สปช.จ้องล้างโจทย์การเมือง
26 เม.ย. 2558
สปช.จ้องล้างโจทย์การเมือง รื้อ 4 โครงสร้างอำนาจใหญ่ร่างรธน. : โดย...ขนิษฐา เทพจร
ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ “กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ” เสนอให้ที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ.2557 ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว และเหลือเพียงการพิจารณาให้ความเห็นและข้อเสนอแนะในวันที่ 27 เมษายน นี้ เป็นวันสุดท้าย
สาระของการอภิปรายเพื่อให้ข้อเสนอแนะ ระหว่างวันที่ 20-26 เมษายน เน้นเนื้อหาไปยังบทบัญญัติที่เกี่ยวกับโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ซึ่งเขียนไว้ในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง โดยเฉพาะหมวดที่ว่าด้วยรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และหมวดที่ว่าด้วยคณะรัฐมนตรี โดยมี สปช.129 คน ใช้เวลาอภิปรายมากถึง 25 ชั่วโมง 40 นาที ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 22-24 เมษายน
สำหรับประเด็นใหญ่ที่ สปช.ทักท้วง คือ แก้โจทย์การเมือง ที่ “36 ปราชญ์” ตั้งสมมุติฐานว่านักการเมืองชั่ว เป็นต้นเหตุของการคอร์รัปชั่น ทุจริตทุกระดับ และนำสมมุติฐานมาวิเคราะห์และเขียนบทบัญญัติที่ “ลดอำนาจฝ่ายการเมือง-นายทุนพรรคการเมือง”- “เพิ่มมาตรการถ่วงดุลและตรวจสอบฝ่ายบริหารอย่างเข้มข้น” ตั้งแต่กระบวนการเข้าสู่อำนาจทางการเมือง ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติ และ “จัดระบบการเข้าสู่อำนาจ"
ทั้งนี้ จำแนกรายละเอียดได้ 4 ประเด็นหลัก คือ 1.ที่มานายกฯ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้มาจากบุคคลที่ไม่เป็น ส.ส.และให้ใช้เสียงเห็นชอบ 2 ใน 3 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเปิดช่องแก้ไขวิกฤติการเมือง ช่วงปี 2557 ที่รัฐบาลเจอความล้มเหลวของการบริหารแต่ไม่ยอมลาออก จนนำไปสู่การยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ
แม้ความเห็นและข้อเสนอแนะของ สปช.ส่วนหนึ่ง จะเห็นด้วยกับประเด็นนี้ เพราะมองว่าเป็น “ประตูฉุกเฉิน” เพื่อหนีตายจากวิกฤติของประเทศหากเกิดภาวะยึดอำนาจ-ฉีกรัฐธรรมนูญ อย่างปี 2557 ซ้ำอีก แต่เงื่อนไขของการใช้ประตูฉุกเฉิน ควรเขียนไว้ให้รัดกุม เพื่อกันไม่ให้ “กลุ่มที่ต้องการใช้เป็นทางลัดเพื่อเข้าสู่อำนาจ” นำไปใช้ได้ง่าย โดยมีข้อเสนอให้นำมาตรการฉุกเฉินไปไว้ในบทเฉพาะกาล ที่สามารถเขียนเงื่อนไขกำกับการใช้ได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นของ “นายกฯ คนนอก” สปช.อีกส่วนหนึ่ง ไม่เห็นด้วย และขอให้ตัดออกจากตัวร่างรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลสำคัญคือ “นายกฯ” คือผู้นำการบริหารประเทศ ที่ต้องยึดหลักบริหารที่รับผิดชอบต่อประชาชน ผ่านการยึดโยงกับประชาชนจากการเลือกตั้ง หาก “นายกฯ” ไม่ยึดโยงกับ “ประชาชน” อาจเกิดปัญหาในแง่การบริหารได้ และนายกฯ คนนอก ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากสังคม อาจทำให้เกิดการไม่ยอมรับจากสังคมส่วนใหญ่ได้
สำหรับทิศทางการตัดสินใจของ “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” มีแนวโน้มที่จะคงบทบัญญัติเรื่อง “นายกฯ คนนอก” ไว้ โดย “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ" ประธาน กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันกลางที่ประชุมว่า จะปรับแก้ในรายละเอียด คือ เงื่อนไขก่อนที่ “คนนอก” จะได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นนายกฯ ต้องผ่านด่านการได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ด้วยเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนสมาชิกสภาก่อน เพื่อให้เป็นของยาก หากผู้ต้องการอำนาจนอกถนนเลือกตั้ง ต้องการใช้เปิดประตูฉุกเฉิน ลัดสู่ระบบการเมืองอย่างเป็นทางการ
2.ระบบเลือกตั้ง ส.ส.ที่ใช้รูปแบบสัดส่วนผสม-ประชาชนมีสิทธิจัดลำดับผู้สมัคร ส.ส. (โอเพ่นลิสต์) ได้ เหตุผลสำคัญเพื่อให้ได้ ส.ส. แต่ละพรรคตรงกับความนิยมของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่แท้จริง
ประเด็นนี้ในคราวแรกที่อภิปราย มีผู้ไม่สนับสนุนโดยทันที เพราะบริบททางการเมืองที่เต็มไปด้วยการซื้อสิทธิ ขายเสียง และความไม่เข้มแข็งของระบบตรวจสอบเพื่อเอาผิดคนทุจริตเลือกตั้ง อาจเปิดช่องให้เกิดการซื้อเสียงซึ่งหนักยิ่งกว่าการเลือก ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง อีกทั้งหากเปิดโอกาสให้ประชาชนจัดอันดับผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อได้ จะก่อให้เกิดการแข่งขันกันเองระหว่างผู้สมัครในบัญชีของพรรคเดียวกันเพื่อชิงคะแนนนิยมจากประชาชน ซึ่งอาจทำให้ผู้สมัครในพรรคเดียวกัน แตกแยกขัดแย้งกันเอง จนนำไปสู่การทำลายโครงสร้างความเป็นสถาบันการเมืองของพรรคการเมือง นอกจากนั้นยังเห็นว่าการใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมที่ผลลัพธ์ออกมาเป็นรัฐบาลผสม ยิ่งทำลายระบบการพัฒนาประเทศที่ต้องใช้ความมีเสถียรภาพทั้งในคณะผู้บริหารและนโยบาย
ขณะที่ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่นำรูปแบบมาจากประเทศเยอรมนีมาใช้ และใช้ระบบโอเพ่นลิสต์นั้น มี สปช.ส่วนหนึ่งสนับสนุน เพราะมั่นใจว่าหากให้ประชาชนคือผู้ที่ตัดสินใจเลือก “ผู้อาสาเป็นตัวแทนราษฎร” เป็นที่รู้จัก เห็นผลงานอย่างแท้จริง จะได้คนที่มีความสามารถเข้าไปบริหารประเทศและออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง
สำหรับแนวโน้มการพิจารณาของ “กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ” เชื่อว่าจะไม่ปรับระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม เพราะ “พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช" ที่ปรึกษา กมธ.ยกร่างฯ ยืนยันว่าจะคงบทบัญญัติเดิมไว้ หลังผ่านการศึกษาวิเคราะห์อย่างรอบคอบแล้วว่าระบบนี้เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย
3.ให้สิทธิกลุ่มการเมือง ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.
