ข่าว

‘ข้าวสังข์หยด’เมืองลุงริชชี่ไรซ์ปั้นด้วยรักและผสานวิถีไทย

‘ข้าวสังข์หยด’เมืองลุงริชชี่ไรซ์ปั้นด้วยรักและผสานวิถีไทย

27 เม.ย. 2558

‘ข้าวสังข์หยด’สุดยอดเมืองลุง ริชชี่ไรซ์ปั้นด้วยรักและผสานวิถีไทย : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยอนัญชนา สาระคู

             ในวัยของสาวน้อยอายุเพียง 20 ปีเศษ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายดายสำหรับหลายๆ คน ที่จะนำตัวเองฝ่าฟันสารพัดอุปสรรคสู่ฝั่งฝัน ซึ่งมีเดิมพันสูงลิบลิ่ว ด้วยงานที่เธอหยิบจับ เกี่ยวเนื่องกับผู้คนพื้นถิ่นในชุมชน และพืชผลทางการเกษตรที่มากตัวแปรเอาแน่นอนอะไรไม่ได้

             ไม่น่าเชื่อว่า ประกายฝันเล็กๆ ของ "กนิดา เสนีย์" ที่ถูกจุดขึ้่นโดยน้องชาย ผู้ทำงานเป็นเซลส์ขายสินค้า รับดูแลตลาดในเขตพื้นที่ภาคใต้ของบริษัทแห่งหนึ่ง จะสร้างแรงบันดาลใจอันประสานพอเหมาะพอเจาะกับภารกิจของคุณแม่ ซึ่งเป็นอาจารย์สอนอาชีวศึกษา ที่จะต้องตอบโจทย์ปัญหาข้าวล้นตลาดให้ได้ จนส่งผลถึงความสำเร็จอย่างงดงามตามมาในอีก 8 ปีให้หลัง

             "ข้าวสังข์หยด"(1) คือผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรเฉพาะถิ่นของ จ.พัทลุง หรือที่บางส่วนเรียกขานกันว่า สินค้าจีไอ(2) เป็นดั่งสะพานเชื่อมนานาปัจจัยเข้าด้วยกันเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของผู้บริหารสาววัย 33 ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ริชชี่ ไรซ์ โปรดักส์ จำกัด - กนิดา เสนีย์

             "ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เป็นข้าวสายพันธุ์แรกของโลกที่ได้รับการขึ้นทะเบียนจีไอ เมื่อปี 2549 เพื่อเป็นการการันตีว่า โปรดักท์นี้ต้องปลูกด้วยสภาพดิน ฟ้า อากาศ และน้ำที่ จ.พัทลุง เท่านั้น ถึงจะได้คุณลักษณะของเมล็ดข้าวที่หุงออกมาแล้วนุ่ม อร่อย มีสารอาหารมากมาย" กนิดา หรือตาล เริ่มนำพาสู่เส้นทางข้าวสังข์หยดของเธอ

             "ตาล" เป็นชาวพัทลุงโดยกำเนิด ถิ่นฐานเกิดเช่นเดียวกับข้าวสังข์หยด จึงช่วยหล่อหลอมให้อุดมคติส่วนตัวชักนำสู่ความพยายามหาทางช่วยเหลือชาวนา ผู้กำลังประสบปัญหาราคาข้าวตกต่ำ เมื่อก้าวแรกที่เธอย่างสู่กิจการนี้เมื่อ 8 ปีก่อน ด้วยการสร้างเครือข่ายเกษตรกร จนเป็นโมเดลแห่งความสำเร็จในทุกวันนี้ ที่มีพร้อมทั้งสินค้าคุณภาพ ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท ริชชี่ ไรซ์ โปรดักส์ จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นระหว่างนั้น และเป็นกลไกสำคัญในการวางจำหน่ายทั้งตลาดภายในประเทศและส่งออก

