ข่าว

'บิ๊กป้อม'ป้อง'บิ๊กจิ๋ว'พันบึ้มสมุย

'บิ๊กป้อม'ป้อง'บิ๊กจิ๋ว'พันบึ้มสมุย

22 เม.ย. 2558

'ประวิตร' ป้อง 'บิ๊กจิ๋ว' ยังไม่มีรายงานเกี่ยวข้องระเบิดสมุย ชี้ ร่างรธน.ไม่ผ่านสปช. ต้องเริ่มต้นใหม่ ครม.-คสช.ไม่มีสิทธิ์แก้เนื้อหา นำ ผบ.เหล่าทัพ แถลงผลงาน

 
                            22 เม.ย. 58  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงความมั่นใจในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ยังไม่รู้ เพราะไม่ใช่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญ แต่จะต้องรอสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ก่อน เพราะยังมีอีกหลายขั้นตอน มิหนำซ้ำยังมีการแก้ไขอีกหลายมาตรา คุณฟังหรือเปล่า ถ้าฟังก็ต้องติดตาม อย่างไรก็ตาม คิดว่าคนไทยทุกคนก็อยากได้รัฐธรรมนูญที่ดี และให้ประชาชนพอใจ ส่วน สปช.พูดว่า ร่างรัฐธรรมนูญไม่เป็นที่ยอมรับอาจเกิดการรัฐประหารนั้น ตัวเองและ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ต้องการให้มีรัฐธรรมนูญที่ป้องกันไม่ให้เกิดการรัฐประหารอีก และสามารถแก้ไขปัญหาของกระบวนการกฎหมายเองได้ ประกอบกับแนวการทางปฏิรูปก็ต้องมีความต่อเนื่อง ไม่ใช่ทำยังไม่สำเร็จก็เลิกกันไป อย่างนี้ไม่ใช่ ต้องให้เกิดความชัดเจนว่าต้องปฏิรูปประเทศอย่างต่อเนื่อง
 
                            เมื่อถามว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านใน สปช. จะต้องเริ่มต้นใหม่หมด และจะไปกระทบกรอบโรดแม็พ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 เขียนไว้อยู่แล้ว ถ้าไม่ผ่านก็ต้องยกเลิกกันหมด แล้วต้องเริ่มต้นใหม่ ที่พูดนี้หมายถึงกรณีถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านใน สปช. ส่วนแนวโน้มจะเป็นอย่างไรนั้น ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทั้งนี้ต้องเข้าใจว่า ทาง คสช. และรัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องแต่อย่างใด เพียงแต่กระบวนการทั้งหมดเป็นหน้าที่ของ สปช.ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม สปช.กว่า 250 คน ต่างก็มีความรู้ความสามารถ มีคุณวุฒิ มีวัยวุฒิทั้งนั้น
 
                            เมื่อถามต่อว่า ในฐานะที่เป็นรองหัวหน้า คสช. รู้สึกเป็นห่วงการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญใน สปช. พล.อ.ประวิตร กล่าว่า ตอนนี้ยังไม่ห่วงอะไร เพราะยังอยู่ในขั้นตอนที่จะต้องพัฒนาต่อไปอีกว่า จะแก้ไข เพิ่มเติมอะไร อีกทั้งจะต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะมาถึง คสช. และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ดูเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนจะส่งกลับไป อย่างไรก็ตาม ขอย้ำว่าทาง คสช.และ ครม.ไม่มีสิทธิ์แก้เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่เป็นสิทธิ์ของ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.
 
                            เมื่อถามย้ำว่า ถ้าประชาชนเรียกร้องให้ทำประชามติ ทาง คสช.จะดำเนินการอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า "ก็เอาเลยสิ ประชาชนมีสิทธิ์ก็เอาเลย ก็ได้ ผมไม่ขัดข้องอะไร เราก็แล้วแต่ แต่อย่ามาบอกว่าต้องเป็นอย่างนู้นอย่างนี้ไม่ได้ เราฟังความเห็นส่วนใหญ่"
 
                            ผู้สื่อข่ามถามย้ำว่า แต่การฟังความคิดเห็นของเสียงส่วนใหญ่ที่อยู่ภายใต้ มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 จะมีความชอบธรรมในการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "มาตรา 44 ไปเกี่ยวข้องอะไร กับรับฟังความคิดเห็น มันเกี่ยวอะไร ซึ่งกฎหมายตัวนี้เกี่ยวข้องกับคนที่ทำผิดกฎหมายเท่านั้น ทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นเราก็จะบังคับใช้มาตรา 44"
 
