ข่าว

สงครามค้ามนุษย์แนวรบปลดแอกอียู-สหรัฐ

สงครามค้ามนุษย์แนวรบปลดแอกอียู-สหรัฐ

24 เม.ย. 2558

สงครามค้ามนุษย์ แนวรบปลดแอกอียู-สหรัฐ : วิศิษฏ์ ชวนพิพัฒน์พงศ์รายงาน

             กรณีสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองเตือนไทยให้เร่งจัดการ การทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม (ไอยูยู) ไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด ขณะเดียวกันก็ใกล้ถึงเวลาที่สหรัฐจะประกาศรายงาน สถานการณ์ค้ามนุษย์ ประจำปีภายในเดือนพฤษภาคม ได้สร้างความวิตกกังวลกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะภาครัฐซึ่งงัดมาตรการต่างๆ ออกมาแก้ปัญหา ถึงขั้นประกาศเป็น วาระแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่อาจสร้างความมั่นใจให้กับยุโรปและสหรัฐได้

             แม้บรรดาผู้บริหารประเทศ รวมทั้งส่วนราชการที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะอธิบายถึงมาตรการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา แต่ในมุมมองของนักกฎหมายและองค์กรพัฒนาเอกชนที่คลุกคลีกับปัญหาแรงงานข้ามชาติมาอย่างต่อเนื่อง ยังเห็นว่ามีอีกหลายเรื่องที่เป็นปัญหาซึ่งภาครัฐต้องเร่งแก้ไข

             โดยในงานแถลงข่าวของเครือข่ายองค์กรที่ทำงานด้านประชากรข้ามชาติ เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีการพูดคุยกันในหัวข้อ “ฤา จะหนีไม่พ้นวังวนการค้ามนุษย์?” ซึ่งเสนอแนะแนวทางการจัดการปัญหาค้ามนุษย์อย่างยั่งยืน

             สุรพงษ์ กองจันทึก ประธานคณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ ได้นำเสนอประเด็นห่วงใยและข้อเสนอสำหรับการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์และแรงงานข้ามชาติ

             สุรพงษ์ มองว่า ข้อมูลที่ทางการไทยให้สหรัฐหรืออียูนั้นเป็นข้อมูลที่ยังไม่ค่อยดี แม้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการไปแล้วในหลายๆ เรื่องแต่ก็ไม่เข้าตา ส่วนนโยบายของเราก็ตอบไม่ตรงคำถาม

             “ภาพรวมค้ามนุษย์เป็นช่วงที่หนักหนา สหรัฐใกล้ประกาศผล อียูเตือนเพิ่ม สหรัฐพูดย้ำเรื่องทาส ซึ่งรัฐแก้ไขตลอดแต่ตอบไม่ตรงจุด สิ่งที่ทำไปดีอยู่แล้วแต่ต้องตอบให้ตรงประเด็น เช่น สหรัฐต้องการเห็นการเล่นงานขบวนการ ถ้าทำได้ก็แก้ภาพลักษณ์ได้”

             สุรพงษ์ บอกว่า สิ่งที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน คือ มุ่งเน้นจับกุม “ขบวนการค้ามนุษย์” ให้มากขึ้น ซึ่งไม่ได้มีเพียงแค่ภาคประมง แต่ยังมีการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ขบวนการเหล่านี้อาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย

             “ขอให้ดำเนินการกับขบวนการจริงๆ สัก 10-20 เคส ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ นี้ เชื่อว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้” 

             สุรพงษ์ ยังแสดงความเห็นด้วยกับการใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในการดำเนินคดีกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ แต่ต้องเป็นการดำเนินการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง ส่วนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวนั้นมองว่ารัฐบาลทำถูกแล้ว แต่ก็เป็นเพียงวิถีทางเพื่อนำไปสู่การแก้ไข เพราะหลังจากขึ้นทะเบียนแรงงานแล้วจะทำอย่างไรต่อไป ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจน เช่นเดียวกับเรื่องประมง ทั้ง เรือ คน วิธีการหาปลา พื้นที่ที่ไปหาปลา ล้วนแต่ผิดกฎหมาย ผลผลิตที่ได้มาจึงไม่ได้รับการยอมรับ

