
'บุญทรง-ภูมิ-มนัส'ประสานเสียง'ไม่ผิด'
23 เม.ย. 2558
'วิชา' แถลงเปิดสำนวนคดี 'จีทูจี' ย้ำทุจริตทุกขั้นตอน 'บุญทรง-ภูมิ-มนัส' ลั่น 'ไม่ผิด' อัด ป.ป.ช.ปฏิปักษ์ 'รบ.ปู' ลำเอียงยื้อไม่สอบ 'ประกันราคาข้าว' สมัย 'มาร์ค'
23 เม.ย. 58 เมื่อเวลา 09.25 น. การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช.ทำหน้าที่ประธานในการประชุม โดยพิจารณาเรื่องด่วน ดำเนินกระบวนการถอดถอนนายภูมิ สาระผล อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 ประกอบมาตรา 56 (1) และมาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นการแถลงเปิดสำนวนตามรายงานและความเห็นของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะผู้กล่าวหา และการแถลงคัดค้านโต้แย้งคำแถลงเปิดสำนวน หรือรายงานพร้อมความเห็นของ ป.ป.ช. ของผู้ถูกกล่าวหา ตามข้อบังคับ ข้อ 154 วรรคหนึ่ง
ทั้งนี้นายพรเพชร ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ผู้ถูกกล่าวหา คือ นายบุญทรง และนายภูมิ ได้ทำหนังสือคัดค้านการบรรจุวาระการถอดถอนเข้าสู่ที่ประชุม สนช. รวมทั้งคัดค้านวิธีพิจารณาการถอดถอน ว่า ไม่เป็นไปตามข้อบังคับการประชุม ซึ่งขอชี้แจงว่า ในครั้งการพิจารณาถอดถอนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายนิคม ไวยรัชพาณิช อดีตประธานวุฒิสภา และนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ อดีตประธานรัฐสภา ก็ได้มีการร้องเรียนคัดค้านเช่นเดียวกัน ซึ่งที่ประชุมได้มีการพิจารณาและมีมติว่า ความผิดดังกล่าว สนช.มีอำนาจในการถอดถอน และถือเป็นบรรทัดฐานในการดำเนินการถอดถอน
นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะผู้แทน ป.ป.ช. เป็นผู้แถลงเปิดสำนวนคดี ว่า เมื่อมีผู้ร้องเรียนพบการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. ปี 42 และได้มีการไต่สวนพยาน และผู้ถูกกล่าวหาเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอเป็นรายงานต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกอบด้วย นายภูมิ นายบุญทรง และนายมนัส รวมถึงข้าราชการทั้งหมด 21 ราย โดยเห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นการรับจำนำข้าวที่มีข้อท้วงติงตลอดเวลา ตั้งแต่เริ่มกระบวนการว่าจะก่อให้เกิดการทุจริตทุกขั้นตอน มีผู้ออกมาตรวจสอบและตักเตือนให้ระงับยับยั้งในโครงการดังกล่าว ทั้ง ป.ป.ช. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และรัฐสภา ตลอดจนนักวิชาการ รวมทั้งที่ปรึกษารัฐบาลและรัฐมนตรีบางท่านที่อยู่ในรัฐบาลขณะนั้น อาทิ นายธีระชัย ภูวนาทนรานุบาล เป็นต้น แต่ก็ไม่มีการฟังเสียงท้วงติง
นายวิชา กล่าวว่า กระบวนการทั้งหมดทำให้ระบบค้าข้าวทั้งประเทศเสียหาย โดยรัฐบาลชอบอ้างการช่วยเหลือชาวนา และถ้าผู้ใดคัดค้าน ก็จะกล่าวหาว่าคนที่คัดค้าน ไม่สงสาร ไม่เห็นใจชาวนาที่ยากจน ทั้งที่เราสามารถช่วยเหลือชาวนาได้อีกหลายวิธี ที่เป็นวิธีที่ยั่งยืน ซึ่งการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ จีทูจี ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ เป็นการค้าขายที่มิใช่การกระทำแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง มีข้อพิรุธผิดปกติมากมาย เพราะไม่มีการขายข้าวให้แก่รัฐบาล หรือตัวแทนของรัฐบาลต่างประเทศ ที่สำคัญไม่มีการส่งออกข้าวและทำสัญญาซื้อขายไปยังต่างประเทศ ดังนั้นการอ้างว่าเป็นการขายแบบจีทูจี ถือว่าผิดวิธีมาตั้งแต่ต้น มีการรับจำนำในราคาที่สูงกว่าท้องตลาด จนทำให้เกิดการขาดทุนเป็นจำนวนมาก และระบายข้าวแบบจีทูจีในราคาที่ต่ำกว่าปกติ เพราะเป็นราคาขายมิตรภาพ แต่ก็ยังเวียนข้าวอยู่ในประเทศ ย่อมเพิ่มมูลค่าเสียหายเป็นเท่าทวีคูณ ส่งผลกระทบสร้างความเสียหายต่อระบบงบประมาณอย่างร้ายแรง