ข้อเสนอของ “สปช.” โดยหลักใหญ่เห็นควรให้ตัดออก เพราะมองว่า หากให้กลุ่มการเมืองที่เคลื่อนไหวทางการเมืองเข้าสู่การเมืองในระบบ อาจเป็นพาหะที่นำความขัดแย้งที่รุนแรงเข้าสู่สภาหินอ่อนได้ อีกทั้งการไม่กำหนดกติกาที่ใช้บังคับแก่กลุ่มการเมืองที่ชัดเจน จะทำให้ “นายทุนพรรคการเมือง” ใช้กลุ่มการเมืองเป็นนอมินีในสนามเลือกตั้ง หรือจับเป็นพันธมิตร ฮั้วกันทางการเมืองในสภา ซึ่งอาจส่งผลให้การเมืองในสภาล้มเหลวซ้ำซาก อย่างไรก็ตามยังมี สปช.ส่วนหนึ่งสนับสนุนประเด็นนี้ เพราะมองข้ามความขัดแย้งไปสู่กลุ่มการเมืองที่เป็นตัวแทนประชาชนจริงๆ ในพื้นที่ที่จะมีโอกาสเข้าสู่การเมืองในระบบเพื่อทำหน้าที่พิทักษ์ประโยชน์ของกลุ่มต่างๆ เช่น เกษตร ชาติพันธุ์ ได้อย่างแท้จริง
สำหรับแนวโน้มการตัดสินใจของ “กมธ.ยกร่ารัฐธรรมนูญ” มีแนวโน้มที่จะอภิปราย ถกในเหตุผลให้รอบคอบกว่าเดิม และคำนึงถึงประโยชน์ที่แท้จริงมากกว่าการต่อรองเพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม
4.ที่มาของ ส.ว. มาจาก 3 รูปแบบ คือ เลือกตั้งหลังถูกกลั่นกรอง 77 จังหวัด, เลือกกันเองของผู้แทนของ 8 กลุ่มองค์กร และสรรหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ 26 ด้าน
ข้อเสนอแนะของ สปช. เห็นชัดว่ามีครึ่งต่อครึ่ง ที่ให้แก้ไข และคงไว้แบบเดิม โดยคนที่ไม่เห็นด้วยเพราะขาดการยึดโยงกับประชาชน ให้อำนาจมากโดยไม่สมดุลกับที่มา เช่น กรณีให้ ส.ว.ที่มาจากการเลือกสรร มีอำนาจถอดถอนนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ขณะที่กลุ่มที่เห็นด้วยเพราะถูกใจความหลากหลายของบุคคลที่จะได้รับเลือกมาทำหน้าที่ ส.ว. ซึ่งก่อให้เกิดประโยชน์ในแง่การไตร่ตรองกฎหมายตามความเชี่ยวชาญ
สำหรับแนวโน้มของการพิจารณา มีทิศทางที่จะทบทวนเรื่องจำนวน และที่มาอีกครั้ง ซึ่งอาจกลับไปใช้ในรูปแบบที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คุยกันไว้ก่อนหน้านี้ว่า ให้มีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนตามกลุ่มอาชีพ ซึ่งคนที่จะเข้ากระบวนการต้องสมัครและถูกกลั่นกรองโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก่อน
อย่างไรก็ตาม 4 ประเด็นหลัก ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ “สปช.” เสนอให้แก้ไขเพื่อปรับสมดุลการใช้อำนาจ และลดความทับซ้อนของการปฏิบัติหน้าที่ เช่น สภาตรวจสอบภาคพลเมืองในแต่ละจังหวัด ที่ซ้ำซ้อนกับระบบตรวจสอบขององค์กรอิสระ หรือการแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า โดยกรรมการแต่งตั้งโดยระบบคุณธรรมที่ตัดอำนาจไตร่ตรองโดยรัฐมนตรีออก
------------------
(สปช.จ้องล้างโจทย์การเมือง รื้อ 4 โครงสร้างอำนาจใหญ่ร่างรธน. : โดย...ขนิษฐา เทพจร)