             "ก่อนหน้านั้นข้าวสังข์หยดมีราคาดี เกษตรกรก็หันมาปลูกกันมากขึ้น แต่เมื่อปลูกมากผลผลิตก็มากขึ้นด้วย จึงต้องเร่งระบายข้าว ตอนนั้นก็เริ่มจากเล็กๆ ไปก่อน โดยพัฒนาแพ็กเกจจิ้งมาเรื่อยๆ จนเริ่มส่งขายในห้างโมเดิร์นเทรด" จุดนี้น่าจะเป็นแสงสว่างที่ตาลแลเห็น หากแต่สินค้าเกษตรยังมีอีกตัวแปรสำคัญคือผู้ผลิต ที่ส่งผลให้ข้าวสังข์หยดของเธอถูกตีกลับ

             "เกษตรกรเองยังไม่ได้คำนึงถึงเรื่องของคุณภาพข้าวมากนัก ทำให้ต้องตัดสินใจเข้าไปลุยด้วยตัวเองตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เพื่อพัฒนาให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพและจะอยู่ได้ในระยะยาวจริงๆ"

             กนิดา ต้องลงแรงต่อสู้แบบถึงลูกถึงคนจริงๆ ในช่วง 3 ปีแรกประสบปัญหาค่อนข้างหนัก ตั้งแต่เข้าไปปรับทัศนคติของชาวบ้าน ควบคู่ไปกับการให้ความรู้ พากลุ่มเกษตรกรไปดูงานเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้พวกเขาได้เข้าใจ และเริ่มมองไปในทิศทางเดียวกัน จนชาวบ้านมีความมั่นใจมากขึ้นว่า เธอเองก็ทำอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน นั่นจึงส่งผลดีให้กลุ่มเข้มแข็งและมีสมาชิกเพิ่มมากขึ้น

             แต่กระนั้นเธอเองก็ยอมรับว่า ไม่ได้ต่อสู้อย่างเดียวดาย หากแต่ยังมีหลายหน่วยงานยื่นมือเข้ามาช่วย โดยเฉพาะหัวหน้าพาณิชย์จังหวัดในสมัยนั้น ให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกร จนสร้างเป็นกลุ่มขึ้นมาและพัฒนาคุณภาพเพื่อนำออกสู่ตลาดอีกรอบ ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี เมื่อได้รับรองจีไอเข้ามาเสริม จึงยิ่งเป็นเครื่องการันตีว่าข้าวสังข์หยดออริจินัล ต้องเป็นข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงเท่านั้น และนี่จึงเป็นที่มาของแบรนด์ "ริชชี่ ไรซ์"

             หลังจากได้รับโอกาสจากทางพาณิชย์จังหวัดให้เข้าไปร่วมงาน ไทยเฟ็กซ์ (งานแสดงสินค้าอาหารระดับนานาชาติในไทย) แม้ตาลจะยอมรับว่า มือใหม่ ดังคำเปรียบเปรยที่ว่า "รู้เลยว่าอนุบาลกับมหาวิทยาลัยต่างกันอย่างไร" แต่กิจกรรมนี้ ก็ทำให้พบว่ามีลูกค้าต่างชาติสนใจสินค้าข้าวสังข์หยด ยังผลให้เป้าหมายส่งออกที่วางไว้ในอีก 3-4 ปีข้างหน้า มาเร็วกว่ากำหนด

             "พอดีกับที่มีปัญหาต้องช่วยเร่งระบายข้าวของคลังจังหวัด และของชาวบ้านก็ที่มีอยู่เยอะ ก็คิดว่า การจะวางขายในห้างสรรพสินค้าในประเทศ อาจจะระบายได้ไม่ทั้งหมด จึงคิดว่าต้องส่งออก ก็นึกถึงลูกค้าที่เจอที่งานไทยเฟ็กซ์ เลยได้ติดต่อทำตลาดส่งออก แต่คำสั่งซื้อจากยุโรปจะเป็นเพียงแพ็กเล็กๆ จึงได้ไปขยายตลาดเพื่อนบ้านคือ มาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดบริโภค และสิงคโปร์ ที่เป็นฮับส่งออกไปประเทศอื่น เช่น ดูไบ และอินโดนีเซีย ทำให้ทั้ง 2 ตลาดเป็นตลาดหลักของเรา และหลังจากนั้นก็ได้ออกงาน มีโอกาสเข้าร่วมในการทำบิสิเนส แมทชิ่ง ก็มีทั้งที่สำเร็จบ้างและไม่สำเร็จบ้าง เช่น ลูกค้าจากจีน สนใจมาก แต่เขาต้องการลอตใหญ่ และต้องการผูกขาดทั้งหมด เพราะผลผลิตเราไม่มากนัก ทำให้ไม่สามารถปิดการขายกับลูกค้าจีนได้"