 
 
นำ ผบ.เหล่าทัพ แถลงผลงาน กห.รอบ 6 เดือน
 
 
                            พล.อ.ประวิตร เป็นประธานในการแถลงผลงานรอบ 6 เดือนของประทรวงกลาโหม โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัชมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.ร.อ.ไกรสรณ์ จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.จอม รุ่งสว่าง เสนาธิการทหารอากาศ ร่วมการแถลงผลงาน
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวเปิด การแถลงผลงานดังกล่าวเป็นความต้องการของรัฐบาล ที่ต้องการให้ทุกระทรวงได้แถลงผลงานของกระทรวงตัวเองในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา โดยเฉพาะของกระทรวงกลาโหม ที่มีหน้าที่ครอบคลุมเรื่องความมั่นคง การรักษาอธิปไตยของประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ให้กับประเทศและประชาชน ทั้งนี้ งานของกระทรวงกลาโหมมีหลากหลาย ทั้งเรื่องการรักษาอธิปไตยตามแนวชายแดน ถือเป็นภารกิจหลัก ที่เราจะต้องมีกำลังพล อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อใช้ในการทำหน้าที่ให้ประชาชนได้เกิดความมั่นใจว่า เราสามารถอยู่ได้ จึงได้มีการจัดตั้งกองกำลังที่ประกอบด้วย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวม 8 กองกำลัง ในการร่วมมือกันรักษาอธิปไตย ตลอดจนดูแลงานตามแนวชายแดน เช่น แรงงานต่างด้าว อาชญากรข้ามชาติ ยาเสพติด ตลอดจนสิ่งผิดกฎหมายอื่นๆ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนว่า สิ่งจากนอกประเทศเหล่านี้จะไม่สามารถเข้าสู่ภายในประเทศของเราได้
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในแห่งราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทำหน้าที่ดูแลงานใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นหลัก โดยมี กอ.รมน.ภาค 4 ร่วมกับ สมช. บูรณาการเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย สำหรับการดูแลรักษาความสงบ ถือเป็นงานของ คสช.ที่ดำเนินการในภาพรวมดูแลรักษาความสงบ โดยปัจจุบันเราใช้กำลังทหารเป็นเจ้าพนักงานตามคำสั่งมาตรา 44 ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อป้องกันการเกิดเหตุร้าย ตลอดจนถ้าเกิดเหตุร้ายแล้วจะต้องจับตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ นอกจากนี้ยังมีการเพิ่มกล้องซีซีทีวีเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรม การตรวจค้น การตั้งด่านตรวจต่างๆ ตลอดจนถึงการจัดระเบียบสังคมเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า งานด้านความมั่นคงนั้นมีมากมาย เจ้าหน้าที่และกำลังพลทุกคนได้ร่วมมือกันเพื่อดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ทำอย่างไรที่ลดความขัดแย้งภายในประเทศเพื่อให้เกิดความสงบอย่างแท้จริงและถาวร ตลอดจนถึงการสร้างความปรองดองสมานฉันท์
 
                            "กระทรวงกลาโหม ดำเนินการทุกเรื่องเพื่อให้เกิดความเรียบร้อย แต่ยอมรับว่า ยังมีคนทำให้เกิดความไม่มั่นคง และสร้างความขัดแย้งในสังคม ถือเป็นความจำเป็นที่ต้องสร้างความเข้าใจ ว่าต้องทำอย่างไรที่จะทำให้เกิดความสงบเรียบร้อย ซึ่งปัจจุบันนี้สถานการณ์มีความเรียบร้อยพอสมควร แม้ว่าประชาชนจะมีความเชื่อมั่นในทหารและตำรวจว่าสามารถทำได้ แต่มีหลายอย่าง หลายคน ทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของทุกคนต้องดำเนินการ เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย ประเทศเดินไปข้างหน้า ซึ่งรัฐบาลชุดนี้พร้อมชี้แจงทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความไม่โปร่งใสและมีธรรมาภิบาลในการดำเนินงาน"
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวอีกว่า สำหรับ การดูแลเทิดทูลสถาบันพระมหากษัตริย์ เรามีกฎหมายดูแลอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ ส่วนราชการตอลดจนถึงประชาชนที่ต้องร่วมมือกันดูแล ช่วยกันรักษาปกป้องสถาบันให้คงอยู่ไปชั่วปัลปวสาร ถือว่าสถาบันพระมหากษัตริย์อยู่คู่กับประเทศไทยมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน
 
