
เปิดกลยุทธ์ธุรกิจยูฟันอุปโลกน์ยูโทเคนปั่นค่าเงิน
เปิดกลยุทธ์ธุรกิจยูฟันอุปโลกน์ ยูโทเคนปั่นค่าเงิน : พรรณทิพา จิตราวุฒิพรรายงาน
คดีแชร์ลูกโซ่ ยูฟัน สโตร์ กำลังเห็นเนื้อเห็นหนัง หลังจากประชาชนมากกว่า 100 ราย เข้าแจ้งความต่อตำรวจว่าได้รับความเสียหายจากนำเงินไปลงทุนกับบริษัทนี้แล้วไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนตามที่กล่าวอ้าง
ล่าสุด ตำรวจภายใต้การนำของ พล.ต.ท.สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วย ผบ.ตร. อยู่ระหว่างการตรวจสอบและแจ้งข้อหาดำเนินคดีผู้ที่เกี่ยวข้องไปแล้วจำนวนหนึ่ง โดยการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ากรณีนี้อาจมีผู้เสียหายถึง 1.2 แสนคน มูลค่าความเสียหายกว่า 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังเร่งรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนรู้เห็น รวมถึงการติดตามทรัพย์สินเพื่อส่งคืนให้แก่ผู้เสียหาย
ย้อนหลังไปเมื่อปลายปี 2557 ก่อนที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (ปคบ.) จะเข้ามารับผิดชอบทำคดีนี้ กระทรวงการคลัง เคยทำหนังสือถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบธุรกิจการออกสกุลเงิน “ยูโทเคน แคช” มาใช้แทนสกุลเงินปกติ ของ ยูฟัน สโตร์ ว่า ธุรกิจนี้ เข้าข่ายหลอกลวงประชาชน เช่นเดียวกับ แชร์ลูกโซ่ หรือไม่
เพราะการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า รูปแบบการทำธุรกิจของยูฟัน เป็น ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ โดยใช้สกุลเงิน “ยูโทเคน” เป็นตัวกลางในการซื้อขายสินค้าในกลุ่มสมาชิกที่นำเงินมาลงทุน ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าขึ้นหากสมาชิกรายนั้นไปหาสมาชิกรายใหม่มาเพิ่มในฐานะ ลูกข่าย โดยใช้ระบบเน็ตเวิร์กมาร์เก็ตติ้งในการทำธุรกิจ คาดว่ามีคนที่หลงเชื่อเข้าไปเป็นสมาชิกมากกว่า 3 หมื่นคน มีวงเงินหมุนเวียนในเครือข่ายหลายพันล้านบาท
วีรวิทย์ เก่งกาจไพศาล หนึ่งในสมาชิกยูฟัน อธิบายว่า การทำธุรกิจกับยูฟัน ลักษณะคล้ายกับซื้อคูปองอาหารในศูนย์การค้า แต่ต้องเปลี่ยนสกุลเงินเป็นยูโทเคน ซึ่งสามารถใช้ซื้อสินค้าในตลาดออนไลน์ที่เรียกกันในกลุ่มสมาชิกว่า “ยูบีทีมอล” โดยระบบจะจัดเก็บส่วนต่างจากผู้ขายร้อยละ 10 เพื่อนำกลับไปบริหารจัดการระบบของบริษัท ซึ่งเงินจำนวนนี้จะเป็นเงินส่วนหนึ่งที่เพิ่มมูลค่าให้แก่เงิน “ยูโทเคนแคช”
วีรวิทย์ กล่าวว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจใหม่ในบ้านเรา ซึ่งใช้รูปแบบธุรกิจ 3 ตัวมารวมกันในธุรกิจเดียว โดยบริษัทเปิดตลาดกลางให้สมาชิกทำกำไรกันเอง โดยมีความเกี่ยวเนื่องกันทั้ง 3 ช่องทาง โดยช่องทางแรก อีคอมเมิร์ซ เป็นตลาดซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างสมาชิก โดยผ่านตลาดกลางเดียวกันที่ยูฟันสร้างขึ้นมาและเก็บค่าธรรมเนียมจากสมาชิกที่นำสินค้ามาจำหน่าย 10% โดยซื้อขายผ่านคูปองยูโทเคน
ส่วนช่องทางต่อมาคือ ดิจิทัล โทเคน เป็นตัวกลางการแลกเปลี่ยนที่ชื่อว่า ยูโทเคน และได้เปรียบเทียบมูลค่าจากราคาปัจจุบันในการใช้งานและสามารถเพิ่มมูลค่าได้จากความต้องการถือครองและใช้งานจริงในโลกอุปสงค์-อุปทาน (Demand & Supply) ราคาของคูปองนี้จะกำหนดชัดเจนว่าห้ามวางขายต่ำกว่าราคาปัจจุบัน แสดงว่ามูลค่าคูปองนี้ไม่มีลด แต่จะเพิ่มมูลค่าตามความต้องการถือครองและใช้งานจริง
