ข่าว

เปิดถ้อยแถลง‘ป.ป.ช.’สอย‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’จีทูจีข้าวเก๊

เปิดถ้อยแถลง‘ป.ป.ช.’สอย‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’จีทูจีข้าวเก๊

24 เม.ย. 2558

เปิดถ้อยแถลง‘ป.ป.ช.’สอย‘บุญทรง-ภูมิ-มนัส’จีทูจีข้าวเก๊

             เริ่มขึ้นตามกระบวนการตามกฎหมายสำหรับกระบวนการถอดถอน บุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ "ภูมิ สาระผล" อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ และ "มนัส สร้อยพลอย" อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ผู้ถูกกล่าวหากรณีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในลักษณะจีทูจีเก๊ โดยในช่วงเช้าวันที่ 23 เมษายน ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้เปิดพิจารณาเรื่องด่วนในการดำเนินกระบวนการถอดถอนบุคคลทั้งสามออกจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 ซึ่งการดำเนินการถอดถอนดังกล่าวเป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้กล่าวหา และยังเป็นการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวนหรือรายงานพร้อมความเห็นของ ป.ป.ช.ของผู้ถูกกล่าวหาด้วย

             ทั้งนี้ "วิชา มหาคุณ" กรรมการ ป.ป.ช. แถลงเปิดสำนวนคดี ว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนพบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ต่อมา ป.ป.ช.ได้ดำเนินการ พร้อมไต่สวนพยาน และผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม ประกอบด้วย นายภูมิ นายบุญทรง และนายมนัส รวมถึงข้าราชการทั้งหมด 21 ราย โดยเห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นการรับจำนำข้าวที่มีข้อท้วงติงตลอดเวลาตั้งแต่เริ่มกระบวนการว่า จะก่อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน โดยมีผู้ออกมาตรวจสอบ และตักเตือนให้ระงับยับยั้งทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา ตลอดจนนักวิชาการ รวมทั้งที่ปรึกษารัฐบาล และรัฐมนตรีบางท่านที่อยู่ในรัฐบาลขณะนั้น อาทิ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เป็นต้น แต่กลับไม่มีการฟังเสียงท้วงติงดังกล่าว

             กรรมการ ป.ป.ช.แถลงต่อว่า กระบวนการทั้งหมดทำให้ระบบค้าข้าวทั้งประเทศเสียหาย โดยรัฐบาลชอบอ้างถึงการช่วยเหลือชาวนา หากผู้ใดคัดค้านจะกล่าวหาว่า ไม่สงสาร ไม่เห็นใจชาวนาที่ยากจน ซึ่งการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เป็นการค้าขายที่มิใช่การกระทำแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง มีข้อพิรุธผิดปกติมากมาย เพราะไม่ได้ขายข้าวให้แก่รัฐบาลหรือตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ และที่สำคัญไม่ได้ส่งออกข้าวและทำสัญญาซื้อขายไปยังต่างประเทศ ดังนั้น การอ้างว่าขายแบบจีทูจี ถือว่าผิดวิธีมาตั้งแต่ต้น อีกทั้งยังใช้วิธีรับจำนำข้าวในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด ทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังระบายข้าวแบบจีทูจีในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เพราะเป็นราคาขายมิตรภาพ แต่ปรากฏว่า ข้าวยังเวียนอยู่ในประเทศ จึงเพิ่มมูลค่าเสียหายสร้างความเสียหายต่อระบบงบประมาณอย่างร้ายแรง

             "ยังมีข้าราชการที่ยืนหยัดที่ต่อสู้เพื่อความจริงอย่างซื่อสัตย์สุจริตเป็นพยานบุคคลสำคัญให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยยืนยันว่า ไม่มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง ทั้งนี้ เมื่อ ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง และรับฟังความผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดสรุปได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจจัดการหรือรักษาข้าว และการพิจารณาการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐมีเจตนาร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย พร้อมด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นภาคเอกชน ซึ่งกระบวนการทุจริตจำนำข้าวไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เพราะต้องกระทำได้ 3 ฝ่าย คือ ข้าราชการประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักธุรกิจภาคเอกชนที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนทุจริตทุกขั้นตอน"

