
จตุพรโพสต์อย่ากลัวการเลือกตั้งช้า
จตุพรโพสต์อย่ากลัวการเลือกตั้งช้า จงกลัวเลือกตั้งเร็วแต่กติกาไม่เป็นปชต. บิ๊กตู่ขอบคุณทุกฝ่ายเคลื่อนไหวเข้าร่วมเวทีพูดคุย
�������������� เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น. วันที่ 24 เม.ย.2558� นายจตุพร พรหมพันธุ์ โพสต์เฟซบุ๊ค Jatuporn Prompan - จตุพร พรหมพันธุ์ความโดยสรุปว่า "ผมขอส่งเสียงบอกไปยังนักเลือกตั้งทั้งหลายว่า พอกันเสียเถอะ อย่าเรียกร้องการเลือกตั้งโดยไม่สนใจใยดีกติกา เพราะเราต่างแลเห็นชัดเจนว่า ถ้าเลือกตั้งภายใต้กติกาที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังอยู่ในการพิจารณาของ สปช.อยู่นั้น มันไม่ใช่เฉพาะที่มาของนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่เฉพาะที่มาของวุฒิสภา ที่มาของสมาชิกผู้แทนราษฎร แต่กลไกแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ได้แสดงความรู้สึกออกมา ไม่ว่าศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ตำรวจ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการแผ่นดิน และฝ่ายประชาชนส่วนต่างๆ ต่างได้เห็นภัยของรัฐธรรมนูญในแง่มุมต่างๆ
�������������� ขอบอกไปยังนักเลือกตั้ง บอกตนเอง บอกเพื่อนๆและประชาชนว่า เราอย่าโหยหาการเลือกตั้ง ที่อำนาจไม่ได้เป็นของประชาชน เพราะกลไกในรัฐธรรมนูญปี 58 นั้น นอกจากที่มานายกฯ ส.ส. สว.แล้ว เรายังมีองค์กรอิสระอีก 11 องค์กร ซึ่งมีอำนาจมากกว่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญปี 50 ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 ได้สร้างความเสียหายตามความที่ปรากฎได้แลเห็นในความทรงจำของคนไทยกันอยู่แล้ว รัฐธรรมนูญ 58 นั้นรุนแรงกว่าหลายเท่า
�������������� เราอย่าได้กลัวว่าการเลือกตั้งช้าแล้วประเทศจะเสียหาย แต่จงกลัวว่าการเลือกตั้งเร็วภายใต้กติกาที่ไม่เป็นประชาธิปไตยนั้น จะสร้างความเสียหายมากกว่าชนิดที่เรียกว่า เทียบกันไม่ได้เลย
�������������� เราเองต่างปรารถนาให้มีรัฐธรรมนูญที่ดี ที่ถูกต้อง เป็นธรรม สิทธิ เสรีภาพอันจะนำไปสู่ความเสมอภาคและภราดรภาพ จะได้บังเกิดให้สังคมนี้ได้อยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุข ให้ประเทศไทยได้พลิกฟื้นสถานการณ์ของบ้านเมือง ได้ยืนหยัดอยู่ในสภาพการณ์ปกติ เพื่อที่ประเทศไทยจะได้ทายท้า ยืนอยู่ในเวทีของอาเซี่ยน ในเอเซียและในเวทีโลกได้"
�
บิ๊กตู่ขอบคุณทุกฝ่ายเคลื่อนไหวเข้าร่วมเวทีพูดคุย
����������� พลตรีสรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงผลการพบปะหารือ ระหว่าง นักวิชาการ นักการเมือง และสื่อมวลชน ที่สโมสรกองทัพบก เมื่อวันที่ 23 เมย. ที่ผ่านมาว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีดำริให้จัดเวที ในลักษณะเวทีเราฟังเขา เขาฟังเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่มีประเด็นสำคัญๆทางสังคม เนื่องจากหลายท่านมีความคิดเห็นที่น่าสนใจและเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิรูปประเทศ แต่การสื่อสารผ่านสื่อมวลชน หรือช่องทางสาธารณะต่างๆ อาจไม่สามารถสื่อเจตนาได้ครบถ้วน จึงอยากให้มีการพบปะกันซึ่งหน้า ถ่ายทอดความเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา ไม่ผ่านตัวกลาง หรือการตีความที่อาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้ ซึ่งศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ได้มารายงานนายกรัฐมนตรี เมื่อเช้าวันนี้ ว่าผลการปฏิบัติเป็นที่น่าพอใจ บรรยากาศในการหารือก็ตอบโจทย์ที่ตั้งไว้ได้พอสมควร โดยได้เชิญผู้แทนจากส่วนต่างๆ มาทั้งสิ้น 83 ท่านโดยมีผู้ตอบรับเข้าร่วมประมาณ 40 ท่าน ทั้งนี้อาจเกิดจากการประสานที่กระชั้นชิดทำให้หลายท่านติดภารกิจไม่สามารถมาร่วมได้
�
����������� พลตรีสรรเสริญ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี ฝากขอบคุณทุกท่านที่ได้เข้าร่วมหารือ ซึ่งได้มีการพูดถึงเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ รวมถึงการปฏิรูปซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญของการเดินหน้าประเทศในขั้นตอนต่อไป ยังมีดำริว่าควรจัดให้มีเวทีลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ อันจะเป็นช่องทางสื่อสาร เพื่อตอบสนองภารกิจของชาติร่วมกัน
�
����������� พลตรีสรรเสริญ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่มอบหมายให้ คสช.เป็นผู้ให้เกิดเวทีนี้ขึ้น แทนการจัดโดยรัฐบาล เนื่องจากประเด็นที่มีการพูดคุยกันเชื่อว่าจะกว้างขวางครอบคลุมไม่เพียงเฉพาะเรื่องการบริหารประเทศซึ่งเกี่ยวพันกับรัฐบาลโดยตรง แต่ยังจะครอบคลุมถึงเรื่อง ร่างรัฐธรรมนูญ เรื่องกฎหมาย และเรื่องปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น คสช. ในฐานะผู้เป็นต้นกำเนิดของทุกหน่วยงานจึงอยู่ในฐานะที่เหมาะสมที่สุดในการเป็นผู้ประสานข้อมูลและการจัดการในครั้งนี้
อลงกรณ์ค้านเลื่อนเลือกตั้ง
�
����������� นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขาธิการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิปสปช.) กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่าการเลือกตั้งจะถูกเลื่อนนานออกไปไม่ได้ ชาติต้องกลับเข้าสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็วตามโรดแม็ปที่วางไว้นั่นคือ การเลือกตั้งจะมีขึ้นต้นปี หรือกลางปี 59 หากต้องมีการทำประชามติรัฐธรรมนูญ ซึ่งการเลือกตั้งจะเร็วหรือช้านั้นขึ้นอยู่กับสปิริตของพรรคการเมืองใหญ่และกลุ่มการเมืองด้วยว่า พร้อมจะอยู่ร่วมกันในสังคมภายใต้ความเห็นต่างได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม คิดว่าศปป.ควรกำหนดให้มีเวทีปรองดองสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พบกันเดือนละ 1 2 ครั้งอย่างชัดเจน แทนการใช้รถทหารเข้าไปเชิญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ดี ซึ่งจะทำให้ทุกกลุ่มได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติวิธีด้วย
บวรศักดิ์ลั่นเลื่อนวันเลือกตั้งอย่าพูดลอยๆ
