
บิ๊กตู่ถามจะให้ลงโทษแรงขึ้นหรืออย่างไร
บิ๊กตู่เผยสั่งเรียกกลุ่มเคลื่อนไหวพูดคุย แจงเป็นการทำความเข้าใจ ไม่ใช่ปรับทัศนคติ แนะมีหัวใจปรองดองทำเพื่อประเทศชาติ ถามจะให้ลงโทษแรงขึ้นหรืออย่างไร
เมื่อเวลา 13.50 น. วันที่ 23 เม.ย.2558 ที่ท่าอากาศยานทหารกองบิน 6 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) เชิญตัวแทนพรรคการเมือง นักวิชาการ และคอลัมนิสต์ เข้าหารือที่สโทสรทหารบก วิภาวดีว่า เรียกมาเพื่อพูดคุย เพราะตนเคยบอกไปแล้วว่า การออกมาพูดกับสื่อ พูดกับสังคมหรือพูดข้างนอกมันไม่ได้ เพราะขณะนี้สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติมากนัก ดังนั้นการที่บางคนทั้งที่มีคดีความหรือเรื่องต่างๆ ที่สังคมยังสงสัยข้องใจก็ต้องเชิญมาพบกัน
"ความจริงก็เชิญมาพูดคุยกันแล้วหลายครั้ง ซึ่งก็รับปากกัน พูดจากันเรียบร้อย แต่พอกลับไปก็เอาใหม่อีก ผมจึงได้สั่งการว่าให้เชิญมาพูดคุยในวันเดียวกันนี้ ส่วนจะมากี่คนไม่ทราบ เพื่อจะถามดูว่าที่ผ่านมาเคยพูด และรับปากไว้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ในปี 2552 -2553 เรื่องชายชุดดำ เรื่องจำนำข้าว มีอะไรก็ขอให้ว่ามา ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานว่าทำได้แค่ไหนอย่างไร" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า การพูดคุยกันในครั้งนี้ถือเป็นการเรียกมาทำความเข้าใจกันอีกรอบหรือการปรับทัศนคติ แต่มีบางฝ่ายมองว่าเลยช่วงเวลาดังกล่าวไปแล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาอย่างไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้เรียกมาเพื่อปรับทัศนคติ แต่เป็นการเชิญมาทำความเข้าใจกัน สังคมเองก็ต้องเข้าใจลองฟังดู ที่ผ่านมารับได้กันหรือไม่ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2553 มีฝ่ายหนึ่งบอกว่ามีคนใช้กำลัง แต่อีกฝ่ายกลับบอกว่าเจ้าหน้าที่ใช้กำลังก็ต้องมาถกแถลงว่าสรุปแล้วมันคืออย่างไร สื่อมวลชนเองที่อยู่ในเหตุการณ์มีการถ่ายภาพไว้จำนวนมาก ก็ควรจะออกมาเป็นพยาน”
เมื่อถามว่า จะทำอย่างไรกับบุคคลที่เรียกมาทำความเข้าใจบ่อยครั้ง พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “สังคมก็ต้องว่ากันมา และสังคมก็ต้องทำความเข้าใจกันเอง อะไรก็จะให้ผมใช้แต่อำนาจจะต้องให้ผมทำให้ มันเป็นอะไรประเทศไทย ผมอยากจะรู้นัก ทำไมไม่รู้จักคิดว่าจะมีหัวใจที่จะปรองดองทำเพื่อประเทศชาติกันบ้างทำไม่ได้เลยหรือ มันจะต้องขัดแย้งไปทุกเรื่อง กฎหมายก็มีอะไรก็มี จะขอแต่ให้มีกฎหมายที่แรงขึ้นๆ หรือลงโทษให้แรงขึ้น ถามว่าแล้วจะต้องให้มันแรงขึ้นอีกเท่าไหร่ ถ้าผมใช้มาตรการรุนแรงก็จะกล่าวหาผมอีกว่า ผมไปทำรุนแรงเกินไป มันไม่มีใครพอใจ ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องการคือให้สังคมเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเจ้าตัวต้องรู้ตัวเองว่าทำถูกหรือทำผิด และกฎหมายอยู่ที่ไหน หลายท่านบอกว่าการที่ผมเรียกมาเช่นนี้ก็จะใช้มาตรา 44 อีกเพื่อไปปรองดอง ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าการปรองดองอยู่ที่หัวใจของทุกคนที่เป็นคนไทย ถ้าอยากปรองดองก็ขอให้หยุดกันเสียก่อนทุกเรื่อง หยุดพูด หยุดแสดงความคิดเห็นนั่นแหละคือปรองดองแล้ว แต่ไม่ใช่การยกโทษทางกฎหมาย ทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าจะเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ถึงจะเรียกว่าเริ่มเข้าสู่การปรองดองแล้วถึงมีการตัดสินออกมาว่าถูกหรือผิด และมีการต่อสู้กันมา”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ขอให้เข้าใจกันเสียทีว่ามาตรา 44 อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับมาตรา 17 เพราะบังคับใช้กันคนละแบบ เพียงแต่ขอร้องว่าอย่าทำอะไรที่เสียหายร้ายแรงกับประเทศก็แล้วกัน มาตรา 44 ที่ประกาศใช้มาก็เพื่ออำนวยความสะดวก อย่าลืมว่าตนเข้ามาทำงานเพื่อแก้ปัญหา ไม่ใช่เข้ามาสร้างปัญหาเลยแม้แต่อย่างเดียวที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ แต่ตนไม่ปฏิเสธความรับผิดชอบของตัวเอง “เพราะผมอาสาว่าผมจะเข้ามา จะเต็มใจให้ผมหรือไม่เต็มใจผมก็เข้ามาแล้ว ถ้าไปคิดว่าผมเข้ามาแล้วทำไม่ครบอย่างที่ต้องการ ไม่ได้ไปล็อบบี้ยิสต์ ไม่ออก พรก.ดำเนินการกับผู้กระทำความผิดทั้งหมดก็ไปขอให้รัฐบาลใหม่เขาทำ แล้วดูสิว่ามันจะทำอย่างที่ผมทำไหม”
ผู้สื่อข่าวถามว่า จากวิกฤตปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นถือเป็นความท้าทายเพื่อพิสูจน์การทำงานของนายกฯ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “เป็นการท้าทายตั้งแต่วันแรกที่ผมตัดสินใจเข้ามาแล้ว เข้าใจกันหรือเปล่าว่ามันเป๋นความเสี่ยง ตั้งแต่วันที่ 22 พ.ค. 57 แล้วมันเสี่ยงหรือไม่ เสี่ยงว่าเข้ามาแล้วจะเกิดอะไรขึ้น อันตรายกับตัวผมเองหรือไม่ ทำสำเร็จไหม เข้ามาแล้วจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ สร้างความเข้าใจกับประชาชนคนในชาติได้หรือไม่ ทำคงามเข้าใจกับต่างประเทศได้หรือไม่ แต่วันนี้ผมไปต่างประเทศ ผมก็เห็นว่าเขายินดีต้อนรับผมทั้งหมด ส่วนในใจจะคิดอย่างไรก็ไม่รู้ แต่การพูดคุยหรือเสนออะไรไปเขาก็เห็นด้วยทุกอย่าง เขาเสนออะไรมา ผมก็รับได้ แต่ของเราไม่รู้อะไรหนักหนา จะเอาอะไรกันหนักหนา”
เมื่อถามว่า ความหนักใจที่สุดในการทำงานวันนี้คืออะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า แก้ปัญหาไม่หมด แก้ไม่เสร็จ คิดว่าเมื่อเข้ามาทำงานแล้วมันจะเสร็จ คงไม่หนักหนาสาหัสอะไรเท่าไหร่ เดี๋ยวเข้ามาแล้วใช้มาตรการที่เข้มแข็ง แต่พอเข้ามาแล้ว ซึ่งตนก็ไม่อยากจะบ่นเพราะบ่นมาแล้วหลายครั้งมันไม่ดี คนอื่นได้ยิน เขาก็ว่าประเทศไทยมันเน่า เมื่อถามว่า ยังคิดว่ายังมีปัญหาอะไรที่ซ้อนอยู่และยังแก้ไม่ได้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีหรอก แต่วันนี้ยังมีเรื่องของการเอาใจใส่ เป็นเรื่องการกำกับดูแลและการลงในรายละเอียด และทุกอย่างที่ตนแก้ในขณะนี้มีผลกระทบต่อประชาชนทั้งสิ้น ถ้าจะทำให้ประชาชนที่มีอยุ่ 3-4 ระดับ สามารถลดความเหลื่อมล้ำ ความแตกต่างลงได้ ก็จะต้องทำอย่างที่ตนทำ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องมีส่วนรับผิดชอบ ใครมีรายได้สูงก็ต้องลดลงหน่อยหรืออยู่ตรงกลางก็ต้องลดลงมานิดหนึ่ง ถ้าจะเอาดีกว่านี้ก็ต้องไปหาระบอบอื่นเข้ามา ถ้าต้องการทุกอย่างหมดอะไรก็ได้ก็คงไม่มีใครในโลกนี้ทำได้
“ที่ผมเสียงดังอีกในวันนี้ผมไม่ได้โมโห แต่สงสัยเป็นเพราะหูอื้อ แต่ผมรู้ดีว่าทุกคนหวังดีต่อประเทศไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองดีๆ ไม่ใช่ว่านักการเมืองจะเลวทั้งหมด แต่ก็มีบางคนที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าใครเป็นอย่างไร เมื่อรู้ตัวคนดราก็ต้องปรับตัวเอง เมื่อประเทศชาติมีปัญหาแบบนี้ต้องดูว่าปัญหามันเกิดมาตั้งแต่เมื่อไหร่มีใครรับผิดชอบหรือแก้ไขกันบ้างหรือไม่ แล้วมากล่าวหาผมวันนี้ให้ความธรรมกับผมหรือไม่วันนี้ทุกคนทำงานกันทั้งหมดและผมก็บอกว่าให้ใจเย็นๆ จะไปต่อว่าใครไม่ได้เพราะ 500 เรื่อง แม้เราจะแก้ได้ 300 เรื่อง เขาก็ยังไม่พอใจยังต้องการให้เราทำงานให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น อย่างการจัดลำดับของเทียร์ แม้เขาจะลดเกรดประเทศไทย แต่ก็ยังให้กำลังใจเพราะเห็นในความตั้งใจของรัฐบาลนี้ที่มุ่งมั่นแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพียงแต่ขอเร่งรัดให้เป็นเวลาตามที่กำหนด เนื่องจากปัญหามีมายาวนานแล้ว”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ถือว่ารัฐบาลนี้แจ็คพอตหรือไม่ที่เข้ามาแล้วเจอแต่ปัญหา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่รู้ ไม่ต้องมาพูด เดี๋ยวสื่อก็จะกล่าวหาว่าตนโยนเรื่องไปให้ใคร แล้วจะเอาคำพูดของตนไปรบกับคนอื่น สื่อก็ชอบตั้งคำถามแบบนี้
วรชัยระบุรับได้เลือกตั้งช้าแต่รธน.ต้องเป็นประชาธิปไตย
นายวรชัย เหมะ อดีตส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง กับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป (ศปป.) ว่า วันนี้มีการเสนอความคิดเห็นที่หลากหลาย แต่สิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ที่นำโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเพื่อไทยมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ เรื่องของรัฐธรรมนูญที่ต้องมีแนวทางไปในเรื่องของความปรองดอง ลดความขัดแย้ง เป็นประชาธิปไตย เรารับได้หากการเลือกตั้งช้า แต่รัฐธรรมนูญต้องเป็นประชาธิปไตย ซึ่งควรมีการทำประชามติ แต่หากรัฐธรรมนูญยังเป็นแบบที่ร่างออกมานี้และไม่มีการแก้ไข เชื่อว่าความขัดแย้งจะไม่สิ้นสุด
