ข่าว

'แรงบันดาลใจจากเพลงของพ่อ'

'แรงบันดาลใจจากเพลงของพ่อ'

27 เม.ย. 2558

'แรงบันดาลใจจากเพลงของพ่อ'

 
 
 
          พระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถทางดนตรีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งไม่เพียงจรรโลงใจให้รู้สึกรื่นรมย์ หากในอีกมิติยังสร้างแรงบันดาลใจจากเนื้อหาของเพลงอันลึกซึ้งนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตได้ ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด และ บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด จึงจัดแถลงข่าวเปิดตัวโครงการภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว “คีตราชนิพนธ์ บทเพลงในดวงใจราษฎร์” เผยแพร่ 4 ผลงานของ 4 ผู้กำกับจากบทเพลงพระราชนิพนธฺ์ทรงคุณค่า ที่พารากอน ซินิเพล็กซ์ สยามพารากอน วันก่อน
 ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานประชาสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทจัดทำสื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลากหลายรูปแบบเพื่อเทิดพระเกียรติที่ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านดนตรี อย่างสารคดีเฉลิมพระเกียรติและแคมป์สำหรับเยาวชน จนมาถึงโครงการล่าสุดมีการเตรียมการมาร่วม 2 ปี เชื่อว่าสื่อภาพยนตร์เป็นศิลปะที่สามารถถ่ายทอดเพลงพระราชนิพนธ์ได้อีกมิติหนึ่ง โดยเฉพาะการสร้างแรงบันดาลใจ โดยเลือกเพลงพระราชนิพนธ์มา 4 เพลง จากกว่า 50 เพลง มาสร้างเป็นภาพยนตร์ ซึ่งนอกจากจะสื่อความหมายได้ลึกซึ้งแล้ว ก็ยังมีเพลงเพราะๆ ประกอบ ได้แก่ เพลงสายฝน, ความหวังอันสูงสุด, ชะตาชีวิต และยิ้มสู้  
 
          ภาพยนตร์เฉลิมพระเกียรติ 4 เรื่อง ความยาว 130 นาที ชุดนี้ ส่วนใหญ่สร้างจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในสังคม  ได้แก่ เรื่อง “เดอะ ซิงเกอร์” กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร ได้แรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ชื่อ “ชะตาชีวิต” ขับร้องโดย นีรนุช ปัทมสูต และ ธนิดา ธรรมวิมล หรือ “ดา เอ็นโดรฟิน” ซึ่งผู้กำกับร้อยล้านเล่าว่า คุ้นเคยกับเพลงพระราชนิพนธ์ชะตาชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เพลงนี้ดนตรีเป็นแนวบลู พอมาใส่เนื้อร้องภาษาไทยก็มีความหมายลึกซึ้งกินใจ ท่อนจบของเพลงสื่อถึงความหวัง ทางออกชีวิต เนื้อเรื่องเป็นการหยิบเอาข่าวสารที่เกิดขึ้นรอบตัวมาผูกเข้ากับเนื้อหาของเพลง ถ่ายทอดผ่านชีวิตของผู้สูงอายุคนหนึ่งที่บางครั้งรู้สึกโดดเดี่ยว การนำเสนอเรื่องของคนวัยนี้ทำให้ได้แง่คิดหลายอย่างที่บางครั้งคาดไม่ถึง
 
          เรื่อง “อมยิ้ม” กำกับโดย วัลลภ ประสพผล ได้แรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ “ยิ้มสู้” ขับร้องโดยปราการ ไรวา เจ้าตัวเปิดเผยว่า ได้ยินคำว่ายิ้มสู้แล้วรู้สึกมีความหมายบวก เป็นการมองโลกแบบเฟ้อฝันแต่เป็นความจริงและสง่างาม ทุกคนมีความทุกข์ การจะสู้ที่ว่ายากแล้ว แต่สู้แล้วยิ้มนี่สิยิ่งใหญ่มาก นำเสนอเรื่องราวของวัยรุ่นคนหนึ่งที่รู้สึกว่าโลกอยู่ยาก จึงต้องใช้ความพยายามและยิ้มสู้ หลายคนไม่เคยเห็นเขาแสดงอารมณ์อะไรเลย ทว่า ความจริงเขาต้องฟันฝ่าต้องเจอสิ่งต่างๆ มามากมาย ขณะที่เรื่อง “ฝนตกที่ห้วยขาแข้ง” กำกับโดย ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ได้แรงบันดาลใจจากเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” ขับร้องโดย อัญชลี จงคดีกิจ ผู้กำกับคิวทองบอกว่า ชอบโจทย์เพลงนี้จึงทำให้สามารถคิดโครงเรื่องออกมาได้อย่างรวดเร็ว ถ่ายทอดเรื่องราวของวีรบุรุษแห่งผืนป่าห้วยขาแข้ง สืบ นาคะเสถียร สอดคล้องกับพระราชดำรัสของในหลวงที่ทรงสอนให้ทำงานอย่างจริง ทำเพื่อส่วนรวมโดยไม่คำนึงถึงตัวเอง อยากให้สังคมได้รับรู้สิ่งนี้แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะดำเนินชีวิตแบบนี้ 
 
          และเรื่อง “ดาว” กำกับโดย ยงยุทธ ทองกองทุน ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงพระราชนิพนธ์ “ความฝันอันสูงสุด” ขับร้องโดย สหรัถ สังคปรีชา และ กรณิศ เล้าสุบินประเสริฐ ซึ่งยงยุทธ บอกว่าเพลงนี้บางมุมไม่จำเป็นต้องถ่ายทอดออกมาให้หึกเหิม เฉพาะเหตุการณ์เสียเลือดเนื้อใหญ่โตแบบที่สันติ ลุนเผ่ ขับร้อง แต่สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไปก็ได้ 
 
          “ผมอยากถ่ายทอดเรื่องราวของเด็กที่ตั้งใจทำดีให้พ่อเห็น โดยมองเรื่องการเชิญธงชาติหน้าเสาธงในตอนเช้าเป็นเรื่องน่ายิ่งใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่คนที่จะได้รับคัดเลือกมักเป็นเด็กเรียนดีหรือสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน แต่เด็กคนนี้เรียนไม่เก่งแต่ก็อยากเป็นผู้เชิญธงสักครั้งให้พ่อภูมิใจในตัวเขา เป็นฝันเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนธรรมดาคนหนึ่ง”  ยงยุทธ กล่าว 
 
          ร่วมสร้างแรงบันดาลใจจากบทเพลงของพ่อ โดยรอบปฐมทัศน์จะมีขึ้นวันที่ 6 พฤษภาคม และระหว่างวันที่ 7-10 พฤษภาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ 10 สาขา อาทิ สาขาปิ่นเกล้า, รัชโยธิน, เชียงใหม่, โคราช, ขอนแก่น เป็นต้น รับบัตรชมฟรี www.คีตราชนิพนธ์.com