
เนชั่นร้องสนช.-สปช.สอบมติกสท.ผิดกฎหมาย
ทีมผู้บริหารเนชั่น รุกยื่นหนังสือประธานสนช.และสปช.ร้องให้ตรวจสอบการทำงานของ กสท.กรณีรับรองมติ 3:2 ให้เอสแอลซีซื้อหุ้นเนชั่น 12.21%ไม่ผิด ชี้เป็นมติที่ผิดก.ม.
เมื่อวันที่ 23 เมษายน คณะผู้บริหารเนชั่น นำโดย นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการอำนวยการเครือเนชั่น นายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ น.ส.ดวงกมล โชตะนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป พร้อมด้วยประธานสหภาพฯ พนักงานเนชั่น ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์เนชั่น และตัวแทนเครือข่ายผู้บริโภค ได้เข้ายื่นหนังสือต่อประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านนายมานิจ สุขสมจิตร รองประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ 2 เพื่อขอให้พิจารณาบทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญและบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างต่อการครอบงำสื่อจากกรณี มติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์ (กสท.) เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ซึ่งผิดกฎหมายและขัดต่อหลักการปฏิรูปสื่อ อาจนำไปสู่การสร้างบรรทัดฐานใหม่ ให้มีการครอบงำสื่อได้อย่างเสรี
นายอดิศักดิ์ กล่าวว่า มติของคณะกรรมการ กสท. เมื่อวันที่ 30 มีนาคม ที่ให้การรับรองมติการประชุมคณะกรรมการ กสท. เมื่อวันที่ 23 มีนาคม กรณีบริษัท โซลูชั่น คอนเนอร์ (1998) จำกัด (มหาชน) หรือ เอสแอลซี ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด เจ้าของทีวีดิจิทัลช่องข่าวสปริงนิวส์ เข้าซื้อหุ้นบริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของทีวีดิจิทัลช่องข่าวเนชั่นทีวี ไปแล้ว 12.21% นั้นขัดต่อประกาศ กสทช. เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกให้ใช้คลื่นความถี่ ในกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์เพื่อประกอบกิจการทางธุรกิจ พ.ศ. 2556 หรือ ประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล
ทั้งนี้ ในการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม มีการออกเสียง 3 แบบจากกรรมการ 5 คน โดย 2 คนใช้สิทธิ์ "งดออกเสียง" คือ พ.อ.นที ศุกลรัตน์ ประธาน กสท. และ พ.ต.ท.ทวีศักดิ์ งามสง่า กรรมการ ขณะที่กรรมการ 2 เสียง "ระบุว่าผิดหลักเกณฑ์" คือ ดร.ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ และ น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ ส่วนกรรมการอีก 1 คนออกเสียงว่า "ไม่ผิดหลักเกณฑ์" คือ ดร.พีระพงษ์ มานะกิจ คะเแนนโหวตครั้งนี้จึงเท่ากับ งดออกเสียง 2, ระบุว่าผิด 2 และระบุว่าไม่ผิด 1 แต่ในการรับรองมติดังกล่าว กลับมีผลออกมาเป็นคะแนนโหวต 3:2 กลายเป็นไม่ผิด 3 และผิด 2 เพราะอ้างว่านับคะแนนจากองค์ประชุม ทั้งที่ในทางปฏิบัติสากล ไม่มีการประชุมที่ไหนใช้เสียงไม่ลงคะแนน ไปนับรวมกับเสียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จึงเห็นว่ามติ กสท.เป็นมติที่ผิดกฎหมาย
จากมติกสท.ที่ผิดกฎหมายนี้ จะส่งผลเสียต่อวงการสื่อสารมวลชน และขัดต่อนโยบายการปฏิรูปสื่อ ที่ต้องการกระจายการถือครองสื่อ ให้มีเจ้าของที่หลากหลาย ไม่ให้หลายสื่อเข้าไปเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้กลุ่มทุนใดกลุ่มทุนหนึ่ง ซึ่งมีหลักเกณฑ์ระบุไว้ชัดเจนในประกาศหลักเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล ที่ไม่ให้กลุ่มทุนที่เกี่ยวข้องกัน หรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ถือครองช่องทีวีดิจิทัลประเภทเดียวกัน โดยถือหุ้นเกิน 10% เพื่อป้องกันปัญหาการครอบงำสื่อ ซึ่งเมื่อมติ กสท.ออกมาเช่นนี้ จึงเท่ากับเป็นการเปิดช่องให้การครอบงำสื่อสามารถทำได้โดยง่าย