นายวิชา กล่าวว่า ยังมีข้าราชการที่ยืนหยัดที่ต่อสู้เพื่อความจริงอย่างซื่อสัตย์สุจริต อาทิ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงพาณิชย์ และนางชุติมา บุญยประภัสสร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ในปัจจุบัน ที่เป็นพยานบุคคลสำคัญ ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยยืนยันว่า ไม่มีการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอย่างแท้จริง และเมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงและรับฟังผู้ถูกความกล่าวหาทั้งหมดแล้ว สรุปได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีอำนาจจัดการหรือรักษาข้าว และการพิจารณาการซื้อข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ได้มีเจตนาร่วมกันกระทำผิดกฎหมาย พร้อมด้วยกลุ่มบุคคลที่เป็นภาคเอกชน กระบวนการทุจริตจำนำข้าวไม่สามารถทำได้โดยลำพัง เพราะต้องกระทำได้ 3 ฝ่าย คือ ข้าราชการประจำ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นักธุรกิจภาคเอกชน ที่เข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนทุจริตทุกขั้นตอน
นายวิชา กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวจึงถือได้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตัวเองและผู้อื่น ก่อให้เกิดความเสียหายต่อกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ และประเทศชาติอย่างร้ายแรง คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้ว จึงมีมติเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนเสียง 7 เสียง ว่า กระทำของนายมนัส นายภูมิ และนายบุญทรง ในฐานะที่ได้รับมอบหมายจาก ครม. ให้เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบให้ขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ กลับไปดำเนินการเจรจาและให้ความเห็นชอบในการทำสัญญาซื้อขายข้าวกับบริษัทกวางตุ้ง และบริษัทไห่หนาน ที่ไม่ใช่ตัวแทนของรัฐบาลจีนในการทำจีทูจี และไม่ใช่หน่วยงานที่มีวัตถุประสงค์กับการค้าขายข้าวโดยตรงจากรัฐบาลจีน ดังเช่นหน่วยงานของไชน่า เนสชั่นแนล ซีลีนออยแอนด์ฟูตสตัค คอร์ปอร์เรชั่น หรือออคโค้ ประกอบกับเงินที่นำมาชำระค่าข้าว ไม่ได้นำมาจากหน่วยงานทั้งสองแห่ง อีกทั้งไม่มีการขนข้าวตามสัญญาซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ ออกนอกราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นกระบวนการปกติของการซื้อขายแบบจีทูจี ต้องเปิดแอลซี หรือเลตเตอร์ออฟเครดิต ไม่ใช่จ่ายเป็นเช็คเงินสดให้กรมการค้าต่างประเทศ หรือเอ๊กแวร์เฮ้าท์