             ด้วยสัจธรรมข้อที่ว่า ถ้าสินค้าหยุดนิ่ง ก็เหมือนกับเริ่มนับก้าวถอยหลัง ภาระหนักของตาลอีกอย่างหนึ่งก็คือ ต้องสร้างความเข้าใจกับผู้บริโภค ให้เห็นความแตกต่างระหว่างข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุงกับที่อื่น จึงได้ทำเป็นเรื่องราวบอกเล่าผ่านแพ็กเกจจิ้ง ดังปรากฏในรุ่น ลิมิเต็ด อิดิชั่น ขนาดแพ็กเกจ 2 กิโลกรัม ราคา 599 บาท สามารถขายได้หมด 3,000 กล่อง ภายใน 2 สัปดาห์เท่านั้น

             "เหตุการณ์นี้เหมือนทำให้เราแจ้งเกิดอย่างเป็นทางการ และเป็นที่มาที่ทำให้สินค้าเราเป็นที่ยอมรับ และรู้จักในกลุ่มลูกค้าที่รักสุขภาพ ตั้งแต่ระดับบีบวกขึ้นไป"

             การต่อยอดผลิตภัณฑ์ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการบอกเล่าเรื่องราว กนิดา บอกว่า บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่แปรรูปจากข้าว เช่น แครกเกอร์ ที่ทำจากข้าวสังข์หยด 100% หลังจากได้ทำงานวิจัยมา 2-3 ปี และเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อต้นปี 2558 ที่ผ่านมา และขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์กับลูกค้าไต้หวันอีกบางส่วน จึงคิดว่าสินค้าตัวนี้น่าจะทำตลาดส่งออกได้ทั้ง 100% และยังมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมน้ำมันรำข้าว ที่จะเริ่มนำออกมาทำเป็นแบรนด์ของตัวเองด้วยหลังจากซัพพลายรำข้าวเข้าโรงงานผลิตอาหารเสริมมานานกว่า 2 ปีแล้ว

             ตาลวางเป้าหมายของธุรกิจของบริษัทเอาไว้ อยากให้ ริชชี่ ไรซ์ อยู่ในตำแหน่งลูกค้าระบบบนขึ้นไป เพราะเป็นการบ่งบอกถึงผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และมีจีไอเป็นเครื่องหมายการันตี แต่สำหรับการเติบโตของธุรกิจแล้ว เธอมองไปที่ตัวผลิตภัณฑ์อื่นๆ เช่น แครกเกอร์ ซึ่งจะได้โอกาสจากตลาดที่เติบโต และสามารถสร้างมูลค่าได้มากขึ้นจากการส่งออกแบบ 100%

             เช่นเดียวกับกระแสการบริโภคอาหารออร์แกนิกในระดับโลกที่เป็นอีกหนึ่งตัวเสริม เธอเห็นว่า ถ้าประชากรโลกบริโภคอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ดีต่อสุขภาพ คนก็ตาย ล้มป่วย เป็นโรคเยอะ จึงเป็นคำตอบที่ว่า เหตุใดเทรนด์ออร์แกนิก เทรนด์รักสุขภาพจึงเกิดขึ้น และเป็นกระแสที่แรงมากในต่างประเทศ จนทำให้เชื่อได้ว่า จะสามารถทำตลาดได้ด้วยสินค้าออร์แกนิก ที่สามารถทำราคา และสร้างตลาดให้เติบโตจริงๆ