นายวรชัยกล่าวต่อว่าวันนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งเฉพาะกลุ่มพรรคประชาธิปัตย์ กปปส. นปช. และพรรคเพื่อไทยเท่านั้น แต่เป็นความขัดแย้งของความคิดคนอนุรักษ์นิยมกับคนรักประชาธิปไตย ต้องทำให้ทั้ง 2 กลุ่มเดินไปด้วยกันได้ วันนี้ทุกฝ่ายต้องเป็นผู้ที่ร่วมมือกันช่วยให้ประเทศไม่มีความขัดแย้ง ถ้าคสช.มีความตั้งใจจะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งจริงต้องเสนอความเห็นที่ได้พูดคุยกันไปยังกรรมาธิการยกร่างฯ หากไม่ทำก็จะไม่เกิดประโยชน์อะไร ยึดอำนาจไม่จบ อย่างไรก็ตาม เสนาธิการทหารบกได้รับฟังความเห็นพอสมควร เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้พูด ได้แสดงความเห็น และจะนำแนวทางข้อเสนอทั้งหมดไปให้หัวหน้าคสช. ตนขอให้หัวหน้าคสช.รับฟังความคิดเห็นต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วย
ปนัดดาชี้ยุคนี้เป็นยุคหยุดความแตกแยก
หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวตอนหนึ่งในการบรรยายพิเศษ หัวข้อ “วิชาชีวิต วิชาของพ่อ วิชาแห่งความสุข” ที่ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล ให้กับคณะยุวชนประชาธิปไตย รุ่นที่ 2 จำนวน 160 คน ได้ฟัง ในโอกาสที่คณะยุวชนที่เข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงานที่ทำเนียบรัฐบาล โดยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ย้ำให้ใช้ชีวิตโดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสอนให้มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และรักประเทศชาติด้วยการประพฤติตนเป็นคนดี
นอกจากนี้ ม.ล.ปนัดดา ยังได้ยกพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ความว่า “ชาติใดไร้รักสมัครสมาน จะทำการสิ่งใดก็ไร้ผล แม้ชาติย่อยยับอับจน บุคคลจะสุขอยู่อย่างไร” มาให้คณะยุวชนได้ฟัง และระบุว่า ความเป็นประเทศไทยไม่เคยมีการแบ่งแยกเหมือนที่พลเอกประยุทธ์บอกเสมอว่าประเทศเราแยกกันไม่ได้ จะมาบอกว่าแยกมาเป็นประเทศนั้น แคว้นนั้นไม่ได้ ซึ่งตนฟังแล้วก็คิดว่าเป็นความคิดที่ไม่มีความรับผิดชอบ อีกทั้งเคยมีพรรคการเมืองพรรคหนึ่งซึ่งตนไม่ขอเอ่ยว่าพรรคไหนเคย บอกว่าหากจังหวัดนี้ไม่เลือกว่าพรรคเรา ระวังให้ดีจังหวัดนี้รัฐบาลจะไม่ส่งเงินไปสนับสนุนโครงการต่างๆ ซึ่งเป็นคำพูดที่ขาดความรับผิดชอบ ทั้งนี้การเลือกตั้งแม้เป็นปัจเจกบุคคล แต่การเป็นรัฐบาลต้องเป็นรัฐบาลที่ต้องช่วยเหลือประชาชนโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติภายใต้แผนของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.)
