
บิ๊กตู่ยันไทยมุ่งแก้ปัญหาประมงผิดก.ม.
บิ๊กตู่ยันไทยมุ่งแก้ปัญหาประมงผิดก.ม. ระหว่างหารือกับโจโกวี โอกาสร่วมถกเวทีเอเชีย-แอฟริกา พอใจหลายประเทศให้การต้อนรับไทย
เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 เม.ย.2558 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลสำเร็จการเข้าร่วมประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา (Asian-African Summit) ระหว่างวันที่ 21-23 เมษายน 2558 ตามคำเชิญของนายโจโค วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ชาติสมาชิกให้ความเชื่อมั่นและเห็นถึงบทบาทของประเทศไทยว่า ยังเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนระหว่างประเทศ
ในการนี้พลเอกประยุทธ์ได้หารือกับ นาย โจโก วิโดโด ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ไทยพร้อมร่วมมือกับอินโดนีเซียในการพัฒนาความสัมพันธ์รอบด้านในฐานะประเทศทีมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 และไทยอันดับ 2 ของอาเซียน เพื่อประโยชน์ร่วมกันและของภูมิภาค ความร่วมมือด้านการประมง รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมายในน่านน้ำต่างประเทศ โดยถือเป็นวาระแห่งชาติ รวมทั้งการแก้ปัญหาภาคประมงไทยในลักษณะองค์รวม ทั้งประเด็นแรงงานผิดกฎหมาย การต่อต้านการทำประมงแบบ IUU และการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเล ส่งเสริมความร่วมมือการค้าและการลงทุน ไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับอินโดนีเซียทั้งระดับพหุภาคีและภูมิภาค เพื่อเสริมสร้างประชาคมอาเซียนที่ยึดมั่นในกฎเกณฑ์ โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้เป็นภูมิภาคแห่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรือง
พร้อมกันนี้ในการประชุมดังกล่าวสรุปสาระสำคัญ ดังนี้
นายกรัฐมนตรีกล่าวสาระสำคัญของการประชุมในครั้งนี้ว่า การประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา (Asian-African Summit) เป็นการฉลองครบรอบ 60 ปีของการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ปี ค.ศ. 1955 (การประชุมบันดุง) และครบรอบ 10 ปีหุ้นส่วนใหม่ทางยุทธศาสตร์เอเชีย-แอฟริกาในครั้งนี้ โดยมีผู้แทนกว่า 110 ประเทศทั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุม 25 คน อาทิ ประธานาธิบดีเมียนมาร์ ประธานาธิบดีศรีลังกา ประธานาธิบดีเวียดนาม นายกรัฐมนตรีปากีสถาน นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นต้น โดยไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศผู้ก่อตั้งการประชุมสุดยอด เอเชีย-แอฟริกา และให้ความร่วมมือและสนับสนุนเจตนารมณ์บันดุงมาโดยตลอดนับตั้งแต่การเข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของพระเจ้าวรวงค์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงหัวข้อหลักและเป้าหมายของการประชุม คือ การสร้างความเข้มแข็งในความร่วมมือใต้-ใต้ (หรือความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังพัฒนา) เพื่อส่งเสริมสันติภาพของโลกและความเจริญรุ่งเรือง “Strengthening South-South Cooperation to Promote World Peace and Prosperity” และทิศทางความร่วมมือระหว่างเอเชีย-แอฟริกาในอนาคตนั้น ที่จะต้องสานต่อยุทธศาสตร์ความเป็นหุ้นส่วนเอเชีย-แอฟริกา สร้างความเข้มแข็งความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เพราะทั้งสองภูมิภาคต่างมีศักยภาพ ปัจจุบัน มูลค่าการค้าเอเชียและแอฟริกา มีสัดส่วนร้อยละ 26 ของมูลค่าการค้าของแอฟริกาทั้งหมด รวมทั้งการเชื่อมโยงระหว่างกัน โดยมีสายการบินหลัก 8 สายการบินเชื่อมโยงกว่า 28 เมืองของเอเชียและแอฟริกา เมื่อพิจารณาจากภูมิรัฐศาสตร์ของไทยแล้ว ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างเอเชียและแอฟริกา
ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีการรับรองเอกสารผลลัพธ์การประชุม สำคัญ 3 ฉบับ ประกอบด้วย ข้อความสารบันดุง ปี ค.ศ. 2015 การเสริมสร้างความร่วมมือแบบใต้-ใต้ เพื่อส่งเสริมสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองของโลก (Bandung Message ๒๐๑๕ Strengthening South-South Cooperation to Promote World Peace and Prosperity) แสดงเจตนารมณ์ที่จะเสริมสร้างความร่วมมือแบบใต้-ใต้ เพื่อสันติภาพของดลกและความเจริญรุ่งเรือง ปฏิญญาว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่หุ้นส่วนใหม่ทางยุทธศาสตร์เอเชีย - แอฟริกา (Declaration on Reinvigorating the New Asian-African Strategic Partnership) เสริมสร้างความเข้มแข็งของหุ้นส่วนใหม่ทางยุทธศาสตร์เอเชีย-แอฟริกา สำหรับเป็นกลไกในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเอเชียและแอฟริกา ปฏิญญาว่าด้วยปาเลสไตน์ (Declaration on Palestine) เจตนารมณ์ที่จะให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อการต่อสู้อย่างถูกต้องของประชาชนปาเลสไตน์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิที่มิอาจทำให้เป็นอื่นได้ในการกำหนดการปกครองตนเอง
โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถ้อยแถลงในการประชุม Asian-African Summit โดยหยิบยกประเด็นสำคัญ คือ การพัฒนาความเชื่อมโยง (connectivity) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระชับความร่วมมือทั้งมิติด้านความมั่นคงและมิติทางเศรษฐกิจ ระหว่างเอเชียและแอฟริกา ไทยสามารถเป็นสะพานเชื่อมโยงระหว่างเอเชีย-แอฟริกา และจะใช้กลไกที่มีอยู่ คือความร่วมมือในกรอบอาเซียน เป็นกลไกขับเคลื่อนความร่วมมือสองทวีปอีกด้วย นอกจากนี้ ไทยยังได้เสนอที่จะแบ่งปันข้อมูลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน แก่มิตรประเทศ และที่สำคัญได้เสนอ “ข้อริเริ่มไทย-แอฟริกา” เพื่อแสดงความมั่งมั่นของไทยในการกระชับความสัมพันธ์กับภูมิภาคแอฟริกา
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังพบหารือทวิภาคีกับผู้นำและผู้แทนประเทศต่างๆ ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีแห่งรัฐปาเลสไตน์ สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งจอร์แดน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศตูนิเซีย และ ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ซึ่งไทยสนับสนุนสันติภาพและต้องการเห็นทุกพื้นที่บนโลกนี้สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สงบสุข เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน ซึ่งความสัมพันธ์ไทย-รัฐปาเลสไตน์ มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคลากร ทักษะฝีมือแรงงาน การท่องเที่ยว SMEs และการพัฒนาการเกษตร ไทยยังเห็นพ้องกับประชาคมโลกต่อกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลาง โดยใช้กลไกสหประชาชาติ เพื่อการแก้ปัญหาอย่างสันติ
สำหรับการเข้าเฝ้าฯ หารือกับสมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลเลาะห์ที่ 2 อิบน์ อัล-ฮุสเซน (His Majesty King Abdullah II Ibn Al-Hussein) สมเด็จพระราชาธิบดีแห่งราชอาณาจักรฮัซไมต์จอร์แดน นั้น
พระราชวงศ์ของทั้งสองประเทศมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ทำให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและจอร์แดนมีความก้าวหน้าอย่างมาก ขอบคุณรัฐบาลจอร์แดนที่ได้ให้การช่วยเหลือ และดูแลนักศึกษาไทยประมาณ 600 คน เป็นอย่างดี ทั้งสองฝ่ายหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวระหว่างกัน