                            จากนั้น มีการฉายวีดิทัศน์ผลงานของกระทรวงกลาโหมเป็นเวลา 15 นาที โดยสรุปถึงผลงานที่ผ่านมา ในด้าน การสร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับประชาชน โดยการจัดกองกำลังป้องกันชายแดน 8 กองกำลัง เพื่อดูแลงานด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน ทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นจนสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติสุขและไม่มีการรุกล้ำอธิปไตย นอกจากนี้จัดตั้งศูนย์แก้ไขปัญหาความมั่นคงแบบบูรณาการ เพื่อแก้ไขงานมั่นคงทุกมิติให้เกิดความรวดเร็ว แบบ one stop service มีการติดตั้งระบบส่องสว่าง 237,000 และกล้องวงจรปิด 40,000 จุด ในพื้นที่เสี่ยงเพื่อป้องกันอาชญากรรม 63 จังหวัด นอกจากนี้จัดกำลังทหารสนับสนุนการจัดระเบียบสังคม การจัดชุดมวลชน จัดระเบียบยานพาหนะรับจ้างต่างๆ
 
                            นอกจากนี้ ยังมีการจัดกำลังทหารสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผลให้สถานการณ์ดีขึ้นตามลำดับ โดยสถิติเหตุการณ์ลดลงร้อยละ 62.63 และจำนวนการสูญเสียลดลงร้อยละ 45.89 เมื่อเปรียบเทียบกับกับห้วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่ขั้นสุดท้ายตามโรดแม็พของการแก้ไขปัญหา คือ ขั้นการเสริมสร้างสันติสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน
 
                            ส่วนการดำเนินการจัดระเบียบเรือประมง และการจัดทำฐานข้อมูลเรือและแรงงานประมง พร้อมกับการตรวจสอบเรือประมง 500 ลำ และสามารถจับกุมเรือที่ทำผิดกฎหมาย 100 ครั้ง โดยศูนย์ประสานงานการปฎิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ผลการดำเนินการทำให้เกิดการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างเข้มข้น
 
                            ด้านการแก้ไขปัญหาความยากจน โดยการส่งเสริมเรียนรู้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียงและการทำเกษตรทฤฎีใหม่และเพิ่มช่องทางกระจายสินค้าทางการเกษตรผ่านการตั้งศูนย์และจัดการอบรมในโครงการต่างๆ ตลอดจนการเพิ่มความเข้มงวดในการสะกัดกั้นการลักลอบนำเข้าสินค้าทางการเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านซึ่งเป็นสาเหตุให้ผลผลิตทางการเษตรตกต่ำ โดยผลการดำเนินการทำให้เพิ่มรายได้และลดรายจ่ายให้กับประชาชน พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ
 
                            สำหรับการช่วยเหลือและบริการประชาชน โดยจัดศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกระทรวงกลาโหม เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ไฟป่า ภัยแล้ง น้ำท่วม ซ่อมแซมบ้านเรือนประชาชน และการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับประชาชน โดยการบูรณาการกำลังทหาร ตำรวจ ป่าไม้ และฝ่ายปกครองในการดูแลรักษา และตรวจสอบการครอบครองพื้นที่ป่าไม้และดำเนินคดี  ต่อผู้กระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างสภาพแวดล้อม อย่างต่อเนื่อง ตลอดจนถึงการพิทักษ์ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและการสร้างสภาพแวดล้อม ผ่านโครงการเฉลิมพระเกียติต่างๆ ซึ่งผลการดำเนินการทำให้มีการเพิ่มพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และป่าต้นน้ำ รวมทั้งการฟื้นฟูระเบบนิเวศน์อย่างยั่งยืนส่งผลให้ประชาชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
 
