
เมื่อคนเกาหลีกลับมาหลงเสน่ห์อนาล็อก
25 เม.ย. 2558
เวิลด์วาไรตี้ : เมื่อคนเกาหลีกลับมาหลงเสน่ห์อนาล็อก
เกาหลีใต้ในภาพความคิดของคนส่วนใหญ่คือดินแดนดิจิทัลไร้สายติดอันดับต้นๆ ของโลก การดำเนินชีวิตแต่ละวันเต็มไปด้วยความเร่งรีบ แต่โคเรีย เฮรัลด์ หนังสือพิมพ์ในเกาหลีใต้รายงานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ว่าในระยะหลังมีผู้คนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่กำลังหันกลับมาสู่ชีวิตอนาล็อก เช่น เขียนไดอารี หรืออ่านหนังสือกระดาษ จนทำให้ยอดขายสมุดไดอารี ปากกาหมึกซึมที่น้อยคนในบ้านเราที่ยังใช้กันอยู่ พลอยสูงขึ้นไปด้วย
นักวิชาการด้านสังคมวิทยาอย่าง ศ. โซล ดอง ฮุน มหาวิทยาลัยแห่งชาติชอนบ็อก มองกระแสอนาล็อก ซึ่งเป็นศัพท์ที่เรามักใช้ในการพูดถึงสิ่งตกยุค ว่าเป็นการกบฏต่อความสมบูรณ์แบบ และหลบหนีจากความสมเหตุสมผลที่ยึดติดกัน ส่วน ยาง ยูน นักวิชาการด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสตรีอีห์วา มองว่า เหตุผลเบื้องหลัง คือการกระหายอยากแสวงหาตัวตนของชาวเกาหลี
ทุกวันนี้ เทคโนโลยีและสื่อสังคมออนไลน์ทำให้คนเราเหมือนจะใกล้ชิดกันมากขึ้น แต่ก็ทำให้ผู้คนรู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นในเวลาเดียวกัน เพราะสังคมดิจิทัลขาดสิ่งที่เรียกว่าสัมผัสของมนุษย์ (human touch) และความที่ยุคดิจิทัล นำความเปลี่ยนแปลงมาอย่างรวดเร็วมาก แม้มีชีวิตสะดวกสบายขึ้น แต่พวกเขาก็ต้องดิ้นรนปรับรับการเปลี่ยนแปลง หลงทางบ้าง และเริ่มตั้งคำถามว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาเป็นใครกัน
มองผ่านๆ สังคมเกาหลีไม่น่ามีพื้นที่สำหรับอนาล็อก แต่ปรากฏว่า มีสัญญาณบางอย่างสะท้อนการหลบหนีความสมบูรณ์แบบด้วยดิจิทัล
เมื่อมีกล้องดิจิทัล ชาวเกาหลีเริ่มถ่ายรูปจำนวนมาก ตกแต่ง และลบทิ้งบ้าง จนเหลือแต่รูปดีที่สุดเท่านั้นที่ยังอยู่
คิม ฮยอน ซิก ช่างภาพและอดีตผู้สื่อข่าว สวนกระแสนี้ด้วยการเปิดสตูดิโอภาพถ่ายขาว-ดำ "มุลนามู" ในกรุงโซลเมื่อปี 2553 ด้วยความคิดว่า รูปดิจิทัลอาจตกแต่งได้ง่ายและทำให้มันดูดีได้ แต่นั่นไม่ใช่ของแท้ การถ่ายรูปด้วยฟิล์มกล้อง มีปัจจัยมากมายที่จะต้องคิด ไม่ว่าจะเป็นแสง อุณหภูมิ และสภาพแวดล้อม นั่นจึงทำให้ภาพอนาล็อกถึงไม่เนี๊ยบแต่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า
คิม กล่าวว่า "มันทำให้ทุกภาพมีความหมาย และภาพที่คุณจับในนาทีนั้นๆ ไม่มีทางที่จะซ้ำกับภาพอื่น"
สตูดิโอของคิมจึงไปได้ดี มีลูกค้าเพิ่มขึ้นทุกปี ซึ่งบางทีอาจบอกเป็นนัยถึงความรู้สึกโหยหาอดีตที่เริ่มจับใจชาวเกาหลีจำนวนมาก
ขณะบางคนย้อนเวลาหาวันเก่าด้วยภาพถ่ายจากฟิล์ม คนอีกกลุ่มหนึ่งอย่าง ปาร์ค ซอง จุน นักศึกษามหาวิทยาลัย มีความสุขกับการใช้ปากกาเขียนบันทึก
ปาร์ค กล่าวว่า สังคมสมัยใหม่ ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ดังนั้น ก็เลยจับปากกาชะลอชีวิตลงอีกนิด การเขียนไดอารีด้วยลายมือช่วยให้เขาแสดงความรู้สึกนึกคิดได้ดีกว่า และจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่หนุ่มวัย 26 ปี ที่เติบโตมาในโลกเทคโนโลยี ยังใช้สมาร์ทโฟนจดบันทึกแบบเร็วๆ ต่อไปเพราะสะดวก เพียงแต่ไม่ทิ้งการเขียนด้วยมือ เพราะขณะเขียนแบบดิจิทัลแสดงผลคำอย่างเป็นระเบียบ แต่ลายมือสะท้อนอารมณ์และบุคลิกภาพได้ดีกว่า แบบตัวอักษร ความหนักเบา และสีของปากกา ทุกอย่างมีความหมายในการสะท้อนความรู้สึกในขณะนั้น
ไม่ใช่หนุ่มคนนี้คนเดียวเป็นแน่ที่คิดอย่างนี้ ศูนย์หนังสือเคียวโบ ในกรุงโซล หนึ่งในร้านหนังสือใหญ่สุดของเกาหลีระบุว่า ยอดขายสมุดไดอารีเพิ่มขึ้นตลอดสองสามปีมานี้ ปีที่แล้วเพิ่ม 8% จากปีก่อนหน้า ไม่เท่านั้น ปากกาหมึกซึมยี่ห้อดังซึ่งไม่น่าจะเป็นของใช้กระจุกกระจิกที่คนรุ่นใหม่คุ้นเคย แต่ยี่ห้อ มอบลัง และลามี กลับมียอดขายเติบโตเป็นเลขสองหลักเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งปาร์ค ยัง จิน จากฟาวเทน เพน แลบ มองว่า ปากกาหมึกซึมกลับมาใหม่เพราะเจเนอเรชั่นที่คุ้นเคยดีในการผสมผสานวัฒนธรรมอนาล็อกกับวัฒนธรรมดิจิทัล กล่าวคือ พวกเขาใช้ปากปาหมึกซึมเขียนลงกระดาษ แล้วก็ถ่ายรูปลายมือนั้นไปแชร์ออนไลน์
ศ.โซล กล่าวทิ้งท้ายว่า ดูเหมือนว่า ขณะโลกหมุนไป ดิจิทัลกับอนาล็อกจะยังอยู่คู่กันไป เพื่อเติมเต็มกันและกัน
----------------------------------------------
(ที่มาภาพ : Mulnamoo /Korea Herald)