             พร้อมกันนี้ "วิชา" ยังย้ำถึงการกระทำความผิดของบุคคลทั้งสาม อย่างชัดเจนอีกว่า การกระทำดังกล่าวถือได้ว่าแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศชาติอย่างร้ายแรง โดย ป.ป.ช.พิจารณาเห็นว่า การกระทำของนายมนัส นายภูมิ และนายบุญทรง ในฐานะผู้ได้รับมอบหมายจาก ครม.ให้เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ แต่กลับไปดำเนินการเจรจาให้ความเห็นชอบในการทำสัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัทกวางตุ้ง และบริษัทไห่หนาน ที่ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลจีนในการทำจีทูจี และไม่ใช่หน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์กับการค้าขายข้าวโดยตรงจากรัฐบาลจีน ประกอบกับเงินที่นำมาชำระค่าข้าว ไม่ได้นำมาจากหน่วยงานทั้งสองแห่ง อีกทั้งยังไม่ขนข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐออกนอกราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการซื้อขายแบบจีทูจี ต้องเปิดแอลซี หรือเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่ใช่จ่ายเป็นเช็คเงินสดให้กรมการค้าต่างประเทศ หรือเอ็กซ์แวร์เฮ้าส์

             “การกระทำดังกล่าวจึงมีความผิดทางอาญาฐานตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นผู้ได้สิทธิ์ ได้ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณาหรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคา รู้ว่าการเสนอราคาครั้งนี้มีการกระทำความผิด แต่ละเว้นไม่ดำเนินการและฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐและทำการโดยมุ่งหมายไม่ให้เสนอราคาอย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยกับผู้เข้าเสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิ์ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 มาตรา 4 มาตรา 10 และมาตรา 12” วิชา กล่าว

             นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายกับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์ และประเทศชาติอันเป็นส่วนรวมตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างใด ในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายกับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์และประเทศชาติ หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ปี 42 มาตรา 123/1 ซึ่ง ป.ป.ช.ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องคดีและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ประทับฟ้องและนำไปสู่การพิจารณาคดีแล้ว

             "จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้พบว่าแคชเชียร์เช็คที่นำมาชำระหนี้ค่าข้าวรัฐต่อรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นแคชเชียร์เช็คของผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินดังกล่าวเป็นจำนวนมากถึง 3,000 กว่าล้านบาท และเอกสารหลักฐานปรากฏว่า ผู้ประกอบการมันสำปะหลังเหล่านี้ เมื่อได้ส่งมอบแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศแล้วก็ได้เบิกมันสำปะหลังจากคลังสินค้าของรัฐบาล ป.ป.ช.จึงได้มีมติให้แสวงหาข้อเท็จจริงว่า ในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐที่ไม่ได้เป็นความจริง เช่นเดียวกับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอีกหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นกระบวนการไต่สวนพบว่าได้มีบริษัทจีน คือ ตัวละครชุดเดิม และชุดใหม่รวมทั้งสิ้น 4 บริษัท เข้ามาทำสัญญาซื้อขายในลักษณะที่แบบตัวละครเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ราชการ หรือนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบธุรกิจในด้านการค้าข้าว มันสำปะหลัง เพราะฉะนั้น ป.ป.ช.กำลังดำเนินกระบวนการไต่สวนโดยเร่งด่วนเพื่อที่จะนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอาญาต่อไป"

             ขณะเดียวกัน ในฟากของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามคนต่างประสานเสียงแถลงเปิดคดีโดยยืนยันว่าทุกคนกระทำตามกระบวนการกฎหมายทุกขั้นตอน เริ่มที่ "บุญทรง" แถลงเปิดคดีโต้ว่า ไม่เห็นด้วยที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. และหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภา เพราะเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีทางการเมือง ดังนั้น ป.ป.ช.ควรรับฟังหลักฐาน และวางตัวเป็นกลาง แต่ปรากฏว่า ป.ป.ช.มีข้อพิรุธเร่งรีบดำเนินคดี ไม่ไต่สวนพยานตามที่ร้องขอจำนวนมาก ซึ่งการทำสัญญาระบายข้าวย่อมมีผู้ซื้อผู้ขาย แต่ ป.ป.ช.กลับไม่สอบพยานจากฝ่ายผู้ซื้อว่า เป็นตัวแทนของรัฐบาลจริงหรือไม่ และผู้ซื้อก็เป็นรายเดียวกันกับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นอกจากนี้ ยังเห็นว่าผู้แทนคดีฝ่าย ป.ป.ช.ที่เป็นเจ้าของสำนวนมีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล โดยชี้นำว่า คดีดังกล่าวและอดีตนายกรัฐมนตรีกระทำผิดก่อนชี้มูลด้วยซ้ำ ทำให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม จึงคัดค้านเพื่อให้เจ้าของสำนวนถอนตัว เพื่อคำนึงถึงจริยธรรม