"การกระทำดังกล่าวจึงมีความผิดทางอาญาฐานตกลงร่วมกันในการเสนอราคา เพื่อวัตถุประสงค์ที่จะให้เกิดประโยชน์แก่ผู้หนึ่งผู้ใดให้เป็นผู้ได้สิทธิ์ ได้ทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐ โดยหลีกเลี่ยงการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีอำนาจและหน้าที่ในการอนุมัติการพิจารณาหรือการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอราคารู้ว่าการเสนอราคาครั้งนี้ มีการกระทำความผิด แต่ละเว้นไม่ดำเนินการเพื่อไม่ให้มีการยกเลิกการดำเนินการเกี่ยวกับการเสนอราคา และฐานเป็นเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานของรัฐและทำการโดยมุ่งหมายไม่ให้เสนอราคา อย่างเป็นธรรม เพื่อเอื้ออำนวยกับผู้เข้าเสนอราคาให้เป็นผู้มีสิทธิ์ทำสัญญากับหน่วยงานของ รัฐ โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตรา 10 และมาตรา 12"
นอกจากนี้ยังมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อทำจัดการรักษาทรัพย์ใดๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่โดยทุจริตอันเป็นการเสียหายแก่รัฐ และฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตเพื่อให้เกิดความเสียหายกับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์และประเทศชาติอันเป็นส่วนรวมตามประมวล กฎหมายอาญามาตรา 151 และมาตรา 157 และ ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยไม่ชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายกับกรมการค้าต่างประเทศกระทรวงพาณิชย์และประเทศชาติ หรือปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยทุจริตตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. ปี 42 มาตรา 123 / 1 ซึ่งคณะกรรม ป.ป.ช. ได้ส่งเรื่องให้กับอัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องร้องคดี และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ประทับฟ้องและนำไปสู่การพิจารณาคดีแล้ว
นายวิชา ยังกล่าวอีกว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริงได้พบว่าแคชเชียร์เช็คที่นำมาชำระหนี้ค่าข้าวรัฐต่อรัฐ ส่วนหนึ่งเป็นแคชเชียร์เช็คของผู้ประกอบการค้ามันสำปะหลัง ซึ่งเป็นเจ้าของเงินดังกล่าวเป็นจำนวนมากถึง 3 พันกว่าล้านบาท และเอกสารหลักฐานปรากฏว่าผู้ประกอบการมันสำปะหลังเหล่านี้ เมื่อได้ส่งมอบแคชเชียร์เช็คให้กรมการค้าต่างประเทศแล้วก็ได้มีการเบิกมันสำปะหลังจากคลังสินค้าของรัฐบาล คณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงได้มีมติด้วยว่าให้สำนักงาน ป.ป.ช.แสวงหาข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐานว่าในช่วงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ได้ทำสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังแบบรัฐต่อรัฐที่ไม่ได้เป็นความจริง เช่นเดียวกับการซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐอีกหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนั้นกระบวนการไต่สวนพบว่าได้มีบริษัทจีน คือ ตัวละครชุดเดิมและชุดใหม่รวมทั้งสิ้น 4 บริษัท ได้เข้ามาทำสัญญาซื้อขายในลักษณะที่แบบตัวละครเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ราชการ หรือนักธุรกิจ หรือผู้ประกอบธุรกิจในด้านการค้าข้าว มันสำปะหลัง เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังดำเนินกระบวนการไต่สวนโดยเร่งด่วน เพื่อที่จะนำเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายอาญาต่อไป
'บุญทรง-ภูมิ-มนัส' ประสานเสียง 'ไม่ผิด'
เมื่อเวลา 10.40 น. นายบุญทรง แถลงเปิดคดีโต้แย้งสำนวนคดี ป.ป.ช. ว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่นำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. และการมาแถลงเปิดคดีด้วยตัวเองก็หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภา เพราะเรื่องที่ถูกกล่าวหาเป็นคดีทางการเมือง ซึ่ง ป.ป.ช.ควรรับฟังหลักฐานและวางตัวเป็นกลาง แต่ ป.ป.ช.มีข้อพิรุธ โดยเร่งรีบดำเนินคดี ไม่ไต่สวนพยานตามที่ร้องขอจำนวนมาก หากเปรียบเทียบกับคดีระบายข้าวของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมาหลายปี ก็ยังพิจารณาไม่เสร็จ โดยอ้างเหตุการณ์น้ำท่วมปี 57 อีกทั้งการทำสัญญาระบายข้าวย่อมมีผู้ซื้อ ผู้ขาย แต่ ป.ป.ช.กลับไม่มีการสอบพยานจากฝ่ายผู้ซื้อว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลจริงหรือไม่ และผู้ซื้อก็เป็นรายเดียวกันกับสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ นอกจากนี้ยังเห็นว่า ผู้แทนคดีฝ่าย ป.ป.ช.ที่เป็นเจ้าของสำนวน มีพฤติการณ์เป็นปฏิปักษ์กับตัวเองและรัฐบาลชุดนี้ โดยชี้นำว่าคดีดังกล่าวและอดีตนายกรัฐมนตรี ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดก่อนชี้มูลด้วยซ้ำ ทำให้เห็นถึงความไม่ถูกต้องไม่เป็นธรรม จึงคัดค้านเพื่อให้เจ้าของสำนวนถอนตัว เพื่อคำนึงถึงจริยธรรม แต่บุคคลนี้ก็ยังยืนยันปฏิบัติหน้าที่ต่อ
นายบุญทรง กล่าวว่า การทำหน้าที่ของตัวเอง คำนึงถึงปัญหาเร่งด่วน คือ การเร่งระบายข้าวที่มีอยู่ในสต็อกของรัฐบาล โดยได้ปฏิบัติตามมติที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กนข.) และข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช. เพราะหากไม่ดำเนินการอาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้ โดยข้อมูลการระบายข้าวแบบจีทูจี ต้องเป็นความลับ ไม่เปิดเผยปริมาณข้าวในสต็อกรัฐบาล เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเอาไปใช้เป็นเครื่องมือ ซึ่งรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ก็มียุทธศาสตร์การกระบายข้าวที่ไม่แตกต่างกัน เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เดิมที่รัฐบาลที่ผ่านมาเคยปฏิบัติทุกยุคทุกสมัย และบุคคลที่ปฏิบัติก็เป็นบุคคลเดิม ไม่ได้มีการโยกย้ายข้าราชการที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการระบายข้าวเลย แต่รัฐบาลได้ถูกกลุ่มการเมืองจ้องโจมตี นำมาเป็นวาระทางการเมือง
นายบุญทรง กล่าวว่า ข้อกล่าวหาว่าบริษัทที่มาเจราซื้อขายข้าวแบบจีทูจี ไม่ใช่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลจีนนั้น ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เป็นรัฐวิสาหกิจที่ถือหุ้นโดยรัฐบาลจีน 100% แต่บริษัทของจีนไม่เคยได้รับโอกาสมาชี้แจง ป.ป.ช. ทั้งที่ส่งหนังสือขอมาชี้แจง ป.ป.ช.ปฏิเสธที่จะรับฟัง จึงถือว่าเป็นการกระทำที่รับฟังความฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรม ไม่สมกับการทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรม ไม่เป็นกลางในการปฏิบัติ ยืนยันว่า ตลอดการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาการระบายข้าว ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ทุกประการ แต่กลับถูกกล่าวหาตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และยังถูกตั้งข้อหาตาม พ.ร.บ.ฮั้วประมูล ซึ่งร้ายแรงมีโทษจำคุกตลอดชีวิต