ม.ล.ปนัดดา กล่าวด้วยว่า หลายคนถามว่ายุคนี้เป็นของประชาธิปไตยหรือไม่ ก็ให้บอกเขาไปว่าเป็นยุคของการหยุดความแตกแยกและยุคที่มีความซื่อสัตย์ ซึ่งตรงกับแนวคิดของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการให้มีการพูดจาหารือกันเพื่อหาทางออกและสร้างให้เกิดความปรองดองในชาติ และนอกจากนี้ในการติดตามข่าวสารในโซเชียลมีเดียร์ต้องใช้วิจารณญาณไม่ใช่ว่าจะแชร์ข้อความแบบสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะสังคมโลกออนไลน์มีทั้งข้อดีคือรวดเร็วฉับพลัน แต่ข้อเสียคือต้องระวังการป้อนข้อมูลที่เป็นเท็จด้วย
สมเด็จวัดปากน้ำกำชับคณะสงฆ์นำศีล5สร้างปรองดอง
ที่วัดปากน้ำภาษีเจริญ นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ(พศ.) นำคณะผู้บริหาร และผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด(พศจ.)ทั้ง 76 จังหวัด เข้าถวายสักการะและสรงน้ำสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์(ช่วง วรปุญฺโญ)ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในประเพณีสงกรานต์ขึ้นปีใหม่ไทย โดยสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวให้โอวาทว่า ขอขอบใจผอ.พศ.และคณะที่ได้มาสรงน้ำในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในพศ.โดยระยะเวลาเช่นนี้ คณะสงฆ์และรัฐบาล ต้องการสร้างความสุขแห่งประชาชน สันติสุขของประเทศชาติ รวมทั้งต้องการความปรองดอง สมานฉันท์ โดยคณะสงฆ์ได้ช่วยรัฐบาลในการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ ด้วยการใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ก็คือ หลักของศีล 5 มาสู่การปฏิบัติของประชาชน ได้แก่ การไม่มุ่งร้ายผู้อื่น ไม่ทุจริตคดโกง ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่หลอกลวงกล่าวเท็จผู้อื่น และไม่เสพสิ่งเสพติด เชื่อว่า ศีล 5 จะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เกิดความปรองดอง สมานฉันท์ขึ้นได้
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เป็นนโยบายของมหาเถรสมาคม(มส.)เป็นหน้าที่โดยตรงของพศ.และพศจ.ทั่วประเทศ ที่จะต้องทำและสนองงานคณะสงฆ์ ซึ่งต้องอาศัยกำลังของพศจ.งานของคณะสงฆ์จึงจะเดินหน้าไปได้ รวมทั้งหากติดปัญหาเรื่องใดให้ประสานมายังพศ.ส่วนกลาง เพื่อที่จะได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา ที่สำคัญบุคลากรของพศ.ต้องรักงานที่ทำ หากไม่รักงานที่ทำทุกอย่างก็จะไม่ประสบความสำเร็จ ในขณะเดียวกัน พศจ.ต้องประสานงานกับเจ้าคณะจังหวัด และคณะสงฆ์ในพื้นที่ก็ต้องประสานกับพศจ.ในการประสานงานการทำงาน เพื่อให้งานคณะสงฆ์เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
“การทำงานพระพุทธศาสนาหากทำเพียงแค่ทำไปวันๆ ไม่ได้รักงานที่ทำ งานก็จะไม่สำเร็จผล ซึ่งการที่จะทำให้งานออกมาได้ผลดี ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน ทั้งคณะสงฆ์และพศ. เปรียบเสมือนขาสองข้าง หากขาดข้างใดข้างหนึ่งไป การเดินไปข้างหน้าก็จะสะดุด ที่สำคัญควรลดการถือตัวถือตน ละทิฏฐิมานะ หากไม่เข้าใจกันเรื่องใด ก็ควรที่จะพูดคุยกัน มิเช่นนั้นงานพระพุทธศาสนาก็จะไม่เดินหน้า จึงอยากฝากทั้งเจ้าคณะปกครอง คณะสงฆ์ และพศ. สามัคคีการทำงานร่วมกัน เพื่อให้งานพระพุทธศาสนาเดินหน้าไปได้และเกิดผลสู่การปฏิบัติต่อไป”ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าว