             "การทำหน้าที่ของผมคำนึงถึงปัญหาเร่งด่วน ก็คือ การเร่งระบายข้าวที่มีอยู่ในสต็อกของรัฐบาล โดยได้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กนข.) และข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. เพราะหากไม่ดำเนินการอาจถูกกล่าวหาว่า ละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยข้อมูลการระบายข้าวแบบจีทูจีต้องเป็นความลับ เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาไปใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลอภิสิทธิ์ มียุทธศาสตร์การกระบายข้าวที่ไม่แตกต่างกัน เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เดิมที่รัฐบาลที่ผ่านมาเคยปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย แต่รัฐบาลของผมกลับถูกกลุ่มการเมืองจ้องโจมตี นำมาเป็นวาระทางการเมือง" บุญทรง กล่าวย้ำ

             ส่วนข้อกล่าวหาว่าบริษัทที่มาเจรจาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีไม่ใช่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนนั้น จากการตรวจสอบพบว่า เป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100% แต่บริษัทของจีนไม่เคยได้รับโอกาสมาชี้แจงจาก ป.ป.ช. จึงถือว่าเป็นการกระทำที่รับฟังความฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ทุกประการ แต่กลับถูกกล่าวหาตามความผิดประมวลกฎหมายถูกตั้งข้อหาร้ายแรง

             “วันนี้ผมเหมือนมีชีวิตแขวนบนเส้นด้าย โทษที่ฟ้องร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต จึงขอแก้ข้อกล่าวหาเพื่อไถ่ชีวิตตัวเอง เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ ป.ป.ช.กล่าวอ้างว่า เป็นความยุติธรรมได้อย่างไร สำหรับผมคือการประหัตประหารทางการเมืองที่ผมไม่อาจสยบยอม และขอปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่จะสู้ต่อในกระบวนการยุติธรรม" 

             ขณะที่ "ภูมิ สาระผล" อดีต รมช.พาณิชย์ แถลงว่า การที่ ป.ป.ช.หยิบยกประเด็นการอนุมัติขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาในประเทศ ถือเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าต่ำกว่าที่ผ่านมาก็ต้องมีหลักฐานมาแสดงว่าการขายข้าวรัฐต่อรัฐครั้งใดที่ได้ราคาสูงกว่า ยืนยันในความบริสุทธิ์และความสุจริต ไม่ได้ร่วมมือกับใครไปกระทำผิด แม้แต่ในรายงานและการไต่สวนของสำนวน ป.ป.ช.ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่า กระทำผิด มีแต่ความเห็นของอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ระบุว่า สมคบคิดร่วมกระทำผิด ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ส่วนข้อกล่าวหาว่า ฮั้ว เป็นข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรง จึงอยากให้สมาชิกแยกแยะ ตรวจสอบรายละเอียดให้ชัด พร้อมให้ความเป็นธรรม มีพยานหลักฐานช่วงใดที่แสดงว่า ได้สมคบหรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะไม่มีพยานหลักฐานใดในสำนวน ป.ป.ช.เลย

             ส่วน "มนัส สร้อยพลอย" อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ แถลงเปิดคดี ว่า ตลอดเวลาที่เป็นข้าราชการไม่เคยถูกสอบสวนวินัยทางราชการเลย ได้ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบและตามนโยบายของรัฐบาล และมติ ครม. แต่การทำหน้าที่เป็นเบี้ยตัวหนึ่งของฝ่ายการเมือง ทั้งที่เคยดำเนินการกระทำจัดการขายข้าวในรัฐบาลเดิมอย่างไร เมื่อมีรัฐบาลใหม่ออกมาก็ทำอย่างนั้น ตลอดเวลา 2 ปี 5 เดือนที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศได้เสนอเอ็มโอยูกับประเทศฟิลิปปินส์จนสำเร็จ อีกทั้งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้ขายสต็อกข้าวในโครงการประกันราคาข้าวได้จำนวนมาก จึงหวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภาแห่งนี้