นอกจากนี้ ยังขัดต่อหลักจรรยาบรรณสื่อ ที่ต้องมีความเป็นกลาง นำเสนอข้อมูลข่าวสารด้วยข้อเท็จจริง ปราศจากการครอบงำ หรือชี้นำเพื่อผลประโยชน์ของนายทุน หรือเป็นเหตุให้สังคมเข้าใจผิด สร้างความแตกแยกขึ้นได้ หากสื่อหลายสื่อ โดยเฉพาะสื่อประเภททีวีดิจิทัลช่องข่าว หากบิดเบือนข่าวสารเพื่อผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งในทางการเมืองและทางสังคม ก็นำมาซึ่งความเสียหายแน่นอน
สำหรับ กรณีกรรมการกสทช. 2 คน คือ ดร.ธวัชชัย และ น.ส.สุภิญญา ที่ลงมติว่ากรณีเอสแอลซีซื้อหุ้นเนชั่น 12.21% เป็นการกระทำที่ผิดนั้น ถือว่าเป็นการตัดสินใจโดยยึดมั่นในหลักการของข้อกฎหมาย ทั้งตามประกาศเกณฑ์การประมูลทีวีดิจิทัล และ พ.ร.บ.ประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่มีข้อห้ามระบุไว้ชัดเจนในการถือหุ้นไขว้กันในกิจการสื่อประเภทเดียวกันเกินสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหาครอบงำสื่อ และการปฏิรูปสื่อในภาพรวม ดังนั้น มติของ 2 กรรมการกสทช.ที่ระบุว่าผิด จึงเป็นการยึดหลักการตามข้อกฎหมาย
ในฐานะองค์กรที่มีหน้าที่โดยตรง ทั้งการกำหนดกฎหมาย และการกำกับดูแลการปฏิบัติงานขององค์กรกำกับสื่ออย่าง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรเร่งดำเนินการติดตามตรวจสอบความผิดปกตินี้ เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักการในการปฏิรูปสื่อ ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ สำหรับประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง มิเช่นนั้น กรณีเอสแอลซีกับเนชั่น จะกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ ที่เปิดช่องให้กลุ่มทุนครองสิทธิ์ข้ามสื่อได้อย่างเสรี ซึ่งขัดทั้งพ.ร.บ.ประกอบกิจการฯ และร่างรัฐธรรมนูญ ที่ว่าด้วยเรื่องสื่อที่ต้องเป็นกลาง และสิทธิพื้นฐานของประชาชนในการบริโภคข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ไม่บิดเบือน
ด้าน นายมานิจ กล่าวว่า กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญและ กมธ.ของ สปช.ที่เกี่ยวข้องจะร่วมพิจารณาตามที่เสนอ และยอมรับว่ากรณีที่เกิดขึ้นกับสื่อมวลชน ส่งผลกระทบต่อประชาชนในประเด็นเรื่องสิทธิการรับรู้ข่าวสารด้วย
ขณะที่นางสุวรรณา จิตต์ประภัสร์ ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนยื่นหนังสือต่อ กมธ.ปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค และ กมธ.ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ สปช. กล่าวว่า เพื่อให้เกิดความรอบคอบต่อการกำหนดบทบัญญัติปฏิรูปสื่อมวลชนในร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะรวมถึงประชาชนด้วย ดังนั้นในบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญควรเพิ่มประเด็นเรื่องสิทธิของผู้บริโภคสื่อสารมวลชนที่เป็นจริง และถูกต้องด้วย ไม่ใช่กำหนดไว้เพียงให้มีการครอบงำสื่อมวลชนเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม ขอแสดงจุดยืนสนับสนุนประเด็นของเนชั่น เพราะในกรณีที่ กสท.ประกาศรับรองมติในประเด็นถือหุ้นนั้น หากเทียบให้กรณีเนชั่นเป็นต้นของโดมิโน หากทุนสามารถล้มเนชั่นได้แล้ว อาจส่งผลไปยังสื่ออื่นๆ ให้ล้มตามไปด้วย



