการค้ามนุษย์ก็เป็นอีกตัวอย่างของความร่วมมือ ซึ่งไทยหวังว่า ผู้นำอาเซียนจะสามารถรับรองได้ในปลายปีนี้เพื่อให้บังคับใช้ได้ต่อไป
อาเซียนควรจัดตั้งเครือข่ายความร่วมมือในเรื่องการบริหารจัดการชายแดนอย่างเป็นระบบ โดยมีการแลกเปลี่ยนข่าวกรองและเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างกัน โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่า น่าจะมอบหมายให้ที่ประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านอาชญากรรมข้ามชาติพิจารณาศึกษาเรื่องนี้เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติการที่เป็นรูปธรรมต่อไป
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ประชากรส่วนใหญ่ในอาเซียนประกอบอาชีพเกษตรกรรม แต่ความเป็นอยู่ของเขามักจะผกผันไปตามราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก อาเซียนจึงควรพิจารณาว่าจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการเกษตร ไม่ให้เกษตรกรผู้ผลิตออกไปจากวงจรการเกษตรในอนาคต เนื่องจากรายได้น้อย ขาดทุน เหน็ดเหนื่อย คุณภาพชีวิตไม่ดีขึ้น และไม่มีอนาคต ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อภาคการผลิต
อาเซียนควรพิจารณาความเป็นไปได้ที่อาเซียนจะร่วมมือกันเพื่อเป็นคลังอาหาร (food bank) ของโลก แนวทางหนึ่งที่ประเทศในภูมิภาคอาจพิจารณา คือ การสร้างพันธมิตรรายสินค้า ซึ่งไทยพร้อมจะหารือกับประเทศส่งออกที่สำคัญในอาเซียนเพื่อสร้างพันธมิตรแทนที่จะเป็นคู่แข่งกัน อาเซียนควรเสริมสร้างแนวปฏิบัติที่ดีด้านการเกษตรเพื่อเข้าสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น อีกทั้งยกระดับและทำให้มาตรฐานต่าง ๆ สอดคล้องกัน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร อาจสร้างความร่วมมือด้านเกษตรสมัยใหม่ และควรสร้างตราสินค้าอาเซียน โดยเฉพาะในภาคเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น
ในอนาคต อาเซียนคงต้องส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรมากขึ้น โดยสนับสนุนเขาในการพัฒนาขีดความสามารถ โดยเฉพาะในการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เพิ่มรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ภาคการเกษตรจะได้เป็นเสาสำคัญของการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป
การบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพและการเร่งฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม เพื่อช่วยสร้างน้ำต้นทุน นอกจากจะช่วยส่งเสริมภาคการเกษตรแล้ว ยังช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดได้เพิ่มขึ้น อาเซียนจึงควรตั้งเป้าหมายให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนในอาเซียนสามารถเข้าถึงน้ำที่สะอาดได้ภายในปี 2568 ประชาชนจะมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ก็ต้องมีสภาพแวดล้อมที่ดีและยั่งยืน แต่ปัญหาไฟป่าและหมอกควันเป็นอุปสรรคสำคัญในด้านนี้ อาเซียนควรมีเป้าหมายระยะยาวที่จะให้ภูมิภาคปลอดจากหมอกควัน (haze-free ASEAN) โดยร่วมมือกันปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียน เรื่อง มลพิษจากหมอกควันข้ามแดน ส่งเสริมความตระหนักรู้เรื่องปัญหาหมอกควัน อาทิ การแลกเปลี่ยนข้อมูลในระดับภูมิภาค และเสริมสร้างเครือข่ายระหว่างสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศในภูมิภาค เป็นต้น และควรมีหน่วยงานร่วมในการบริหารจัดการร่วมกันในทุกประเทศ
หากประชาคมอาเซียนจะมีบทบาทอันเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกในอีกสิบปีข้างหน้า ก็ควรสามารถดำเนินการร่วมกันในการรักษาความสงบและส่งเสริมสันติภาพ ประเทศไทยจึงขอเสนอแนวความคิด ดังนี้ หนึ่ง เราควรพยายามหาวิธีส่งเสริมการประสานงานระหว่างกันในเรื่องการรักษาสันติภาพในกรอบสหประชาชาติ เพื่อที่อาเซียนจะได้มีบทบาทในเวทีโลกมากขึ้น สอง เราควรกระชับความร่วมมือระหว่างพลเรือนและทหารในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ (HADR) เพื่อให้อาเซียนสามารถรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างทันท่วงที และสาม เราควรจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียน หรือ ACMM ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปิดอย่างเป็นทางการได้ในช่วงปลายปีนี้ ประชาคมอาเซียนต้องเตรียมรับมือกับประเด็นท้าทายใหม่ ๆ ในอีกสิบปีข้างหน้า ด้วยเหตุนี้ จึงควรส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและการพัฒนา การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีได้ย้ำถึงความสำคัญที่ไทยให้กับการสร้างประชาคมอาเซียนที่ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันและเป็นธรรม
‘นายกฯ’ หนุนบทบาท AIPA สร้างประชาคมอาเซียนที่ตั้งอยู่ในกฎกติกา
27 เม.ย. เวลา 11.15 น.ตามเวลาท้องถิ่น ที่ห้อง Conference Hall 3 ชั้น 3 อาคาร Kuala Lumpur Convention Centre (KLCC) พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลงในการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนรัฐสภาอาเซียน (ASEAN Inter-Parliament Assembly: AIPA) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันให้ฝ่ายนิติบัญญัติของอาเซียนมีบทบาทในการสร้างประชาคมอาเซียน โดยจะจัดขึ้นในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งแรกของแต่ละปี ผู้แทน AIPA ของไทยครั้งนี้ คือ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญของสมัชชารัฐสภาอาเซียน ในฐานะตัวเชื่อมระหว่างประชาชนในระดับรากหญ้ากับประชาคมอาเซียน และในฐานะผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างประชาคมที่ตั้งอยู่ในกฎกติกาของประชาคมอาเซียน
ร.อ.นพ. ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีในการประชุมระหว่างผู้นำอาเซียนกับผู้แทนรัฐสภาอาเซียน ว่า นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สมัชชารัฐสภาอาเซียนเป็นหุ้นส่วนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างประชาคมอาเซียนที่อยู่บนพื้นฐานของกฎกติกา ใน 2 ด้านสำคัญ
ประการแรก ในฐานะผู้แทนประชาชน สมัชชารัฐสภาอาเซียนสามารถช่วยสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และต้องอธิบายว่า ประชาชนเป็นศูนย์กลางหมายความว่าอย่างไร ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างประชาคมเพื่อให้อาเซียนสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง และยังสามารถเป็นสะพานเชื่อมอาเซียนกับประชาชนโดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อยหรือด้อยโอกาส เพื่อให้ประชาชนมีความเข้าใจและสามารถได้รับประโยชน์จากประชาคมอาเซียนอย่างเต็มที่
ประการที่สอง ในฐานะผู้แทนฝ่ายนิติบัญญัติ สมัชชารัฐสภาอาเซียนสามารถสนับสนุนให้รัฐสภาประเทศสมาชิกอาเซียนเร่งยกร่างและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายภายในที่สำคัญ เพื่อให้ความตกลงต่าง ๆ ในกรอบอาเซียนมีผลบังคับใช้อย่างรวดเร็วและทันการณ์ ตลอดจน สร้างความสอดคล้องทางกฎหมายระหว่างประเทศสมาชิกอันจะช่วยส่งเสริมการรวมตัวและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน
การปฏิสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติให้มีอย่างต่อเนื่องต่อไป เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของประชาคมอาเซียนอย่างสมบูรณ์ และทำให้อาเซียนเป็นสิ่งที่จับต้องได้และก่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำความพร้อมของไทยที่จะร่วมมือกับสมัชชารัฐสภาอาเซียนในการสร้างประชาคมอาเซียน และโดยที่เป็นวาระของไทยในการดำรงตำแหน่งเลขาธิการสมัชชารัฐสภาอาเซียน ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2559 ถึง 30 กันยายน 2562 โดยไทยพร้อมที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับสมัชชารัฐสภาอาเซียนต่อไป



