
เกราะที่ดีที่สุด
แล้วก็เจอจนได้ คนหัวอกเดียวกัน กับ นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ขุ่นเคืองข้อกล่าวหาของตำรวจที่บอกว่า ปิดสนามบินนั้น เข้าข่ายก่อการร้าย
ถ้อยแถลงของ หมอเหวง โตจิราการ คนที่เกือบได้เป็นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ก็เปลี่ยนใจในนาทีท้ายๆ เสียก่อน (เปลี่ยนเพราะอะไรไปเสาะหากันเอง) ไม่รู้ว่าได้โอกาสช่วงที่คนกำลังข้องใจกับข้อกล่าวหา รัฐมนตรีกษิต หรืออย่างไรไม่มีรายละเอียด แต่หมอเหวง ได้ใช้ช่วงเวลาบ่ายโมงของวันที่ 14 กรกฎาคม ออกอากาศผ่าน สถานีวิทยุชุมชนคนแท็กซี่ คลื่น 92.75 และ 107.50 ตอบโต้รายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ของคณะอนุกรรมการรวบรวมเหตุการณ์ที่เมืองพัทยาและภูมิภาค อย่างรุนแรง
คณะอนุกรรมการชุดนี้ มี นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว.สรรหา เป็นประธาน ใช้เวลาศึกษามาพอสมควร ก็ได้ข้อสรุป
"เหตุการณ์ทุบรถนายกรัฐมนตรีกลางไฟแดง และการบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัลคลิฟบีช พัทยา ของคนเสื้อแดง จนการประชุมผู้นำอาเซียนต้องล่ม และการปลุกระดมใช้กำลังบุกรุกสถานที่ เพื่อจับกุมนายกรัฐมนตรีและผู้นำประเทศต่างๆ เข้าข่ายการประทุษร้ายต่อเสรีภาพ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายนอกราชอาณาจักร มาตรา 127 ที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ถ้าเกิดเหตุร้ายผู้กระทำมีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต นอกจากนี้ ยังมีความผิดตามกฎหมายเดียวกันมาตรา 113 ประกอบมาตรา 130"
นั่นคือข้อสรุป ที่ยังไม่มีการดำเนินคดี เพราะการดำเนินคดีเป็นเรื่องของตำรวจ ซึ่งก็ไม่แน่ว่า จะเดินไปตามแนวทางที่อนุกรรมการชุดนี้ศึกษาไว้หรือไม่
แต่หมอเหวง ฟันธง ทันทีว่า เป็นการสรุปข้อเท็จจริงที่เป็นเท็จ ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไม่เป็นกลาง และข้อมูลในรายงานดังกล่าวก็ไม่ตรงกับรายงานของสื่อมวลชนต่างประเทศ ไม่เคยเชิญแกนนำคนเสื้อแดงที่อยู่ในเหตุการณ์มาให้ข้อเท็จจริง ใช้แต่ข้อมูลจากสื่อมวลชนในประเทศ และจากข้าราชการที่ไม่เป็นกลางรับใช้อำนาจฝ่ายอำมาตย์
ฯลฯ
บทสรุปของหมอเหวง ก็คือ กลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุจลาจลที่พัทยา แต่เกิดจากกลุ่มเสื้อน้ำเงิน ของนายเนวิน ชิดชอบ ที่นำอาวุธมาทำร้ายก่อน
แกนนำ นปช.ไม่เคยสั่งการให้ไล่ทำร้ายนายกรัฐมนตรี และผู้นำประเทศต่างๆ
อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นำคนเสื้อแดงไปที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีช ก็เพื่อเรียกร้องให้ นายกรัฐมนตรี ดำเนินคดีกับกลุ่มคนเสื้อน้ำเงินที่ติดอาวุธทำร้ายคนเสื้อแดง
หมอเหวง พูดเองเออเองว่า ที่ต้องยกเลิกการประชุม ก็เพราะ นายกฯ ประกาศยกเลิกเอง
ถึงจะไม่เหมือนเอาเสียทีเดียว แต่ก็คลับคล้ายคลับคลากับ กรณี นายกษิต
เพราะนายกษิต บอกว่า ไปจริง ไปต้าน ไปไล่ระบอบทักษิณ แต่ไม่ใช่แกนนำสั่งให้ปิดสนามบิน
แต่หมอเหวง บอกว่า ไม่ได้ไปล่มการประชุม แต่ไปเรียกร้องให้เอาตัวเสื้อน้ำเงินมาดำเนินคดี ที่ยกเลิกการประชุมเพราะ นายกฯ สั่งการเอง
ที่เหมือนกันจึงเป็นเรื่องของการไม่ยอมรับข้อกล่าวหา ถึงแม้กรณีคนเสื้อแดงจะเป็นข้อกล่าวหาจาก อนุกรรมการ ยังไม่ถึงขั้นตำรวจสรุปสำนวนก็ตาม
น่าสนใจในเรื่องนี้โดยเฉพาะ กรณีคนเสื้อแดงนั้น คดีความที่กำลังจะเกิดขึ้น นั้นจะไปในทิศทางใด
เพราะไม่ว่าจะเป็นพยานหลักฐาน ทั้งพยานบุคคล และภาพถ่ายจากวิดีโอเทป นั้น ทั้งสองเหตุการณ์มีการบันทึกภาพเอาไว้อย่างชัดเจน
แม้กระทั่งถ้อยแถลง หรือคำปราศรัย ก็ไม่มีทางที่จะผิดเพี้ยนได้
น่าสนใจว่าคดีความจะเป็นอย่างไรต่อไป และจะกู้ภาพลักษณ์ของตำรวจ ที่ถูกตราหน้าเมื่อครั้งมี นายกรัฐมนตรีมาจากตำรวจ มีรองนายกฯ ที่ดูแลความมั่นคง มาจากตำรวจ และถูกตราหน้าว่า ใช้การปกครองในลักษณะ "รัฐตำรวจ" โดยที่บรรดาสีกากีทั้งหลายยินยอมพร้อมใจ
คดี นายกษิต ตำรวจถูกตั้งคำถามอย่างรุนแรงว่า เป็นการยัดเยียดข้อหาที่เกินเลยไปหรือไม่
แม้กระทั่ง สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังออกปาก หลังจากที่ได้พูดคุยกับ นายกษิต
ไม่ถึงขั้น "ตีแสกหน้า" ก็ไม่ต่างกับการถูก "ตบหน้า" ด้วยกำปั้น !
ถึงแม้ว่า พล.ต.ท.วุฒิ พัวเวส ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้รับผิดชอบสำนวนการสอบสวนคดีนายกษิต จะบอกว่าพร้อมรับผิดชอบกับการทำงานทั้งหมด แต่เมื่อ รองนายกฯ ที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงพูดมาอย่างนี้ พล.ต.ท.วุฒิ จะทำอย่างไร
เพราะจะว่าไปแล้ว นับแต่มีเค้าว่าจะมีการชุมนุม ตำรวจเองก็ถูกมองเป็นตำรวจแดง เมื่อมีการชุมนุมที่พัทยา ข้อกล่าวหาที่ประชาชนตั้งข้อสังเกตก็คือ ตำรวจเกียร์ว่าง ไม่สกัดการชุมนุมก่อนที่เหตุการณ์จะบานปลาย
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่การทำหน้าที่ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ในยามที่การเมืองร้อนแรง และผู้บังคับบัญชายังแกว่งไกวไปกับสายลมที่กระโชกจากการเมือง
แต่ยังจะมีทางเลือกอื่นใดอีกในเวลานี้
ในเมื่อการทำความจริงให้ปรากฏภายใต้กรอบของกฎหมาย คือเกราะที่ดีที่สุด !
ศรุตา