����������� นายภพ เอครพานิช รองเลขาธิการสำนักงานยุติธรรม พร้อมด้วยนายบวรศักดิ์ ทวิพิพัฒน์ โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม เข้ายื่นหนังสือต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นเกี่ยวข้องกับบทบัญญัติที่เกี่ยวกับศาลยุติธรรม โดยนายบวรศักดิ์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการยกร่างฯ จะรับเรื่องไว้พิจารณา หลังจากนี้จะต้องนำร่างแรกกลับไปทบทวนอีกครั้ง จะนำความเห็นจากทุกฝ่ายรวมถึงความเห็นของศาลยุติธรรมเข้าสู่การพิจารณาด้วย
�
����������� จากนั้นนายบวรศักดิ์ แถลงถึงกรณีที่พรรคการเมืองให้ความเห็นว่า รับได้หากการมีการเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปว่า คงต้องไปถามตัวแทนพรรคการเมืองใหญ่ที่พูดว่าเขาพูดเพราะประสงค์สิ่งใด ตนไม่ขอตอบ แต่กรรมาธิการยกร่างฯ มีหน้าที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2557 ที่ต้องเสนอร่างสุดท้ายให้สปช.ในวันที่ 23 ก.ค.เพื่อลงมติในวันที่ 6 ส.ค. ส่วนสปช.จะรับหรือไม่นั้นเป็นอำนาจของสปช. ซึ่งหากไม่รับก็ต้องมาเริ่มต้นใหม่ เพราะทั้ง 2 องค์กรถือว่าต้องสิ้นสุดลง ต้องเลือกกรรมาธิการยกร่างฯ และสปช.ชุดใหม่ อย่างไรก็ตาม หากอยากจะให้มีการขยายเวลาออกไปตามข้อเสนอของพรรคการเมืองก็ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ไม่ใช่ว่าจะทำได้ตามความเห็นแบบนี้ ซึ่งในวันที่ 26 เม.ย.นั้นเตรียมจะทำหนังสือพร้อมทั้งส่งร่างรัฐธรรมนูญไปยังคสช. ครม. สนช. พรรคการเมือง และสื่อมวลชน เนื่องจากกรรมาธิการยกร่างฯ อยากรับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายว่า ส่วนไหนและมาตราใดที่หากคงเอาไว้แล้วจะสร้างความวุ่นวาย
�
����������� นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ขอความกรุณาส่งกลับมาด้วยว่า จะให้แก้มาตราไหน แก้ไขอย่างไร แล้วจะให้เขียนใหม่เป็นแบบไหน ระบุมาให้ชัดเจนด้วย อย่ามาพูดรวมๆ ว่าจะสร้างความวุ่นวาย เพราะขณะนี้อยู่ในระหว่างการร่างบทบัญญัติแล้ว รอให้ระบุเป็นมาตรามาให้ชัด ถ้าทำอย่างที่ตนบอกก็ถือว่าเป็นการเสนอแนะอย่างสร้างสรรค์ และกรรมาธิการยกร่างฯ ก็จะพิจารณาอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่มาเหมารวมว่าผลไม้ในเข่งมี 300 ใบ ซึ่งอาจจะเสียไป 5 ใบ ขอให้บอกมาว่า 5 ใบที่เสียนั้น จะทำให้ผลไม้เสียทั้งเข่งได้อย่างไร ตนจะตั้งแท่นรอเลยว่ามาตราไหนจะทำให้เสียหายแก่ใคร เสียอย่างไร และเพื่อผลประโยชน์ของใคร ตนจะรับฟังทั้งนั้น ส่วนเรื่องการทำประชามตินั้นยังไม่แน่ใจว่าถึงเวลาที่จะมาพูดกันแล้วหรือยัง แต่ความเห็นของกรรมาธิการยกร่างฯ 80 เปอร์เซ็นต์รวมทั้งตนนั้นเห็นว่าต้องทำ แต่ขึ้นอยู่กับอำนาจของคสช.และครม.ว่าจะเห็นอย่างไร
�
