ข่าว

รายงาน : ระบบขนส่งมวลชนกับหวัด 2009

รายงาน : ระบบขนส่งมวลชนกับหวัด 2009

15 ก.ค. 2552

การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 กลายเป็นเรื่องที่ชาวบ้านทั้งประเทศให้ความสนใจ หลังพบผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 4,000 คน เสียชีวิต 21 คน "คม ชัด ลึก" ออกสำรวจระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ ว่าพวกเขาและเธอมีมาตรการรับมือการแพร่เชื้อไวรัสร้ายนี้อย่างไร เริ่มจากองค์

เจ้าหน้าที่ระดับสูงในกองประชาสัมพันธ์ ขสมก.บอกว่า นับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 ขสมก.เริ่มวางมาตรการป้องกัน ตั้งแต่การแจกหน้ากากอนามัยให้พนักงานขับรถและพนักงานเก็บสตางค์ ตลอดจนปลดผ้าม่านในรถปรับอากาศ ซึ่งเกรงว่าจะเป็นที่สะสมของเชื้อโรคออกทั้งหมด รวมถึงการทำความสะอาดเบาะที่นั่งและราวจับด้วยแอลกอฮอล์วันละ 2 ครั้ง

 "ในแต่ละวันรถของ ขสมก.จะแบ่งออกเป็น 2 กะ หน้าที่ประจำของคนขับและพนักงานเก็บสตางค์ที่ต้องปฏิบัติเมื่อมารับรถและส่งคืนรถ คือ เอาแอลกอฮอล์มาทำความสะอาดเบาะที่นั่งและราวจับทุกครั้งไป" เจ้าหน้าที่คนเดิมอธิบาย   

 ถึงวันนี้เชื้อไข้หวัดใหญ่ 2009 นอกจากจะยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงง่ายๆ แล้วยังขยายไปในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้ ขสมก.จึงทำเรื่องไปยังกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เพื่อของบประมาณเป็นเงิน 10 ล้านบาท เพื่อซื้อเจลล้างมือไว้บริการบนรถ ขสมก.รวมกว่า 3,600 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานงานอย่างเร่งด่วน

 แม้ ขสมก.จะพยายามหามาตรการป้องกัน แต่ก็ยังมีบางส่วนที่มองข้ามความจำเป็นในการป้องกันเชื้อหวัด 2009 โดย "สุรินทร์" พนักงานรถร่วมบริการสายหนึ่ง ยอมรับว่า เจ้าของรถยังไม่มีมาตรการชัดเจนในการป้องกันการแพร่ระบาดแต่อย่างใด ดังนั้น เขาและภรรยาซึ่งเป็นพนักงานเก็บสตางค์จึงหาซื้อหน้ากากมาปิดปากปิดจมูกเอง เนื่องจากเกรงจะได้รับเชื้อที่อาจแฝงมากับผู้โดยสาร

 คราวนี้ลองหันมาดูมาตรการของรถไฟฟ้ามหานครบ้าง จากการสอบถามผู้บริหารพบว่ามีมาตรการคล้ายๆ กัน คือ มีการทำความสะอาดที่นั่งและราวจับด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ สำหรับผู้โดยสารส่วนใหญ่ก็เริ่มตื่นตัวหาอุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างเช่นหน้ากากมาใช้แล้วเช่นกัน "เกษสรินทร์ แก้วคำจันทร์" กราฟฟิกดีไซน์ วัย 23 ปี เป็นหนึ่งในผู้โดยสารรถไฟฟ้าที่ไปหาซื้อหน้ากากอนามัยมาใช้ ทันทีที่มีข่าวแพร่ระบาดในวงกว้าง ทุกครั้งที่ต้องเดินทางไปกับระบบขนส่งมวลชนที่มีผู้คนมากๆ ก็จะนำออกมาใช้

 "ตั้งแต่มีข่าวไข้หวัดใหญ่ 2009 ระบาดฉันกลัวนะ เพราะปกติก็มักจะเป็นหวัดอยู่บ่อยๆ เลยไม่แน่ใจว่าตัวเองจะติดเชื้อหวัดตัวนี้หรือเปล่า จึงไปหาซื้อหน้ากากมาใช้ เวลาขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้าก็เอาออกมาใช้ ไม่อายหรอกที่ต้องใส่แบบนี้ ไม่เข้าใจคนไทยเหมือนกันที่มีความเชื่อผิดๆ ว่าคนที่สวมหน้ากากต้องเป็นคนที่ติดเชื้อไข้หวัดเท่านั้น ไม่คิดว่าเขาต้องการป้องกันตัวเองจากเชื้อโรครอบๆ ตัว" เกษสรินทร์กล่าว

 เรื่องที่กราฟฟิกดีไซน์หญิงกล่าวถึงนั้น คือ หลายครั้งที่เธอใส่หน้ากากอนามัยขึ้นรถแล้วคนรอบข้างทำท่ารังเกียจ พร้อมกับพยายามขยับออกห่าง มีอยู่ครั้งหนึ่งเธอลงมาจากอพาร์ตเมนต์ ผู้ชายคนหนึ่งเดินสวนมาเห็นเธอใส่หน้ากากถึงกับวิ่งหนีเลย แต่เธอก็มองเหตุการณ์ครั้งนั้นด้วยความขำๆ มากกว่าจะจริงจังซีเรียสแล้วเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ปลอดภัยสำหรับตัวเอง

 "ปิติพร เพรามธุรส" พนักงานบริษัทเอกชนวัย 26 ปี ก็เริ่มปรับลดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดไข้หวัดใหญ่ 2009 ด้วยการเลี่ยงไม่เข้าไปในแหล่งชุมชนที่มีคนเยอะๆ หรือสถานที่อับอากาศถ่ายเทได้ไม่สะดวก สิ่งสำคัญคือหมั่นดูแลสุขภาพและสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน และใช้บริการระบบขนส่งมวลชน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรคต่างๆ หลุดรอดเข้าไปในร่างกาย หากมีโอกาสก็จะล้างมือทำความสะอาดร่างกายทันทีที่กลับถึงบ้าน

 ส่วน "กฤษฎา พ่วงรอด" นักออกแบบหนุ่มวัย 28 ปี พยายามเปิดรับข่าวสารเกี่ยวกับไข้หวัดใหญ่ 2009 ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องมาตรการป้องกันและแนวทางปฏิบัติ เช่น เชื้อไวรัสตัวนี้จะไม่เข้าสู่ร่างกายคนที่มีสุขภาพแข็งแรง ดังนั้น จึงต้องดูแลรักษาร่างกายตลอดจนที่อยู่อาศัยให้ดี รวมถึงการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และพักผ่อนให้เพียงพอ

 "ก่อนออกนอกบ้านทุกครั้ง โดยเฉพาะตอนขึ้นรถเมล์หรือรถไฟฟ้า ผมจะใช้หน้ากากปิดปากทุกครั้ง" กฤษฎาเผยวิธีรับมือไข้หวัดใหญ่ 2009

 รถตู้ก็เป็นบริการขนส่งมวลชนอีกชนิดที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน ที่วินหน้าสถานีขนส่งหมอชิตใหม่ มีรถตู้หลายสายจอดเรียงรายรอลูกค้า แต่มีคนขับและผู้โดยสารประปรายเท่านั้นที่ใส่หน้ากากอนามัย ซึ่งพูดตรงกันว่าเพราะกลัวติดไข้หวัดใหญ่ 2009 ส่วนคนขับรถตู้ที่ไม่ได้ใส่ส่วนใหญ่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นเพราะใส่แล้วไม่ถนัด หายใจไม่ค่อยสะดวก

 "ถนอม ทัพทอง" อายุ 52 ปี โชเฟอร์รถตู้วินหมอชิตใหม่-มีนบุรี เป็นหนึ่งในคนกลุ่มน้อยที่สวมใส่หน้ากากอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันตัวเองจากโรคติดต่อร้ายแรงชนิดนี้ เขาให้เหตุผลว่าเป็นเพราะเมื่อไม่นานมานี้มีคนขับรถตู้วินเดียวกันติดไข้หวัดใหญ่ 2009 ตอนนี้รักษาตัวอยู่โรงพยาบาลและมีอาการค่อนข้างหนัก เลยทำให้รู้สึกกลัว ด้วยไม่แน่ใจว่าผู้โดยสารคนไหนจะติดเชื้อหรือไม่ ต่างจาก "ณัฐพัชร จันทร์ไว" คนขับรถตู้สายเมเจอร์รังสิต-ราม 1 วัย 44 ปี แม้จะมีหน้ากากพกติดตัวอยู่ก็จริง แต่ก็จะเลือกหยิบขึ้นมาใช้เฉพาะเวลามีผู้โดยสารบนรถไอหรือจามเท่านั้น

 "รถตู้เป็นรถส่วนตัวจึงไม่มีมาตรการชัดเจน เรื่องการป้องกันตัวบนรถตู้จะเป็นลักษณะป้องกันตัวเองมากกว่า ทั้งคนขับและผู้โดยสาร" ณัฐพัชรกล่าว

 ด้าน "ศิริวรรณ คำเรือน" อายุ 28 ปี ผู้โดยสารที่นั่งอยู่ข้างๆ โชเฟอร์ณัฐพัชรเองก็ไม่ได้สวมหน้ากากเช่นกัน เธอยอมรับว่ากลัวไข้หวัดใหญ่ 2009 แต่ไม่กล้าใส่หน้ากากเพราะแฟนมีความเชื่อและกำชับว่า การใส่หน้ากากตลอดเวลาจะทำให้ร่างกายอ่อนแอ ถ้าถอดออกเมื่อไรก็จะทำให้ติดเชื้อได้ง่าย ส่วนจะไปฉีดวัคซีนก็ไม่กล้ากลัวผลข้างเคียงที่จะตามมา

 แต่สำหรับ "นพดล กุหลาบ" ชายหนุ่มวัย 29 ปีที่นั่งรอรถตู้จากหมอชิตใหม่ไปปากน้ำ ใส่หน้ากากอนามัยอยู่ท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่หน้าเปล่าเปลือย ไม่รู้สึกอายที่ใส่หน้ากากไว้ตลอดเวลา เนื่องจากว่าเพื่อนที่โรงงานเป็นกันเยอะ ประกอบกับตัวเขาเองมีโรคประจำตัว การใส่หน้ากากจะช่วยลดการติดเชื้อ ซึ่งถ้าติดขึ้นมาจริงจะส่งผลไปถึงชีวิตการงานและคนที่ต้องเลี้ยงดู

 "เวลาจะออกไปตามแหล่งชุมชนผมจะใส่หน้ากากตลอด ผมอยากให้รัฐบาลรณรงค์ให้คนไทยใส่หน้ากากกันเยอะๆ ขณะเดียวกันก็ลบทัศนคติที่ว่า คนใส่หน้ากากเป็นผู้ติดเชื้อเสียที เพราะที่ผมใส่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อหวัดนั่นแหละ"

 จากหน้าหมอชิตเข้าไปในสถานีขนส่ง ผู้โดยสารที่นั่งรอรถทัวร์เกือบ 50 เปอร์เซ็นต์ตื่นตัวต่อการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ต่างสวมหน้ากากปิดปากปิดจมูก "หทัยกาญจน์ พงษ์ละคร" อายุ 20 ปี กำลังก้าวเท้าลงจากรถทัวร์กาญจนบุรี-กรุงเทพฯ สวมหน้ากากกลืนไปกับคนอื่นๆ ยอมรับว่า กลัวถึงได้ใส่ ขณะที่ "เกรียงไกร ไกรสินธุ์สม" อายุ 47 ปี คนขับรถทัวร์อีกสายบอกถึงสาเหตุที่ไม่ใส่ไม่เชิงไม่กลัว แต่ไม่มีและไม่รู้จะไปหาซื้อจากที่ไหน หากภาครัฐนำมาแจกจ่ายเพิ่มอย่างทั่วถึงคงจะดี

 ส่วนการทำความสะอาดรถทัวร์นั้น จากการสอบถามหลายเส้นทางได้ความว่า นอกจากการทำความสะอาดปกติ คือ เช็ดเบาะถูพื้นก่อนส่งรถแล้ว ตอนนี้ได้เพิ่มมาตรการพิเศษขึ้นไปอีก ด้วยการใช้น้ำยาฆ่าเชื่อพ่นแล้วเช็ดถูเบาะทับไปอีกชั้น