             สุรพงษ์ ยังกล่าวถึงการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ในกิจการประมงนอกน่านน้ำว่า กรณีที่เกิดขึ้นล่าสุดที่ประเทศอินโดนีเซีย สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหาของไทยในบางเรื่องยังไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งที่กฎ ระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้มีกำหนดไว้อยู่แล้ว หากทำได้ก็สามารถแก้ไขปัญหาค้ามนุษย์ในส่วนของกิจการประมงได้

             แต่ปัญหาที่พบจากกรณีแรงงานประมงที่อินโดนีเซียนั้น เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็ง เพราะไม่ได้มีเพียงแรงงานไทยเท่านั้น แต่ยังมีแรงงานประเทศเพื่อนบ้านไปอยู่บนเรือประมงไทยอีกมากมายที่ประเทศไทยต้องให้การช่วยเหลือ

             สุรพงษ์ กล่าวต่อว่า อีกประเด็นที่มีการกล่าวหาไทยคือการเอาคนลงไปเป็นแรงงานทาส ซึ่งกฎหมายบ้านเรามีมา 40-50 ปีแล้วแต่ไม่เคยมีการบังคับใช้ ไม่เคยมีการนำมาลงโทษใคร แต่ต่างประเทศกล่าวหาเราในประเด็นนี้

             ส่วนประเด็นแรงงานประมงตกเรือ การค้ามนุษย์ และการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติในกิจการประมงทะเล ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณีใบเหลือง ไอยูยู โดยตรงนั้น สมพงษ์ สระแก้ว ผู้อำนวยการเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (แอลพีเอ็น) กล่าวว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหามีด้วยกัน 2 เรื่อง คือ
 
             1.การตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์ว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร มาจากเรือลำไหน จดทะเบียนเข้าออกถูกต้องหรือไม่ และ 2.การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับเงื่อนไขสภาพการทำงานบนเรือซึ่งยังไม่ค่อยมีการพูดถึงมากเท่าที่ควรทั้งที่มีกฎหมายบังคับใช้แล้ว และควรให้ความสำคัญกับคนทำงานบนเรือโดยยึดหลักสมัครใจสูงสุดและเงื่อนไขดีที่สุด

             “เชื่อว่ากรณีใบเหลืองอียูนั้น ไทยแก้ไขได้ แต่ก็ต้องเน้นปฏิบัติให้เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะเรื่องระบบตรวจสอบการเข้าออกท่าเรือต้องเร่งดำเนินการให้ครอบคลุม ส่วนการจดทะเบียนเรือก็ควรมุ่งเน้นไปที่เรือประมงนอกน่านน้ำ ทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ก่อน”

             สมพงษ์ ยกตัวอย่างปัญหาการค้ามนุษย์ในธุรกิจประมงที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ว่า แม้ปีนี้จะร่วมมือกันช่วยเหลือแรงงานไทยกลับมาได้แล้ว 3 ชุด รวม 95 คน แต่ก็ยังมีแรงงานไทยตกค้างอยู่ที่ตรวจคนเข้าเมืองเกาะอัมบน 3 คน ที่ยังรอการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้รับความสนใจจากทางการไทยเท่าที่ควร

             ขณะที่กลุ่มแรงงานไทยชุดล่าสุด จำนวน 68 คน ที่เดินทางกลับประเทศมานั้นก็มี 1 คน คือนายบุญศรี เพ่งพิศ ที่หายตัวไป ส่วนการสอบสวนแรงงานที่พบว่าเข้าข่ายการค้ามนุษย์ 28 คน จากทั้งหมด 68 คน นั้น เมื่อมาสอบสวนอีกครั้งกลับพบว่าเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์เพียง 2 คนเท่านั้น ก็ไม่อยากคิดว่าเป็นความพยายามทำให้เหลือเคสค้ามนุษย์ให้น้อยที่สุดหรือไม่

             ทั้งหมดนี้เป็นเสียงสะท้อนปัญหาจากในพื้นที่เพื่อเป็นข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบนำไปพิจารณาทบทวนโดยหวังว่าจะช่วยปรับปรุงแก้ไขมาตรการต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเพื่อที่ไทยจะได้หลุดจากกับดักปัญหาค้ามนุษย์เสียที