
ผบ.ทร.ย้ำไทยเร่งแก้ปัญหาประมง
22 เม.ย. 2558
ผบ.ทร. ย้ำไทยเร่งแก้ปัญหาประมง เชื่อไม่ถูกคว่ำบาตร เผย สนช.เพิ่มบทลงโทษเข้ม ชี้ อียู ดูแค่กฎหมายเก่า ระบุใบเหลืองไม่เกี่ยวปมการเมือง
22 เม.ย.58 พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) กล่าวถึงการเร่งแก้ไขปัญหาหลังจากสหภาพยุโรป (อียู) ให้ใบเหลืองเตือนไทยในการออกมาตรการ เพื่อป้องกันและขจัดการทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงานและไร้การควบคุม (ไอยูยู) ไม่ได้ตามมาตรฐานที่กำหนดว่า ช่วงต้นเดือนพ.ค. ทางอียูจะส่งเจ้าหน้าที่มาดูเรื่องการทำประมงของไทย ทั้งนี้ สินค้าประมงของไทย ถือว่ามีคุณภาพที่ดี ซึ่งทางต่างประเทศพยายามปิดกั้นไม่ให้อาหารทะเลของเราส่งออกไปต่างประเทศได้ โดยอ้างว่าเราใช้แรงงานเถื่อน ปัญหาตรงนี้ ทางผู้ประกอบการเรือประมงต้องเข้ามาคุย กับทางภาครัฐ เพื่อประโยชน์ของส่วนร่วม และเชื่อว่าจะแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากจะเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วน สำหรับในส่วนของกองทัพเรือก็ใช้กำลังพลตามปกติ ในการตรวจตราดูแลบริเวณน่านน้ำทะเลไทย แต่ก็ได้มีการกำชับเรือที่ออกลาดตระเวนให้เข้าไปตรวจสอบลูกเรือประมงว่าเป็นแรงงานเถื่อนหรือไม่ ซึ่งกองทัพเรือได้ประชาสัมพันธ์แบบหลายภาษา ทั้งภาษาพม่า และภาษากัมพูชา เขียนเป็นลายลักษณ์อักษรให้แรงงานเข้าใจ และรับทราบว่าได้รับเงินค่าจ้างแรงงานเต็มที่หรือไม่ เป็นการถูกบังคับมาใช้แรงงานหรือไม่ หากเจอเหตุการณ์ดังกล่าว ทางเจ้าหน้าที่ก็จะจับกุมทันที เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย เชื่อว่า ในตอนนี้คงไม่มีแล้ว และเราจะนำสิ่งนี้ไปตอบกับทางอียูว่า ทางไทยได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด หากพบการกระทำความผิดก็จะส่งดำเนินคดีทันที
เมื่อถามว่า ทางศูนย์ประสานงานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล(ศรชล.) ได้มีการสะท้อนปัญหาหลักๆ ในการทำประมงและการลักลอบแรงงานผิดกฎหมายบ้างหรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า ศรชลเป็นองค์กรใหญ่ของเรื่องเศรษฐกิจของทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งขณะนี้เรากำลังรอกฎหมาย เพื่อรองรับให้เป็นองค์กรที่ถูกต้อง ทั้งเรื่องงบประมาณ โดยภาครัฐที่เกี่ยวกับด้านประมงเข้ามาร่วมทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแค่กองทัพเรือ โดยทางรัฐบาลได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นหัวหน้า
เมื่อถามว่า จากการประเมินแล้วไทย จะไม่ถูกอียูคว่ำบาตรใช่ หรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า ในมุมมองของตนเชื่อว่า ไม่ถูกคว่ำบาตร ขอให้สื่อช่วยเขียนข่าวด้วยว่าเรากำลังแก้ไขปัญหาอยู่ เพื่อให้ประเทศชาติเดินหน้าต่อไปได้ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าใจปัญหานี้ดี โดยได้ตั้งคณะทำงานในภาพรวม ปัญหาคือเรือประมงต้องการผลประโยชน์มาก ปัญหาเรื่องแรงงาน และจำนวนเรือที่มากกว่าปกติ ซึ่งปัญหานี้สมาคมชาวประมงจะได้รับผลกระทบโดยตรง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาของเจ้าหน้าที่ภาครัฐ คือ อำนวยการการแก้ไขปัญหาในภาพรวม เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกัน ส่วนกฎหมายเรื่องประมงเราก็ได้แก้ไขแล้วโดยมีการเพิ่มโทษใน พ.ร.บ.การทำประมง ที่เพิ่งผ่านการพิจารณาขอสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปเมื่อไม่นานมานี้ จากเดิมปรับผู้ประกอบการประมงผิดกฎหมายเพียงไม่กี่ล้านบาท แต่กฎหมายใหม่มีโทษสูงสุดปรับ 30 ล้านบาท ขณะนี้รอการประกาศออกมา ซึ่งอียูคงพิจารณาจากกฎหมายเก่า เราจะนำสิ่งที่เราแก้ไขไปแจ้งให้ทราบต่อไป