����������� ผู้สื่อข่าวถามถึง มาตรา 111(8) ว่า หมายถึงการตัดสิทธิลงสมัครส.ส.ของบ้านเลขที่ 109 และ 111 ด้วยหรือไม่ นายบวรศักดิ์กล่าวว่า ไม่เกี่ยว เป็นการร่างรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2557 ในมาตรา 35(4) ว่า ห้ามไม่ให้ผู้ต้องคำพิพากษาในคดีทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ส่วนมาตรา 111 (15) ที่กำหนดว่า ห้ามผู้ที่ถูกถอดถอนออกจากตำแหน่งหรือถูกตัดสิทธิทางการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดชีวิตนั้น ก็เป็นการเขียนโดยยึดมาตรฐานตามรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550
�
����������� นายบวรศักดิ์ ยังกล่าวถึงบทบัญญัติในมาตรา 282 (8) ที่กำหนดให้แยกพนักงานสอบสวนออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ด้วยว่า เนื่องจากกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม สปช. ส่งข้อเสนอแนะแนวทางปฏิรูปตำรวจมาให้ล่าช้า และเมื่อส่งมาก็มีมา 2 ความเห็นคือ เสนอให้พนักงานสอบสวนมีอิสระในการทำงานแต่ไม่แยกออกจากสตช. กับเสนอให้แยกงานสอบสวนออกจากสตช. โดยความเห็นดังกล่าวที่ส่งมาลงนามโดยนายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายฯ ทั้งนี้ กรรมาธิการยกร่างฯ มีมติว่า พนักงานสอบสวนควรมีอิสระแต่ต้องไม่แยกออกจากสตช. แต่ในการพิจารณาในวันดังกล่าวนั้น ตนกับนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เลขาฯ กรรมาธิการยกร่างฯ ติดภารกิจไม่ได้อยู่ในที่ประชุม ซึ่งเจ้าหน้าที่ที่พิมพ์เนื้อหาร่างในที่ประชุมนั้นอาจจะไม่มีความชำนาญ จึงทำให้เขียนผิดมติกรรมาธิการยกร่างฯ รวมทั้งอาจจะเป็นความผิดพลาดของตนที่ไม่ได้อ่านทวนอีกครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้กรรมาธิการยกร่างฯ จะนำกลับไปแก้คำผิดให้เป็นไปตามมติที่ประชุมกรรมาธิการยกร่างฯ ต่อไป
นักการเมืองเห็นด้วยคปป.จัดสานเสวนา
����������� นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์ ถึงการประชุมแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) วานนี้(23 เม.ย.) ว่า เป็นการสนทนาร่วมกันหลายฝ่ายในเรื่องของการสร้างความปรองดอง ส่วนประเด็นเรื่องรัฐธรรมนูญ เดิมทีคณะเจ้าหน้าที่ ที่เชิญไป ประชุม บอกว่ายังไม่ให้หยิบยกเนื้อหาเรื่องรัฐธรรมนูญมาพูดคุยกันตอนนี้ แต่ที่ประชุมเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะการจะสร้างความปรองดองปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่ง คือการมีกติกาสูงสุด ที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นธรรม
�
����������� ถามว่า ที่ประชุมเสนอให้เลื่อนการเลือกตั้ง 2-3 ปี เพื่อที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ไม่มีประเด็นเรื่องการเสนอขยายกรอบระยะเวลา แต่หลายท่านจากภาคการเมืองเห็นตรงกันว่า ถ้าเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ ยังเป็นอย่างที่ปรากฎในร่างรัฐธรรมนูญแรก คงไม่สามารถที่จะสร้างประชาธิปไตย หรือสร้างความปรองดองได้ ในทางตรงกันข้ามกลับกลายเป็นการวางระเบิดเวลาสำหรับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้น ฝ่ายการเมืองเห็นว่าถ้าเป็นอย่างนี้ น่าจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ร่วมตัดสินใจโดยการทำประชามติ หมายความว่า ถ้าทำประชามติแล้ว เดิมตนก็เคย มีข้อเสนอผ่านสื่อมวลชนว่ารัฐธรรมนูญชั่วคราวบอกว่าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านก็จะต้องกลับมาตั้งต้นใหม่ มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีกรรมาธิการยกร่างชุดใหม่ ถ้าเป็นแบบนี้การทำประชามติ ต้องให้ชัดเจนว่า ถ้าประชาชนไม่รับร่างฯนี้ จะมีรัฐธรรมนูญฉบับใดมาแทนที่ แต่หลายท่านในที่ประชุมเห็นว่า ถ้าเป็นแบบนี้ คสช.หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง คงไม่เห็นด้วยอีก ดังนั้น สุดทางแล้วหลายท่านเสนอว่า ให้ประชาชนลงประชามติรัฐธรรมนูญ ถ้าผ่านก็บังคับใช้ แต่ถ้าไม่ผ่าน คสช.ต้องกลับมาตั้งต้นใหม่ ทางฝ่ายการเมืองจึงเสนอว่าเมื่อถึงตรงนั้น ประเทศไทยรอกติกาที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ ได้
�
����������� นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ฝ่ายนักการเมืองไม่ได้ออกมาเรียกร้อง และไม่ได้ออกมาโต้แย้งรัฐธรรมนูญเพียงเพื่อต้องการอยากเลือกตั้งเร็ว ตรงนี้ เมื่อวานนี้( 23 เม.ย.) คือ ความปรองดองที่เกิดขึ้นอย่างหน้าอัศจรรย์อย่างยิ่ง ทุกพรรคเห็นตรงกันว่า ถ้ากติกาไม่เป็นประชาธิปไตย ต่อให้มีการเลือกตั้งก็แก้ปัญหาไม่ได้ และปัญหาจะหนักยิ่งกว่าเก่า และฝ่ายการเมืองไม่ได้ระบุว่าต้องรอ 2-3 ปี เพียงแต่พูดคุยกันเป็นหลักการกว้างๆ� และควรจะมีรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ให้ประชาชนได้เลือกเทียบเคียง อย่างไรก็ตาม ในที่ประชุมฝ่ายวิชาการ และภาคประชาชนท่านอื่นๆ ส่วนใหญ่จะพูดคุยในแง่มุมเรื่องของการปรองดอง และสถานการณ์ความขัดแย้งเป็นหลัก ยังไม่พบท่าทีเรื่องรัฐธรรมนูญเท่าใดนัก
�
����������� นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตนเสนอต่อที่ประชุมผ่านคณะนายทหารต่างๆ ว่าวันนี้ท่านควรจะจับสัญญาณสำคัญต่อท่าทีของฝ่ายการเมืองและฝ่ายอื่นๆ ในเรื่องรัฐธรรมนูญได้แล้ว และควรนำไปพิจารณาอย่างจริงจัง ส่วนตนมีข้อสังเกตุเพิ่มเติมจากหลายท่านที่สนทนา คือเห็นว่าเมื่อ คสช.ทำรัฐประหารโดยการประกาศโรดแมป และกำหนดภารกิจที่ชัดเจนจึงเป็นหน้าที่ของ คสช.ที่จะต้องดำเนินการให้ลุล่วงตามกำหนดเวลา และเห็นว่าถ้ากติกาเป็นแบบนี้ เมื่อมีเลือกตั้งก็ไม่สามาถแก้ไขปัญหาได้ แต่เมื่อหลายฝ่ายทักท้วงเช่นนี้ เป็นเรื่องที่คสช.และผู้ที่เกี่ยวข้อง จะต้องนำไปพิจารณาแล้วแก้ไขให้ทุกฝ่ายพอยอมรับกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ถ้าฝ่ายการเมืองเรียกร้องอะไรแล้วต้องได้ตามนั้นทั้งหมดจึงจะพอใจ มันไม่ใช่อย่างนั้น และแน่นอนว่าเรื่องรัฐธรรมนูญไม่มีใครได้ตามที่ต้องการเพียงแต่มันต้องจับต้องได้โดยหลักการประชาธิปไตย แต่ที่เป็นอยู่เอาหลักการประชาธิปไตยมาจับ แต่อธิบายไม่ได้ เพราะฉะนั้นปัญหาใหญ่รออยู่ข้างหน้าแน่
�
����������� ส่วนท่าที่นักวิชาการและภาคประชาชน เกี่ยวร่างรัฐธรรมนูญ นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าเนื้อหาที่อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญมันไปไม่ไหว ดังนั้นเมื่อเป็นท่าทีอย่างนี้ ขั้นตอนต่อไปต้องอยู่ที่ผู้มีอำนาจพิจารณา ตนเห็นว่าการทำประชามติ ไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสหรือเลวร้ายอะไร ใช้เวลาเพิ่มอีก 3-4 เดือน เป็นเรื่องที่สังคมไทยยอมรับและเข้าใจได้ตนเชื่ออย่างนั้น
�
����������� ถามว่า ใช้เวลา 3 เดือนใช้เงินอีก 3 พันล้านบาท นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ถ้าจะปล่อยให้ทำกันไปแบบนี้ แล้วมีผลบังคับใช้ความเสียหายที่รออยู่ด้านหน้า มันประมาณค่าไม่ได้ ส่วนตัวตน เห็นว่า ถ้าเรามีกฎหมายสูงสุดที่บอกว่าจะยกระดับประชาชนเป็นพลเมือง แต่ตัวแทนของประชาชนที่มาจากอำนาจอธิปไตยของประชาชนไม่สามารถที่จะขับเคลื่อนประเทศ หรือไม่สามารถที่จะใช้อำนาจอธิไตยของประชาชนได้อย่างเต็มที่อย่างที่เป็นอยู่ มันจะเปิดโอกาสให้อำนาจนอกระบบ อำนาจพิเศษ หรือวิธีการเดิม ๆ ต่างๆทั้งหลายเข้ามายึดกุมครอบงำ
�
����������� กรณีมีกระแสข่าวร่างรัฐธรรนูญ ตัดสิทธิ์ บ้านเลขที่ 111 และ 109 นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คงทำให้เกิดขึ้นแบบนั้นไม่ได้ ต้องเอารูปธรรมมาคุยกัน คนบ้านเลขที่ 111 ถูกตัดสิทธิ์เพราะพล.อ.ธรรมรักษ์ อิสรางกูล ณ อยุธยา ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้งแล้วถูกตัดสิทธิ์เป็นการออกกฎหมายย้อนหลังรัฐธรรมนูญเดิมไม่มีเรื่องตัดสิทธิ์กรรมการบริหารไว้ ตัดสิทธิ์ 5 ปี ในระหว่างที่ถูกตัดสิทธิ์ ศาลยกฟ้องคดี พล.อ.ธรรมรักษ์ ก็เป็นผู้บริสุทธิ์จากข้อกล่าวหา แต่ บ้าน 111 ตัดสิทธิ์ไปแล้ว 5 ปี แล้วครั้งนี้จะมาตัดสิทธิ์บ้าน 111 ตลอดชีวิต แบบนี้จะอธิบายเป็นหลักความยุติธรรมได้อย่างไร เพราะกติกาสูงสุดไม่ควรจะออกมาเพื่อเอื้อประโยชน์ใคร หรือ ตัดประโยชน์ของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
�
����������� ด้าน นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ในเรื่องรัฐธรรมนูญที่ร่วมพูดคุยกันเมื่อวานนี้(23 เม.ย.) โดยรวมเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือต้องเป็นกติกาที่เป็นธรรม เกิดประโยชน์กับประชาชน สิทธิที่ประชาชนพึงมีพึงได้ ไม่น้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 , 2550 และควรเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความยั่งยืน คือประชาชนต้องให้ความเห็นผ่านประชามติ คุณจตุพร พูดถึงว่า ทำเถอะครับ 3 พันล้าน เมื่อเทียบกับสิ่งที่ออกมาแล้วไม่ดี ไม่คุ้มกันเพราะฉะนั้นทำแล้วไม่ผ่าน ก็จัดทำใหม่ 2-3 ปี ผมก็รอได้ ดีกว่ากติกาออกไปอย่างไม่เป็นธรรม โดยให้เวลาพูดคน ละ 10 นาที และทุกท่านเห็นด้วยที่จะจัดให้มีสานเสวนาร่วมกันบ่อยครั้งขึ้น หลักที่พูดกันคือขอให้พูดความจริงอย่างเปิดใจกัน ภาพรวมการร่วมพูดคุยเมื่อวานนี้(23 เม.ย.) ถือว่าเป็นไปด้วยดี ไม่มีการต่อว่ากัน หรือพูดจาแขวะกัน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว มันเป็นเรื่องของบ้านเมือง ทุกท่านทักทายกันอย่างมิตรไมตรี แต่เรื่องบทบาทก็ว่ากันไปตามหน้าที่