             "การทำตลาดข้าวสังข์หยด คือจุดเกิดของบริษัท แต่ตัวที่จะทำให้บริษัทเติบโตต่อไปคงไม่ใช่ข้าวสังข์หยดที่จะรักษาระดับให้คงอยู่ต่อไปในระยะยาว ส่วนสินค้าที่จะทำให้เราเติบโตคงจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่แปรรูปจากข้าวตามโปรเจกท์อีกหลายตัว" ตาล กล่าว และย้ำว่า แบรนด์ริชชี่ ไรซ์ จะยังคงเป็นตัวแทนการถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และการดำรงชีวิตของคนไทยตามอุดมการณ์ของเธอ

             "เมื่อได้รับฟังปัญหาจากเกษตรกร ก็คิดแต่อยากเข้าไปช่วยเหลือพวกเขาที่มีปัญหา แต่พอทำไปเรื่อยๆ ก็ได้ค้นพบว่า บ้านเรามีแหล่งขุมทรัพย์อยู่ในมือแท้ๆ เป็นแหล่งทรัพยากรที่มีคุณค่าและอุดมสมบูรณ์มาก จึงคิดว่าทำไมเราไม่พัฒนาทรัพยากรของเราด้วยการมองไปในระยะยาว นั่นก็คือแนวทางอนุรักษ์ อย่างการทำการเกษตรแบบออร์แกนิก ซึ่งเป็นแนวทางที่จะช่วยรักษาธรรมชาติของเราไว้"

             นั่นคือทั้งหมดบนเส้นทางการต่อสู้ ก่อนที่จะถึงบทสรุปแห่งความอิ่มเอมในทรัพยากรและถิ่นฐาน ที่กนิดาเชื่อว่า มีมูลค่าเหนืออื่นใดไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ารสชาติของข้าวสังข์หยดที่เธอปลื้มปีติ

             "ถ้าใครมองว่า ข้าวสังข์หยดมีมูลค่าเพียงนิดเดียว แค่ปีละ 1,000 ตันข้าวสารเท่านั้น เราก็ต้องถามกลับว่า ชีวิตเราต้องมีเงินพันล้านหมื่นล้านหรือ เพราะการที่ได้ช่วยเหลือคน ได้ช่วยพัฒนาจังหวัด ได้ทำงานกับธรรมชาติ แค่นี้เราก็มีความสุขและภาคภูมิใจแล้ว"


ถอดบทเรียนไรซ์เบอร์รี่เสริมแกร่งสังข์หยด

             ปัจจุบัน จ.พัทลุง มีผลผลิตข้าวสังข์หยดเพียงปีละประมาณ 1,000 กว่าตันข้าวสาร ซึ่งจะมีทั้งข้าวที่อยู่ในระบบจีไอและอยู่นอกระบบ แต่กว่า 60% ของผลผลิตทั้งหมดนี้ถือว่าอยู่ในเครือข่ายของบริษัท ริชชี่ ไรซ์ โปรดักส์ และเกินกว่าครึ่งหนึ่งของข้าวในระบบจีไอ อยู่ในมือบริษัท ริชชี่ ไรซ์ โปรดักส์ จำกัด

             เฉพาะข้าวจีไอปีที่แล้ว มียอดขาย 300-400 ตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท ส่วนการทำตลาดข้าวสังข์หยดจีไอนั้น จะค้าขายกับประเทศที่มีความต้องการซื้อ เช่น ประเทศในแถบยุโรป

             สำหรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท ริชชี่ ไรซ์ นั้น "กนิดา เสนีย์" กรรมการผู้จัดการ บอกว่า อยากจะทำตลาดส่งออกข้าวสังข์หยดทั้ง 100% เพราะคิดว่าต้องส่งออกทั้งหมด ถึงจะช่วยเกษตรกรทั้งจังหวัดได้ หากขายเฉพาะในประเทศจะช่วยได้เฉพาะแค่กลุ่มเล็กๆ เท่านั้น เพราะคนไทยบริโภคข้าวสังข์หยดไม่มากนัก ทั้งๆ ที่เราก็ถือครองตลาดในห้างโมเดิร์นเทรดได้เกือบทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทางผู้บริหารของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ก็บอกว่า ถ้าส่งออกทั้งหมดก็จะทำให้คนไทยอดกินข้าวดีๆ จึงตกลงที่จะวางตลาดในประเทศ 40-50% ทั้งในห้างโมเดิร์นเทรด และตลาดเพื่อสุขภาพ และส่วนที่เหลือจะเป็นการส่งออก

