ข่าว

กรีนพีซแนะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส แก้ปัญหาเรื้อรังประมงไทย

กรีนพีซแนะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส แก้ปัญหาเรื้อรังประมงไทย

26 เม.ย. 2558

กรีนพีซแนะพลิกวิกฤติเป็นโอกาส แก้ปัญหาเรื้อรังประมงไทย

 
                         คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป (อียู) ออกประกาศให้ใบเหลืองสินค้าประมงไทยอย่างเป็นทางการ เพื่อแจ้งเตือนไทยต่อกรณีที่ยังไม่มีมาตรการเพียงพอตามกฎระเบียบว่าด้วยการป้องกัน ต่อต้าน และขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ไร้การควบคุม หรือกฎระเบียบ (ไอยูยู) โดยกำหนดระยะเวลา 6 เดือน ให้แก้ไขปัญหานั้น มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นครั้งแรก นอกจากจะมีประเด็นเรื่องการค้าประมงผิดกฎหมายแล้ว ยังมีประเด็นเรื่องการประมงที่ทำลายล้าง เช่น มีการประมงที่จับสัตว์น้ำที่ไม่เกี่ยวข้อง ไม่ได้นำมาใช่ในเชิงพาณิชย์ สัตว์ที่หายาก จำพวกโลมา เต่า เป็นต้น
 
                         การที่อียูออกมาเตือนถือเป็นกรณีที่มีการทบทวนมาอย่างดีแล้ว เพราะในอดีตก็มีการพูดคุยกันมานานกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังไม่ได้ทำอะไรที่เพียงพอ ยังสะเปะสะปะ ดังนั้นระยะเวลา 6 เดือน ที่ให้ไทยแก้ไขนั้น อียูต้องการเห็นความคืบหน้าในเชิงที่ทำให้เห็นว่าจะรับประกันได้ว่าสินค้าสัตว์น้ำหรือสินค้าประมง ที่ส่งออกไปอียูปลอดจากการประมงที่ผิดกฎหมายหรือที่ทำลายล้าง ซึ่งหากเวลา 6 เดือนนี้ไทยไม่สามารถจัดการปัญหาได้ก็จะโดนใบแดงนั่นคือ การห้ามนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยและจะส่งผลต่อการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารทะเล
 
                         ส่วนในระยะเวลา 6 เดือนนี้ จะต้องเริ่มต้นทำอะไรนั้น ในมุมมองของ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมากรมประมงทำงานหนักพอสมควรกับการแก้ปัญหา แต่ยังไม่ได้คิดให้พ้นจากกรอบเดิมที่มีอยู่ คือทำให้เรือประมงที่ทำการประมงในประเทศไทยถูกต้องตามกฎหมายโดยการไปขึ้นทะเบียนเรือ มีการติดจีพีเอส เพื่อให้มีการติดตามตำแหน่งได้สะดวก และมีการบันทึกลงข้อมูลไว้ว่า เรือลำนี้ละเมิดข้อตกลงที่มีอยู่หรือไม่
 
                         "ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือ กรมประมงอาจจะใช้กรณีนี้มาเป็นข้ออ้างในการนิรโทษกรรมเรืออวนลากเถื่อน ที่เดิมเคยยกเลิกไปแล้ว อาจนำกลับมารื้อฟื้นใหม่ โดยเรืออวนลากเถื่อนที่กวาดสัตว์น้ำในประเทศไทย 2,000 กว่าลำ ต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งฝ่ายที่ทำงานเรื่องเกี่ยวกับประมงมองว่า กรมประมงไม่ควรทำแบบนี้ สิ่งที่ควรทำคือควรมีมาตรการให้ยกเลิกการใช้เครื่องมือประมงที่ผิดกฎหมาย ควรยกเลิกการใช้เครื่องมือพวกนี้ไปเลยจะเป็นทางออกที่ดี”
 
                         กรมประมงไม่ควรโฟกัสเรื่องทำให้เรือประมงถูกกฎหมาย หากเกิดมีการสอดแทรกเอาเรืออวนเถื่อนเข้ามา จะกลับไปสู่วงจรเดิมคือ ทะเลถูกทำลาย ทะเลที่เสื่อมโทรมจะเสื่อมโทรมหนักขึ้น ผลประโยชน์ที่ได้คือ ลากเอาพวกสัตว์น้ำเล็กๆ ไปทำปลาป่น เพราะฉะนั้นกรมประมงไม่ควรมองแค่เรื่องการทำเรือ ควรสั่งห้ามเครื่องมือการประมงที่ทำลายล้างทุกชนิดในขนาดเดียวกันจะเป็นจุดแข็งที่สามารถไปคุยกับอียูได้ว่า นี่เป็นมาตรการสำคัญที่ประเทศไทยสามารถทำได้
 
                         ประเทศไทยเป็นอันดับ 3 ของอุตสาหกรรมอาหารทะเล การที่พลิกมาเป็นอันดับต้นของโลกไม่ได้หมายความว่าต้องไปพึ่งพาวงจรที่ผิดกฎหมายทำลายธรรมชาติ ห่วงโซ่ซัพพลายเชนเอาปลาอินโดนีเซีย เอาปลาจากแปซิฟิก บางครั้งก็ไม่มีการสืบว่า ปลาเหล่านี้มาจากไหน ต้นตอของปลาว่าปลาตัวนี้จับมาได้อย่างไร
 
                         "ในบางกรณีสินค้าสัตว์น้ำที่มาจากทะเลลึกจะมีการขนถ่ายกลางทะเล ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศยังทำไม่ได้ เพราะเรือลำหนึ่งไปกวาดปลาจากทะเลแล้วแทนที่จะเอาเข้าฝั่งว่าจับปลาได้กี่ตัว แต่กลับขนถ่ายทางกลางทะเล และลำที่ถูกขนถ่ายจึงสามารถจับปลาต่อได้ ซึ่งในทางกฎหมายสากลถือว่าผิดกฎหมาย ประเทศไทยจำเป็นต้องขยายบทบาทของตัวเอง และจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และระดับภูมิภาค ทำงานร่วมกับอียู หรือประเทศอื่นๆ ที่ทำประมงร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดการขนถ่ายสินค้าประมงกลางทะเล" ผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุ
 
                         การให้ใบเหลืองของอียู ไม่ได้แปลว่าเขาไม่สนใจไยดีอะไรประเทศไทย แต่นี่คือการเรียกร้องให้เกิดการทำงานร่วมกัน เพื่อที่จะผลักดันการประมงที่ยั่งยืน ซึ่งรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส มากกว่าบ่นรำพึงว่าอียูไม่ยุติธรรม เป็นการกีดกันทางการค้า 
 
                         หากยังมัวแต่วิตกกังวลแล้วไม่ลงมือทำ อีก 6 เดือน เกิดได้ใบแดงขึ้นมา จะทำให้เศรษฐกิจด้านการประมงนี้จบกันเลย...!!!