ข่าว

ตำรวจบุกช่วยแรงงานพม่าถูกกักขัง

ตำรวจบุกช่วยแรงงานพม่าถูกกักขัง

27 เม.ย. 2558

ตำรวจสมุทรสาครบุกเข้าช่วยแรงงานชาวพม่าถูกกักขัง เตรียมส่งลงเรือประมง

 
         เมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2558 พ.ต.ต.สุทธิพงษ์ อ่อนละออ สวป.สภ.เมืองสมุทรสาคร รับแจ้งเหตุจาก นางโสภา อายุ 50 ปี สัญชาติพม่า ว่า สามีตนถูกจับตัวไว้เพื่อเรียกค่าไถ่ เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท ที่บริเวณหน้าสำนักงานทางหลวงชนบทสมุทรสาคร ม.3 ต.บางหญ้าแพรก อ.เมือง จ.สมุทรสาคร จึงสั่งการให้ ร.ต.ท.เมธี มณีนพรัตน์ รองสวป.สภ.เมืองสมุทรสาคร หัวหน้าหน่วยบริการประชาชนวัดตึกมหาชยาราม นำกำลังไปตรวจสอบ พบมีชายสองคน ได้ควบคุมตัว นายมินมิน อายุ 34 ปี สัญชาติพม่าไว้
 
         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคนร้ายเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ต่างวิ่งหนีเข้าป่าข้างทางไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับตัวได้ 1 คน คือนายซัน อายุ 40 ปี สัญชาติพม่า จากนั้นขยายผลไปจับกุมเจ้าของห้องที่ใช้เป็นที่กักขังหน่วงเหนี่ยวผู้เสียหาย คือ นายโย อายุ 45 ปี สัญชาติพม่า
 
         โดยนายมินมิน ผู้เสียหายกล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุเมื่อเวลา 10.00 น.ของวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา ขณะที่ตนนั่งกินข้าวที่ร้านริมทาง บริเวณวัดคลองซื่อ ต.บางโทรัด อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ได้มีคนร้ายประมาณ 6-7 คน ได้มาจับตัวตนขึ้นรถกระบะสีขาว ไม่ทราบยี่ห้อรุ่น และพาตนมากักขังไว้ที่ห้องเช่า บริเวณณรงค์มิตร ต.มหาชัย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร
 
         “โดยขณะที่อยู่ในห้อง ก็ไม่ได้กินอะไรเลย โดยถูกนายซันข่มขู่ทำร้ายและทุบตี จนร่างกายมีบาดแผล เป็นรอยฟกช้ำดำเขียวทั้งตัว พร้อมขู่จะฆ่าอีกด้วย ส่วนนายโย เจ้าของห้อง ก็บอกว่า ถ้าไม่ได้เงิน จำนวน 30,000 บาท จะส่งผมลงเรือ โดยผมได้ติดต่อให้เมียเอาเงินมาไถ่ตัว แต่เมียมีเงินแค่ 7,000 บาท ซึ่งคนร้ายก็เอา โชคดีที่ตำรวจช่วยออกมาได้” นายมินมิน ผู้เสียหายกล่าว
 
         ส่วนนายซัน ผู้ต้องหาให้การว่า ตนมาดูแลและกินเหล้าอยู่ที่ห้อง และทำร้ายร่างกายผู้เสียหายจริง เนื่องจากนายมินมินนั้น ได้ไปหลอกกระทำชำเราลูกสาวของเพื่อน จึงได้มีการไปคุมตัวมาเพื่อเจรจาต่อรองเรียกค่าเสียหาย ส่วนนายโยยังไม่ยอมให้การใดๆ บอกเป็นเจ้าของห้องจริง แต่เพื่อนเอาผู้เสียหายมากักขังไว้ ตนเองไม่รู้เรื่อง
 
         เบื้องต้น ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม ตั้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันกรรโชกทรัพย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว พร้อมจะดำเนินการขยายผล ไปตามจับผู้ที่ร่วมก่อเหตุมาดำเนินคดีต่อไป