             กนิดา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ยังได้รับนโยบายใหม่จากทางจังหวัด หลังจากจังหวัดอื่นๆ ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกข้าวเพื่อสุขภาพ เป็นข้าวเมล็ดสีต่างๆ เช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ แต่ปัจจุบันตลาดข้าวไรซ์เบอร์รี่กำลังอยู่ในช่วงขาลง ราคาปรับลดลงจากจากเมื่อ 2 ปีที่แล้ว จากกิโลกรัมละ 180-190 บาท เหลือ 50 บาทกว่า จึงห่วงกันว่า ข้าวสังข์หยดจะประสบปัญหาทำนองเดียวกัน ทางจังหวัดจึงประชุมทุกฝ่ายและพยายามตอบโจทย์ว่า การทำตลาดในประเทศคงทำได้แค่ระดับหนึ่งเท่านั้น

             "สิ่งที่จะช่วยได้มากก็คือ การขยายตลาดต่างประเทศ จึงมองไปยังตลาดอาหรับ และสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ หากสามารถผลิตข้าวได้มากพอ ก็น่าจะกลับไปคุยกับลูกค้าจีนได้อีก" กนิดากล่าว

             อย่างไรก็ตาม กนิดายอมรับว่า ขณะนี้ข้าวสังข์หยดได้รับผลกระทบจากปัญหาสะสมจากโครงการรับจำนำข้าว ที่ทำให้ราคาข้าวในตลาดปรับลดลง รวมทั้งข้าวสังข์หยดด้วย อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่รัฐบาลก่อนหน้าเปิดโครงการรับจำนำข้าว กลุ่มเกษตรกรของ จ.พัทลุง ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด และทางบริษัทก็ได้รับประกันราคาข้าวในราคาที่ค่อนข้างสูง เช่น ปัจจุบันแม้ว่าราคาข้าวจะลดลง แต่ยังรับซื้อในราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าตลาด โดยปีนี้ราคาข้าวอยู่ที่เกวียนละ 9,000-10,000 บาท แต่บริษัทรับซื้อเป็นข้าวสดที่ราคาเกวียนละ 12,000 บาท และหากเป็นข้าวออร์แกนิกจะรับซื้อเกวียนละ 15,000-16,000 บาท

--------------------------------------------------------------------------------------------

(หมายเหตุ : (1) ข้าวสังข์หยด พัทลุง พันธุ์ข้าวที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชดำริเมื่อปี พ.ศ. 2543 ให้โครงการฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริฯ จังหวัดพัทลุง ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ปลูกข้าวพันธุ์สังข์หยด ในพื้นที่แปลงนา ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง ต่อมาเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 พระองค์เสด็จฯ ไปยังฟาร์มตัวอย่างตามพระราชดำริ โดยศูนย์วิจัยข้าวพัทลุงได้ทูลเกล้าฯ ถวายข้าวสังข์หยด ซึ่งทรงนำมาเสวย และมีรับสั่งว่าอร่อย โปรดให้นำข้าวสังข์หยดกลับมาปลูกใหม่เพื่อเผยแพร่ และรักษาพันธุ์ข้าว ต่อมาในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา โปรดให้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวสังข์หยดเผยแพร่กับประชาชนที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (ข้อมูลจาก www.ricesiam.com)

(2) สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือข้าวจีไอ (Geographical Indications : GI) ถือเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย ภายใต้พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ พ.ศ.2546 ซึ่งได้นิยามว่า หมายถึง ชื่อ สัญลักษณ์ หรือสิ่งอื่นใดที่เรียกหรือใช้แทนแหล่งภูมิศาสตร์ และบ่งบอกได้ว่าเป็นสินค้าที่ผลิตหรือเกิดจากแหล่งภูมิศาสตร์นั้น เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง มีคุณภาพ และมีคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะเฉพาะแหล่งภูมิศาสตร์)