                            ในด้านการส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม ได้สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศสมาชิกอาเซียน มิตรประเทศ และองค์การระหว่างประเทศ รวมทั้งเข้าร่วมการประชุมในกรอบระดับทวิภาคี และเสริมสร้างความมั่นคงร่วมกัน เช่นการเข้าประชุมผู้นำทางทหารประจำปี 2557 ที่ประเทศบรูไน จัดกำลังพลปฏิบัติหน้าที่ผู้บัญชาการกองเรือเฉพาะกิจผสม 151 ป้องกันและปราบปรามการกระทำอันเป็นโจรสลัด และการปล้นเรือโดยใช้อาวุธในพื้นที่อ่าวเอเดน ชายฝั่งโซมาเลีย การประชุมรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอาเซียน ที่สหภาพพม่า การจัดการฝึก cobra gold 15 มีประเทศเข้าร่วมฝึก 24 ชาติ รวมทั้งสิ้น 11,000 คน การฝึกการแก้ไขปัญหาก่อการร้ายสากลไทย-ออสเตรเลีย Dusk Panther ที่ออสเตรเลีย เป็นต้น
 
                            เรื่องการเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่มีการจัดกิจกรรมและโครงการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาวมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา 5 ธ.ค. 57 และสมเด็จพระเทพพระรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เม.ย. 58 นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินการต่อการกระทำที่ไม่เหมาะสมกับสถาบันหลักของชาติ ทั้งทางสื่อ และบุคคล โดยสามารถตรวจสอบการกระทำที่บ่อนทำลายสถาบันจำนวน 350,000 ครั้ง ตรวจพบเว็บไซต์บ่อนทำลายสถาบันจำนวน 100 เว็บไซต์ และได้แจ้งให้หน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่งผลให้การกระทำที่บ่อนทำลายสถาบันลดลงหรืออยู่ในวงจำกัด
 
                            สำหรับแผลการดำเนินการในห้วงระยะเวลาต่อไปนั้น เช่นการเรียมการจัดการประชุม pacific Environmental Security Forum 2015 โดยมีผู้แทนจากประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจำนวน 35 ประเทศ ระหว่าง 8 - 11 มิ.ย.58 และเตรียมการจัดการประชุมประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียน ระหว่าง 20 - 24 ก.ค. 58 ที่กรุงเทพฯ เตรียมการจัดตั้งศูนย์แพทย์ทหารอาเซียนขึ้นในประเทศไทย มีกำหนดเปิดอย่างเป็นทางการในเดือน ต.ค. 58
 
 
 
ยันผลงานเป็นรูปธรรมจับต้องได้
 
 
                            พล.อ.ประวิตร แถลงถึงผลงาน 6 เดือนที่ผ่านมาของกระทรวงกลาโหม ว่า กระทรวงกลาโหมได้รับมอบหมายจากรัฐบาลในเรื่องการปรองดองสมานฉันท์ และการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ซึ่งในภาพรวมจะเห็นชัดเจนที่ผ่านมา คือ ลดน้อยลง ทำให้ความสงบได้เกิดขึ้นอย่างแท้จริง แม้ว่าจะมีกลุ่มต่อต้านอยู่บ้าง ดังนั้นกลุ่มที่ออกมาแสดงความคิดเห็นต่างๆ จะต้องหยุดก่อน เพื่อให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งให้เกิดความปรองดอง และมั่นคงถาวร ซึ่งสิ่งนี้สามารถจับต้องได้โดยไม่มีคนเกะกะระรานสร้างความวุ่นวาย แต่ก็มีบ้างในปัญหาความยากจนต่างๆ ความไม่เข้าใจในเรื่องของปัญหาในเรื่องเกษตรกร สิ่งเหล่านี้รัฐบาลพยายามแก้ไข
 
                            เมื่อถามว่า อุปสรรคในการทำงานของรัฐบาล และ คสช. โดยเฉพาะเรื่องความปรองดอง จะเดินหน้าคืนความสุขให้ประชาชนอย่างแท้จริงใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เมื่อเรามีรัฐธรรมนูญ และมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาล ต่อไปพื้นฐานที่รัฐบาล และ คสช. ดำเนินการ และรัฐบาลที่เข้ามาใหม่ก็ดำเนินการต่อ ก็จะมีความสุขอย่างถาวร ไม่มีความขัดแย้ง ถ้าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ได้ออกมา
 