เมื่อถามว่า ได้มองว่าการที่อียูให้ใบเหลืองครั้งนี้เกี่ยวกับปัญหาการเมืองหรือไม่ พล.ร.อ.ไกรสร กล่าวว่า คิดว่าไม่ เพราะเราได้ดำเนินการเรื่องนี้มานานแล้ว และทางอียูก็แจ้งเรามาก่อนหน้านั้นว่าจะให้ใบเหลือง เพียงแต่ว่าการปฏิบัติของเราอาจจะไม่รวดเร็วพอ อย่างไรก็ตามเราต้องไปศึกษาดูว่าประเทศที่ผ่านหรือถูกยกเลิกใบเหลืองไปแล้ว เช่นฟิลิปปินส์และเกาหลีใต้ เราจะต้องดูว่าเขาทำอย่างไร เพื่อหาแนวทางในการตอบโจทย์อียูให้ได้ทั้งหมด พร้อมกับทำเป็นรูปธรรมให้เห็น
‘อียู’ ยืดไทย 180 วันแก้ประมง-คาด ต.ค.นี้นัดตัดเชือก
22 เม.ย. นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ“ เจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์”กรณีอียูขึ้นใบเหลืองประมงไทยว่า ที่อียูแถลงวานนี้ (21 เม.ย.) เรื่องการทำประมงผิดกฎหมาย ส่วนของอเมริกาเรื่องการใช้แรงงานทาส ซึ่งเป็นคนละเรื่องกัน
ถามว่า อียูแถลงว่าเคยแจกใบเหลืองเตือนไทย ตั้งแต่ พ.ศ.2544 เรื่องทำประมงผิดกฎหมาย นายปีติพงศ์ กล่าวว่า อียูยังไม่เคยให้ใบเหลืองไทย เมื่อปี 2553 อียูใช้วิธีออกใบเหลือง แต่ยังไม่เคยประกาศให้ใบเหลือง ทั้งนี้ อียูได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาและเตือนไทยมาโดยตลอด จนกระทั่งครั้งสุดท้าย ปี 2557 เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม อียูตัดสินใจว่า จะให้ใบเหลืองไทย ซึ่งคำว่า จะให้ใบเหลือง ตนคิดว่าเป็นการให้ใบเหลืองไทยแล้ว จนกระทั้งวานนี้( 21 เม.ย.2558) อียู ออกแถลงการณ์เป็นทางการให้ใบเหลืองไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ ไทยได้รับข่าวสารมาตลอดว่า อียูจะให้ใบเหลืองไทยตั้งแต่เดือนกุมพาพันธ์
นายปิติพงษ์ กล่าวต่อว่า เมื่อเดือนตุลาคม รัฐบาลเข้ามาบริหารงานประมาณ 20 กว่าวัน รัฐบาลพยายามทำทุกอย่างในเรื่องนี้ ทั้งออกกฎหมาย จดทะเบียนเรือ ตั้งหน่วยคุ้มครอง ทำท่าเรือเข้าออก เป็นต้น ซึ่งตอนนี้รัฐบาลพยายามทำไปแล้วครึ่งทาง
ส่วนมาตรการแก้ปัญหาประมงไทย รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า มาตรการด้านกฎหมายอยู่แล้ว เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่อียูพูดมาตลอด และได้นำกฎหมายเข้าสภา แต่ตอนนี้ยังบังคับใช้ไม่ได้ แม้จะบังคับใช้ได้ต้องใช้เวลาอีก 60 วัน และเป็นกฎหมายการประมงฉบับใหม่ ซึ่งขณะนี้ผ่านหมดแล้ว รอประกาศราชกิจจาณุเบกษา และจะมีผลบังคับใช้ อีก 2 เดือน จึงมาคิดว่าการอุดช่องว่างของกฎหมายจะทำอย่างไร โดยมี 2 วิธี ออกเป็นพระราชกำหนด หรือต้องใช้อำนาจของ คสช. ม.44 ซึ่งตรงนี้กำลังพิจารณาอยู่ แต่ก็ไม่อยากจะใช้อำนาจพิเศษตรงนี้ โดยได้หารือกับกฤษฎีกา และอีก 2 เดือนที่จะบังคับใช้ ยังมีกฎหมายลูกออกอีก เพราะฉะนั้นจึงต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรในส่วนนี้ แต่ต้องทำภายใน 1-2 อาทิตยนี้ แต่ตอนนี้มีใบเหลืองแล้ว มีทางเลือกอื่นหรือไม่ ซึ่งเราก็ไม่อยากจะใช้ มาตรา 44 ถ้ามันมีทางออกอย่างอื่น
รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า กฎหมายประมงฉบับใหม่ครอบคลุมทุกด้าน ธุรกิจประมง ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ เจ้าของเรือ ชาวประมง และธุรกิจส่งออกและการทำเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โดยกฎหมายจะเชื่อมโยงมีการตรวจสอบทั้ง 3 ส่วนตรงนี้
“ ทางอียูขอไทย 4 เรื่อง คือ 1.กฎหมาย 2.แผนระดับชาติของไทย 3.การตรวจย้อนกลับ และ 4.การติดตามเรือในการทำประมงนอกน่านน้ำต้องติด GPS ซึ่งตรงนี้เรากำลังดำเนินการอยู่ ทั้งนี้ไทยกับอียู่ติดต่อหารือร่วมกันตลอด และ อียูให้เวลาไทย 180 วัน ซึ่งเดือนพฤษภาคมอียู จะส่งเจ้าหน้าที่ชุดแรกเข้ามา และจะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูเรื่อยๆ ทั้งนี้ ประมาณเดือนตุลาคม จะมาตรวจรอบสุดท้าย แต่ก็มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ยังทำไม่เสร็จ แต่ว่ามีท่าทีจะสำเร็จ ก็ยืดใบเหลือง 2.ทำสำเร็จก็ถอดใบเหลืองออกไป 3.ไม่ทำอะไรเลยก็โดนใบแดง ซึ่งประชาชนกับหน่วยงานราชการต่างๆ ต้องร่วมมือกัน " รมว.เกษตรฯ กล่าวว่า
กรข.ถกเร่งแก้ ‘อียู’ แจกใบเหลืองประมง เชื่อ 6 เดือนดีขึ้น
ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 13.00น. นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังการเป็นประธานการประชุมขับเคลื่อนและเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล(กขร.) ครั้งที่ 4/2558 ถึงกรณีที่สหภาพยุโรป(อียู) ประกาศให้ใบเหลืองสินค้าประมงของไทยและให้เวลา 6 เดือนในการปรับปรุงนโยบายด้านการแก้ปัญหาแรงงานประมงผิดกฎหมายนั้น เป็นเรื่องที่ยืดเยื้อมานาน แต่รัฐบาลที่นำโดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความตระหนักและสั่งการแก้ไขปัญหาดังกล่าวตามลำดับ อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงแรงงาน ได้รายงานต่อที่ประชุมว่าเรื่องดังกล่าวมีการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นลำดับอยู่แล้ว แต่เงื่อนไขของอียูนั้นมีหลายมิติ ทั้งด้านกฎหมายที่ทางอียูยังมองว่ากฎหมายไทยยังมีโทษน้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการร่างกฎหมายใหม่ในเรื่องการประมงที่ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)แล้ว และอยู่ในขั้นตอนกราบบังคมทูลฯตามขั้นตอนต่อไป นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเรื่องรายงานแหล่งจับปลาที่ยังต้องแก้ไขต่อไป
นายสุวพันธ์ กล่าวว่า ในส่วน กขร. ได้มีการหารือและมอบหมายให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาว่าประเด็นหลักที่อียูต้องการแก้ไขว่ามีส่วนใดบ้าง มีสาเหตุมาจากอะไร เชื่อว่าระยะเวลา 6 เดือนนั้นจะสามารถปรับได้ดีขึ้น และจะมีการพิจารณาติดตามการดำเนินการเป็นรายเดือนต่อไป ทั้งนี้รัฐบาลได้มีการประกาศให้เรื่องดังกล่าวเป็นวาระแห่งชาติ มี พรบ.การปราบปรามการค้ามนุษย์ที่ออกมาแล้วและหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองทำงานอย่างเต็มที่
นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วนผลกระทบระหว่างที่มีการแจกใบเหลืองนั้น กระทรวงเกษตรฯ รายงานในที่ประชุมกขร.ว่า สถานการณ์ประมงไทยยังมีการส่งออกเป็นลำดับต้นๆ และในช่วงนี้ก็ยังไม่มีการห้ามและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่ทั้งรัฐบาลและเอกชนต้องช่วยกัน เชื่อว่าการประกาศดังกล่าวเป็นคนละเรื่องและไม่เกี่ยวข้องกับการเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมาอียูก็มีการประกาศใบเหลืองให้มาเลเซียและฟิลิปปินส์ ขณะที่การเสนอคำสั่งคสช.ตามอำนาจในรัฐธรรมนูญชั่วคราวมาตรา 44 นั้นตนไม่ทราบว่าจะนำไปใช้ในส่วนใด แต่มองว่าเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่สำคัญและส่งผลกระทบสูงทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชนและเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย ดังนั้นมาตรการใดที่จะใช้เพื่อแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปด้วยดี รัฐบาลก็ต้องใชัทุกมาตรการเพื่อแก้ปัญหา แต่ก็ต้องใช้กฎหมายปกติก่อนและพิจารณาความจำเป็นต่อไป