การหารือทวิภาคีกับนายตายิบ บักคูชี (Mr. Taieb Baccouche) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศสาธารณรัฐตูนิเซีย ไทยยินดีที่ตูนิเซียประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ขอบคุณรัฐบาลตูนิเซียได้ให้ความช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก ในการอพยพแรงงานไทยออกจากลิเบีย เมื่อปี 2554 และในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน เมื่อปีที่ผ่านมา แสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์การก่อการร้ายที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติตูนิเซีย เมื่อเดือนมีนาคม สำหรับความร่วมมือนั้น ไทยพร้อมสนับสนุนและแบ่งปันประสบการณ์การพัฒนา ในสาขาที่ไทยมีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการศึกษา การท่องเที่ยว ประมง สาธารณสุขและการบริหารธุรกิจ
พอใจหลายประเทศให้การต้อนรับไทย
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า พอใจการเข้าร่วมประชุมประชุมสุดยอดเอเชีย-แอฟริกา 2015 ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ที่ได้มีโอกาสทำความเข้าใจว่าไทยพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงของเอเชีย-แอฟริกา ทั้งด้านการเกษตร การค้า การลงทุน มุ่งมั่นที่จะร่วมมือเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทุกประเทศเชื่อมั่นในความมีเสถียรภาพของไทย ที่ส่วนตัวดำเนินการได้พอสมควร ส่วนการหารือทวิภาคี กับผู้นำหลายประเทศ ต่างมุ่งหวังที่จะเพิ่มความสัมพันธ์กับไทยให้ใกล้ชิดมากขึ้น เช่น การขอตั้งสถานทูตปาเลสไตน์ในไทย ความร่วมมือทางการเกษตร การค้าการลงทุน
“หลายประเทศที่ผมคุยด้วย พร้อมที่จะให้ความร่วมมือ ผมได้เชิญหลายประเทศมาไทย เพื่อให้เห็นว่าประเทศสงบเรียบร้อย ผมอยากถามว่าคนไทยอยากให้ประเทศเป็นแบบไหน ไม่รู้ว่าจะปฏิรูปได้หรือไม่ แต่ผมทำเต็มที่ บางปัญหาแก้ได้ บางปัญหาแก้ไม่ได้ จึงต้องใช้ มาตรา 44 เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้ โดยเฉพาะเรื่องการค้ามนุษย์ และประมง ที่ผ่านมา แก้ปัญหาไม่ทันการณ์ เพราะปัญหาซ้ำซ้อนหลายอย่าง จึงต้องกำหนดเป็นวาระแห่งชาติและทำอย่างจริงจัง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า ระหว่างหารือทวิภาคีกับรัฐมนตรีต่างประเทศตูนิเซีย ทางตูนิเซีย ได้แสดงความยินดีที่ได้ดำเนินการปฏิรูปประเทศระยะแรกหลังรัฐประหาร ส่วนตัวไม่ได้ปฏิเสธระบอบประชาธิปไตย แต่ละประเทศมีปัญหาแตกต่างกัน ซึ่งไทยต้องการปฏิรูปทั้งประเทศ และอยากให้คนไทยร่วมมือกัน
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ต้องการสืบทอดอำนาจ แต่หากทำไม่เสร็จเรียบร้อยจะมาโทษตนไม่ได้ ยอมรับว่าเหนื่อย แต่ยังสู้ได้ และแม้ว่ารัฐบาลจะมาจากการควบคุมอำนาจ แต่ทุกประเทศให้การต้อนรับ
นายกรัฐมนตรี ยังระบุว่า การประชุมครั้งนี้ได้ร่วมรับรองร่างเอกสารผลลัพธ์การประชุม 3 ฉบับ คือร่างข้อความสารบันดุงปี 2015 การเสริมสร้างความร่วมมือแบบใต้-ใต้ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ และความเจริญรุ่งเรืองของโลก รวมถึงร่างปฏิญญาว่าด้วยการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่หุ้นส่วนใหม่ทางยุทธศาสตร์เอเชีย-แอฟริกา ที่จะแสดงเจตนารมณ์เสริมสร้างความเข้มแข็ง เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างกันและร่างปฏิญญาว่าด้วยปาเลสไตน์
.....................
(หมายเหตุ : ภายจาก AFP)