                            เมื่อถามย้ำว่า ช่วงระยะเวลาที่เหลือในการบริหารประเทศของ รัฐบาล และ คสช. มั่นใจจะคืนความสุขให้ประชาชน 100 เปอร์เซ็นต์ ใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า คืนชัดเจนตอนนี้ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ปฏิบัติงานมุ่งหวัง และตั้งใจคืนความสุขให้กับประชาชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่ก่อนวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา ที่ทุกคนมีความเดือดร้อน ไปมาหาสู่ไมได้ มีความหวาดระแวง แต่ปัจจุบันเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีแล้ว
 
 
 
สถิติก่อเหตุไฟใต้ลดลง
 
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวถึง การแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า การก่อเหตุในพื้นที่ ถือว่าลดลงอย่างเห็นได้ชัดตามสถิติ แต่ในเรื่องปัญหาความไม่เข้าใจของประชาชนบางส่วน ยังมีอยู่ ซึ่งการทำความเข้าใจได้ทำอย่างต่อเนื่อง เพราะปัญหา 3 จังหวัดภาคใต้ เกิดมาเป็น 10 ปีแล้ว ฉะนั้น จะต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจ และที่สำคัญ ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ด้วย
 
                            พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงเหตุการณ์ที่ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ว่า เจ้าหน้าที่ไม่มีเจตนาที่จะทำให้เกิดความผิดพลาด แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์แล้วก็มีการจัดตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย มาพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งทุกฝ่ายก็ลงความเห็นว่า เจ้าหน้าที่ต้องเข้าไปปฏิบัติงาน ซึ่งได้เข้าไปในช่วงเวลากลางคืน ก็ต้องยอมรับ เราก็ไม่ได้บอกว่าทำถูก แต่เจ้าหน้าที่ก็รับผิดชอบในเรื่องของผิดพลาด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้เพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นและไม่ให้เกิดขึ้นแบบนี้อีก
 
                            ขณะที่ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม และผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า การปฏิบัติงานในพื้นที่ภาคใต้ นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.ประวิตร เป็นคนรับผิดชอบ ซึ่งกรอบแก้ไขปัญหาไม่ได้ใช้เฉพาะกำลังเพียงอย่างเดียว แต่การแก้ไขปัญหาได้แก้ในภาพรวม โดยคณะกรรมการขับเคลื่อน ได้มีการแบ่งกลุ่ม 7 งาน โดยครอบคลุมการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งที่ผ่านมาสามารถปรับความต้องการของกลุ่มงานต่าง ๆ ในทุกปัญหาให้กลับเข้ามา และตรงกับความต้องการของประชาชน และสามารถปรับแผนงานที่ไม่เคยปรากฏ โดยได้ทำแล้ว 50 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นการแก้ไขปัญหาในระดับนโยบายข้างบน ทั้งนี้ รัฐบาลหวังว่าจะให้เกิดประโยชน์การพูดคุยสันติสุข โดยมี พล.อ.อักษรา เกิดผล เป็นหัวหน้าคณะ
 
                            พล.อ.อุดมเดช กล่าวว่า การพูดคุยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยมีการเดินทางพบปะกันในลักษณะทีมงาน เพื่อหารือให้ลงตัว ยอมรับของคณะกรรมการทั้งสองฝ่าย และคิดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในโอกาสต่อไป ส่วนในพื้นที่ได้มีการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่ โดยนายกรัฐมนตรีไม่อยากเปรียบเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่จากการทำงานในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ ต.ค. 2557 ถึงปัจจุบัน สถานการณ์รุนแรงลดลงประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ความสูญเสีย หากเปรียบเทียบกับช่วงที่ผ่านมาลดลง 40 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าเป็นการดำเนินการจากการขับเคลื่อน และนโยบายภาคใต้ จะพยายามดำเนินการให้มีส่วนร่วมมากขึ้น สนับสนุนการดำเนินการที่เราจัดตั้ง ศูนย์ปฏิบัติการอำเภอ ที่จะทำให้คนในพื้นที่ส่วนราชการได้บูรณการในระดับล่าง และประกอบกับการยกระดับให้ภาคใต้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
 
                            "การทำความเข้าใจ จะให้เพิ่มงานด้านกีฬา เพื่อเป็นการปูทางเข้าไป โดยจะเป็นประโยชน์ในรอบด้าน ให้การแก้ไขปัญหาภาคใต้ให้ดีขึ้น ทั้งนี้จะพยายามทำให้สถานการณ์ดีขึ้นตาม โดยแบ่งเป็น 3 ขั้น คือ 1. แก้ปัญหาตั้งแต่ปี 2547 ในการแก้ไขเฉพาะหน้า 2. ปฏิบัติการเชิงรุก กับการพัฒนา ขณะนี้อยู่ในปลายขั้นที่ 2 และ 3. การสร้างสันติสุขให้เกิดยั่งยืนต่อไป ทั้งนี้ จะพยายามถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่ เพื่อให้กำลังพลในพื้นที่ภาคใต้ และประชาชนดูแลตัวเอง ขณะนี้ถือว่า ดีขึ้นตามลำดับ ในเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา มีการทดลองการปรับกำลังหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี ในส่วนหัว โดยให้กองพลทหารราบที่ 15 เข้าไปบังคับบัญชาในพื้นที่ แต่ก็ยังมีกำลังหลักอยู่"
 
 
 
ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการแจง ไอยูยู
 
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงความจำเป็นที่จะใช้ ม.44 ตั้งคณะกรรมการแจง ไอยูยู ให้ใบเหลืองไทย ว่า ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44 นายกรัฐมนตรีมีอำนาจแล้ว ซึ่งรู้ๆ กันอยู่ โดยทางกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ไปแล้ว เราไม่อยากพูดซ้ำ จะคุยกับนายกรัฐมนตรีในการตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจไปชี้แจงในเรื่องของการประมงของประเทศไทยว่า ได้ดำเนินการอย่างไร แก้ไขอย่างไร ตั้งแต่เป็นรัฐบาล ซึ่งนายกรัฐมนตรี สามารถออกคำสั่งได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้ ม.44
 
 
 
พร้อมประสานแก้ปัญหาทะเลจีนใต้ให้เกิดสันติภาพ
 
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงปัญหาในทะเลจีนใต้ว่า ปัญหาเรื่องทะเลจีนใต้ ประเทศไทยมีการประกาศความชัดเจนว่าจะให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริง และจะให้ความสะดวกในการประสานงาน โดยเราจะทำทุกอย่างให้เกิดสันติภาพอย่างแท้จริงในทะเลจีนใต้ เราไม่ต้องการให้เกิดการใช้กำลัง โดยนายกรัฐมนตรีพูดชัดเจน โดยนโยบายของกระทรวงกลาโหม จะอำนวยความสะดวกให้เกิดความปลอดภัยในทะเลจีนใต้
 
                            เมื่อถามถึง รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับนานาประเทศเหมือนกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีน หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่อยากให้มองในเรื่องนี้เป็นกรณีพิเศษ แต่สมัยที่เป็น รมว.กลาโหม ในยุคที่ผ่านมา ทาง รมว.กลาโหมจีน ก็มาเยือน 2 - 3 ครั้ง และรัฐธรรมนูญบางประเทศ ระบุว่า รัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่สามารถที่จะดำเนินการในเรื่องใดได้บ้าง ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลเปิดกว้างให้กับทุกประเทศ และทุกอย่างก็เกิดความสมดุลอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการฝึกคอบร้าโกลด์ ไทยก็พร้อมที่จะฝึกกับทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น หรือประเทศต่างๆ
 
 
 
ยังไม่มีรายงาน 'บิ๊กจิ๋ว' เกี่ยวข้องระเบิดสมุย
 
 
                            พล.อ.ประวิตร กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าไปพัวพันกับเหตุลอบวางระเบิดที่ จ.สุราษฎร์ธานี ว่า "ตรงไหน ใครล่ะที่พาดพิง มันไม่มี มันมีที่ไหน"
 
                            เมื่อถามย้ำว่า พล.อ.ชวลิต ไม่เกี่ยวข้องใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า "พี่จิ๋วอาจจะลงพื้นที่ในช่วงนั้นพอดี แต่ผมยังไม่ได้รับรายงานเกี่ยวกับประเด็นนี้ เพียงแต่เขาจะลงไปทำอะไร อย่างไรอันนี้ผมไม่รู้นะ เพราะยังไม่มีในรายงาน"
 
                            เมื่อถามว่า ต้องขอข้อมูลจาก พล.อ.ชวลิต หรือไม่ว่าลงไปทำอะไรในช่วงนั้น พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการ หากเห็นว่าเกี่ยวข้องกับใครก็จะเชิญมาสอบถาม