วีรวิทย์ อธิบายว่า ยูโทเคน เป็นเสมือนพระเครื่อง เมื่อสร้างขึ้นมาใหม่ๆ แทบจะแจกกันฟรี แต่พอมีความต้องการมากขึ้นก็จะมีมูลค่าสูงขึ้่นตามความต้องการ ซึ่งผู้ที่เข้ามาเป็นสมาชิก มีทั้งสองประเภท คือ ต้องการสมัครเพื่อซื้อขายสินค้า และผู้ที่ต้องการถือครองยูโทเคน เพื่อรอให้ราคาเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด ส่วนเน็ตเวิร์ก มาร์เก็ตติ่ง ก็คือ การใช้ระบบเครือข่ายเพิ่มจำนวนสมาชิก ซึ่งนิยมมากในธุรกิจประกันชีวิตและธุรกิจขายตรง
ยูฟัน ก็นำระบบนี้มาประยุกต์ใช้และเรียกว่า เอ็มจีเอ็ม ซึ่งจะจ่ายค่านายหน้าเหมือนกับการซื้อขายที่ดิน จ่ายครั้งเดียวจบและมีการจ่ายค่าบริหารตามระบบ ไบนารีย์ ตามรูปแบบของเน็ตเวิร์ก มาร์เก็ตติ้ง เหมือนประกันชีวิตที่จ่ายตามเบี้ยประกันครั้งเดียวจบเช่นกัน
"นอกจากตลาดออนไลน์แล้ว ยังมี ตลาดบาร์เทอร์ หรือ ตลาดออฟไลน์ บริษัทจะเก็บค่าธรรมเนียม 0.1-1.0 เปอร์เซ็นต์ จากผู้ซื้อ โดยการซื้อคูปองไปอาจไม่ต้องซื้อสินค้าในทันที แต่สามารถเก็บไว้ได้ ซึ่งการเก็บยูโทเคน มีเสน่ห์ตรงที่เวลาเก็บแล้วมันมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ตามหลัก ดีมานด์-ซัพพลาย คือ เมื่อสมาชิกใหม่เข้ามา ก็ต้องมาแย่งกันซื้อในตลาดที่มีราคาถูกที่สุด เมื่อราคาถูกสุดหมดไปราคาใหม่ก็เข้ามา ส่วนในระบบของสมาชิก คือการแนะนำสมาชิก โดยสมาชิกเป็นผู้แนะนำระบบต่อๆ กันไป ไม่ใช่การขายตรง แต่เป็นการแนะนำระบบเข้ามาซื้อขาย ขยายหรือทำกำไร ซึ่งในการขายสินค้าก็จะมีตั้งแต่ของชิ้นใหญ่คือ บ้าน ที่ดิน รถ คอนโด จนกระทั่งถึงของชิ้นเล็กๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า นาฬิกา เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าสมาชิกจะอยู่มุมใดของโลกก็สามารถซื้อขายกันได้ โดยต้องเป็นสมาชิกของบริษัท”
วีรวิทย์ อธิบายด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้ราคาสกุลเงินยูโทเคนมีราคาสูงขึ้น อยู่ที่นโยบายของบริษัท ที่ระบุว่า ห้ามขายสินค้าในราคาที่ต่ำกว่าราคาที่ซื้อมา จึงเป็นกลไกว่าราคาจะขยับขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วแต่กลไกการตลาด
วิธีการดำเนินธุรกิจเช่นนี้ มีลักษณะคล้ายกับธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.ศูนย์บริหารคดีพิเศษ ดีเอสไอ ระบุว่า ดีเอสไอ กำลังร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบที่มาที่ไปว่าบริษัทนี้เข้าข่ายการทำธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่หรือไม่
"ปัจจุบัน ขบวนการแชร์ลูกโซ่ขยายตัวมาก มีลักษณะคล้ายระบบขายตรง แต่หัวใจของแชร์ลูกโซ่ คือคุณไม่ได้มีธุรกิจจริง แต่คุณเอาเงินคนท้ายๆ ที่ระดมทุนได้ ไปจ่ายให้แก่คนต้นๆ ในอัตราที่สูง เพื่อให้เห็นว่าได้จริง เพื่อเกิดลูกโซ่ต่อไปเรื่อยๆ เมื่อไหร่ที่เงินท่อนท้ายไม่เข้ามาในระบบแชร์ก็ล้ม” พ.ต.ต.วรณัน อธิบาย
ดีเอสไอ ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชนตั้งแต่ปี 2547 ถึง 99 คดี คดีที่สิ้นสุดแล้ว 75 คดี และอยู่ระหว่างการสืบสวน 24 คดี และอยู่ระหว่างการสอบสวนก่อนรับเป็นคดีพิเศษอีกเกือบ 50 คดี ส่วนคดีแชร์ลูกโซ่ยูฟันจะลงเอยอย่างไร อีกไม่นานคงได้ข้อสรุป