"วันนี้ผมเหมือนมีชีวิตแขวนบนเส้นด้าย โทษที่ฟ้องร้ายแรงถึงขั้นจองจำตลอดชีวิต จึงขอแก้ข้อกล่าวหาเพื่อไถ่ชีวิตตัวเอง หากสภาแห่งนี้ยังดำเนินการถอดถอนต่อ จะเท่ากับใช้ดุลยพินิจก้าวล่วงชี้นำศาล เป็นการประหารก่อนกระบวนการของศาล สำนึกยุติธรรมของท่านจะใช้ที่นี่ หรือพิสูจน์ที่ศาล ท่านไม่ควรดำเนินการใดๆ ในสภานี้อีก แต่หากทำ ขอให้ถาม ป.ป.ช.แทนด้วย ว่า เหตุใดจึงไม่สืบพยานฝ่ายผู้ซื้อ เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ ป.ป.ช กล่าวอ้างว่า เป็นความยุติธรรมได้อย่างไร สำหรับผมคือการประหัตประหารทางการเมืองที่ผมไม่อาจสยบยอม และขอปฏิเสธข้อกล่าวหา แต่จะสู้ต่อในกระบวนการยุติธรรม"
นายภูมิ แถลงเปิดคดี ว่า การที่ ป.ป.ช.หยิบยกประเด็นการอนุมัติขายข้าวในราคาที่ต่ำกว่าราคาในประเทศ ถือเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ถ้า ป.ป.ช.เห็นว่าต่ำกว่าที่ผ่านมา ก็ต้องมีหลักฐานมาแสดงว่าการขายข้าวรัฐต่อรัฐครั้งใดที่ได้ราคาสูงกว่า ยืนยันในความบริสุทธิ์และความสุจริต ไม่ได้ร่วมมือกับใครไปกระทำผิด แม้แต่ในรายงานและการไต่สวนของสำนวน ป.ป.ช. ก็ไม่ปรากฏหลักฐานว่า กระทำผิด มีแต่ความเห็นของอนุกรรมการไต่สวนของ ป.ป.ช.ที่ระบุว่า สมคบคิดร่วมกระทำผิด ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน ส่วนข้อกล่าวหาว่า ฮั้ว เป็นข้อกล่าวหาทางอาญาที่ร้ายแรง จึงอยากให้สมาชิกแยกแยะ ตรวจสอบรายละเอียดให้ชัด พร้อมให้ความเป็นธรรม ว่า มีพยานหลักฐานช่วงใดที่แสดงว่าได้สมคบ หรือแบ่งหน้าที่กันทำ เพราะไม่มีพยานหลักฐานใดในสำนวน ป.ป.ช.เลย นอกจากนี้ ขอเสนอให้ สนช.ยุติการพิจารณาถอดถอน เพราะสำนวนและเอกสารคดีทั้งหมดอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลได้กำหนดวันในการพิจารณาแล้ว สภาแห่งนี้ไม่ควรสร้างบรรทัดฐานใหม่ ในการพิจารณาคดีถอดถอนควบคู่ไปกับการพิจารณาของศาล หรือตัดสินก่อน
ด้านนายมนัส แถลงเปิดคดี ว่า ตลอดเวลาที่เป็นข้าราชการ ไม่เคยถูกสอบสวนวินัยทางราชการเลย ได้ทำหน้าที่ตามความรับผิดชอบและตามนโยบายของรัฐบาล และมติ ครม. แต่การทำหน้าที่ของตัวเองกลายเป็นเบี้ยตัวหนึ่งของฝ่ายการเมือง ทั้งที่เคยดำเนินการจัดการขายข้าวในรัฐบาลเดิมอย่างไร เมื่อมีรัฐบาลใหม่ออกมา ก็ทำอย่างนั้น ตลอดเวลา 2 ปี 5 เดือน ที่อยู่ในตำแหน่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ได้เสนอเอ็มโอยู กับประเทศฟิลิปปินส์จนสำเร็จ โดยการขายข้าวปีละ 2 ล้านตัน นอกจากนี้ทีมงานยังเคยทำการเจรจากับรัสเซีย ในสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เป็นผลสำเร็จ เพราะมีการต่อรองดอกเบี้ยจนได้เงินคืน อีกทั้งในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ก็ได้ขายสต็อกข้าวในโครงการประกันราคาข้าวได้จำนวนมาก หวังว่าจะได้รับความเป็นธรรมจากสภาแห่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่แถลงเปิดคดีเสร็จแล้ว นายพรเพชร ได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาแจ้งขอยื่นแถลงปิดสำนวนคดีด้วยวาจาภายใน 7 วัน นับตั้งแต่วันแถลงเปิดคดี ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 29 เม.ย. และหากจะแถลงปิดคดีด้วยเอกสารให้แจ้งภายในวันที่ 5 พฤษภาคม และให้สมาชิกยื่นญัตติซักถามได้ถึงวันที่ 27 เม.ย. เวลา 12.00 น. เพื่อพิจารณาให้มีการซักถามคู่กรณีในวันที่ 30 เม.ย. ทั้งนี้ได้ตั้งคณะกรรมาธิการซักถามจำนวน 7 คน จากนั้นนายพรเพชร ได้สั่งปิดการประชุมในเวลา 13.10 น.



