ข่าว

‘บวรศักดิ์’ชี้อภิปรายร่างรธน.2วันสร้างสรรค์

‘บวรศักดิ์’ชี้อภิปรายร่างรธน.2วันสร้างสรรค์

22 เม.ย. 2558

‘บวรศักดิ์’ ชี้อภิปรายร่างรธน. 2 วันเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ยินดีนำความเห็น ‘สปช.’ ไปปรับแก้ให้เกิดความเหมาะสม

 
         22 เม.ย.58 นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญตลอด 2 วัน ว่า ตลอดระยะเวลา 2 วันของการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญเป็นการอภิปรายอย่างสร้างสรรค์ โดยกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญยินดีรับฟังและพร้อมนำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มาประกอบการพิจารณาเพื่อปรับแก้ไขให้เกิดความเหมาะสม
 
         ส่วนกรณีที่สมาชิก สปช.ส่วนใหญ่ไม่แสดงความไม่เห็นด้วยกับที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นั้น ตนมองว่า เป็นเรื่องธรรมดา เนื่องจากการที่จะทำให้ทุกคนมีความเห็นที่ตรงกันเหมือนกันหมดคงเป็นไปได้ยาก เพราะขนาดคนในครอบครัวอย่างพ่อแม่ ลูก พี่น้อง หรือสามี ภรรยา ก็ยังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การที่สมาชิกสปช.แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างไปจากกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร
 
 
สปช.ห่วงข้อเสนอปฎิรูป 18 คณะ
 
 
         เมื่อเวลา 09.10 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสปช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นวันที่ 3 ในภาคที่ 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด 2 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยสมาชิกสปช. ส่วนใหญ่ยังคงอภิปรายสนับสนุนการร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ แต่บางส่วนมีการตั้งข้อสังเกต เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความเลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจของประชาชน รวมถึงการแยกข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูป 18 คณะไปไว้ในภาค 4 หมวดการปฏิรูป เพระแทนที่จะนำมาไว้ในภาค 2 หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะการนำไปไว้ในหมวดปฎิรูป ทำให้ไม่มีหลักประกันว่ารัฐบาลจะทำจริง
 
         ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณณ ประธานกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ลุกขึ้นชี้แจงว่า ความสัมพันธ์ของบทบัญญัติ 3 ส่วน คือ 1.ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ 2.ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และ 3.ว่าด้วยการปฏิรูป ซึ่งกมธ.ยกร่างฯ ได้จัดทำเอกสารประกอบการพิจารณาเป็นการนำเสนอให้เห็นถึงความเกี่ยวเนื่องของบทบัญญัติของทั้ง 3 ส่วน เพื่อให้สมาชิกเห็นว่าเรื่องใดก็ตามที่มีความแน่นอนแล้วว่า เรื่องนั้นเป็นสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือของพลเมือง สิทธิตามกฎหมายหมายถึงผลประโยชน์ที่กฎหมายคุ้มครองและรับรองย่อมให้เกิดหน้าที่แก่รัฐ เพราะฉะนั้นบทบัญญัติที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสปช. 18 คณะเสนอ เรื่องใดที่มีวัตถุแห่งสิทธิถือว่ารัฐต้องทำ ขอบเขตแห่งสิทธิต้องทำแค่ไหน เรานำมาเขียนไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพ เพราะก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐ ซึ่งอยู่ในมาตรา 30 ระบุว่า สิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการให้สัมฤทธิ์ผล แต่การดำเนินการดังกล่าวให้รัฐดำเนินเพิ่มขึ้นตามความสามารถทางการคลัง
 
         นายบวรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในมาตรา 32 วรรค 3 ระบุว่า บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง คือเรื่องใดก็ตามที่ชัดเจนแล้ว ทั้งวัตถุแห่งสิทธิว่าต้องทำอะไรโดยรัฐและขอบเขตแห่งสิทธิว่าต้องทำแค่ไหน ถ้ารัฐไม่ทำ สามารถฟ้องร้องได้ ส่วนหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ กำหนดไว้ชัดเจนในมาตรา 78 ว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทำเป็นแนวทางในการออกกฎหมายและกำหนดนโยบาย และรัฐบาลต้องแถลงว่าจะทำอะไรบ้าง ซึ่งบทบัญญัติในหมวดนี้จะอยู่คู่รัฐธรรมนูญตลอดไปจนกว่ารัฐธรรมนูญจะถูกเลิกหรือแก้ ดังนั้นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจึงเปิดโอกาสให้รัฐเลือกว่าจะทำอย่างไร หรือจะทำเมื่อใด ซึ่งในทางปฏิบัติรัฐบาลในอดีต ทั้งรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งความแตกต่างของการที่กมธ.ยกร่างฯนำไปเขียนไว้หมวดปฏิรูป เพราะรัฐมีหน้าที่ต้องทำ เขียนไว้ชัดว่าบทบัญญัติในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา ครม. หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงานและพลเมือง ที่ต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามหลักการและระยะเวลาที่กำหนดตามรัฐธรรมนูญ
 
         นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การที่ต้องทำในหมวดปฏิรูป ไม่ใช่ต้องทำเหมือนแนวนโยบายพื้นฐานที่ต้องทำตลอดเวลา ตลอดไป แต่ต้องทำภายในเวลาที่กำหนด เช่นในมาตรา 285 ระบุว่า ให้มีการปฏิรูปด้านการบริหารท้องถิ่นตามแนวทาง คือ การตรากฎหมายจัดให้มีกลไกที่จำเป็นสำหรับการจัดตั้งองค์กรบริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่ในจังหวัดให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ซึ่งครม.จะเขียนนโยบายง่ายๆ แบบที่แถลงว่าทำแล้วนั้นไม่ได้ แต่ต้องทำให้เกิดขึ้นจริงตามมาตรา 285 ภายใน 1 ปี ถ้าไม่เกิดขึ้นจริง ก็นำมาตรา 102 มาใช้บังคับ ซึ่งเขียนไว้ชัดว่า บุคคลผู้ซึ่งทำหน้าที่โดยเฉพาะ ครม. รัฐสภา หัวหน้าหน่วยงานที่มีหน้าที่ถ้าไม่กระทำ ให้ถือว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหาย ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องรัฐให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ การเขียนหมวดนี้ต้องเกิดการกระทำแน่ตลอดที่มีการใช้รัฐธรรมนูญ เพราะเรามีกลไกกำกับให้ทำ คือสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ และมีกระบวนการเสนอกฎหมายด้วยวิธีการพิเศษตามมาตรา 280 และสิ่งที่กมธ.ปฏิรูป 18 คณะเสนอมากมธ.ยกร่างฯเห็นว่าต้องทำ จึงนำไปใส่ในหมวดปฏิรูป
 
 
‘วิปสปช.’ ชี้ 4 จุดเสี่ยงรธน. หวัง ‘กมธ.ยกร่างฯ’ ทบทวนข้อเสนอ
 
 
         22 เม.ย. เมื่อเวลา 08.55 น. ที่รัฐสภา นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) แถลงผลการประชุมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า การประชุมเป็นไปอย่างปกติ สมาชิกอภิปรายอย่างตรงไปตรงมาทั้งประเด็นที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งการพิจารณาในภาค 2 ผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดีนั้น พบว่ามี 4 จุดเสี่ยง คือ 1.การออกแบบระบบเลือกตั้งที่อาจทำให้รัฐบาลเกิดความอ่อนแอ 2.ที่มาของนายกฯ คณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมทั้งที่มาของ ส.ส.และ ส.ว. โดยเฉพาะประเด็นที่มานายกฯคนนอกที่อาจทำให้เกิดปมปัญหาทางการเมือง 3.โครงสร้างรัฐธรรมนูญนั้นวางน้ำหนักให้ข้าราชการมากเกินไป อาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายเพื่อบริหารราชการแผ่นดินได้ และ 4.แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐต้องเกิดผลปฏิบัติอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการปฏิรูปประเทศ
 
         ทั้งนี้คาดว่าการอภิปรายของสปช.จะเป็นไปตามโรดแมปที่รัฐธรรมนูญกำหนดคือไม่เกิน 10 วัน หลังจากที่รับร่างรัฐธรรมนูญมาเมื่อวันที่ 17 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งสปช.ก็หวังว่า คณะกมธ.ยกร่างฯจะนำไปทบทวน และพิจารณาทุกอย่างด้วยเหตุเพราะข้อเสนอต่างๆที่ได้เสนอไปนั้น มีผลต่อการโหวตรับร่างรัฐธรรมนูญด้วย
 
 
‘วีระ’ ยื่นหนังสือ ‘บวรศักดิ์’ ชงตั้งศาลคดีเฉพาะ-เพิ่มโทษโกง
 
 
         22 เม.ย. เมื่อเวลา 09.00 น. นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น พร้อมคณะ เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอแนวทางการปฏิรูปและแก้ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
 
         โดยนายวีระ กล่าวว่า จากการถอดบทเรียนการทำงานการป้องกันและปราบปรามการทุจริตมาเป็นระยะเวลาประมาณ 8 ปี ทำให้ได้พบเห็นปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยไม่ประสบความสำเร็จ จึงอยากเสนอให้มีการปฏิรูปกฎหมายคดีที่เกี่ยวข้องกับการคอรัปชั่นว่าต้องไม่มีอายุความ ต้องมีการจัดตั้งศาลพิเศษเพื่อพิจารณาตัดสินคดีคอร์รัปชั่นเป็นการเฉพาะเพื่อให้เกิดความรวดเร็ว ตัดสิทธิ์นักการเมืองไม่ให้ลงรับสมัครรับเลือกตั้งอีกตลอดชีวิต และยึดทรัพย์ทั้งหมดหากคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีพฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นจริง
 
         ส่วนนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่คอร์รัปชั่นจนทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐที่มีมูลค่าไม่เกิน 1 ล้านบาทต้องถูกลงโทษจำคุกไม่เกิน 20 ปี และไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดโทษหรืออภัยโทษ แต่หากความเสียหายต่อรัฐมีมูลค่าเกิน 1 ล้านบาทต้องถูกจำคุกตลอดชีวิตและไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดโทษ และความเสียหายที่เกิดต่อรัฐมีมูลค่าเกิน 5 ล้านบาท ต้องถูกลงโทษประหารชีวิต และไม่มีสิทธิ์ได้รับการลดโทษหรืออภัยโทษ โดยกำหนดโทษนักการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐในคดีอาญาขั้นต่ำจำคุกตั้งแต่ 20 ปี และเรียกฟ้องร้องค่าเสียหายทางแพ่งให้ตกเป็นของแผ่นดินจำนวน 2 เท่า
 
         ทั้งนี้ข้าราชการการเมืองทุกระดับและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องแจงบัญชีหนี้สิ้นและทรัพย์สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุกจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) เสนอให้แก้กฎหมายให้นักการเมืองทุกระดับไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้เกินติดต่อกัน 2 วาระ
 
         นอกจากนี้ประชาชนที่จะเข้ามาทำหน้าที่ในสมัชชาพลเมือง หรือ องค์กรภาคประชาสังคม จะต้องแจงบัญชีทรัพย์สินเช่นเดียวกับนักการเมือง ส่วนองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น หลังได้รับเรื่องร้องเรียนต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี