ข่าว

‘บิ๊กตู่’เพิ่มมาตรการแรงปราบทุจริต

‘บิ๊กตู่’เพิ่มมาตรการแรงปราบทุจริต

22 เม.ย. 2558

‘บิ๊กตู่’เพิ่มมาตรการแรงปราบทุจริต

              หนึ่งในมาตรการสำคัญของคัะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาล คือการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่นทั้งการเมืองและข้าราชการ เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมานาน และเป็นส่วนหนึ่งที่บั่นทอนทำลายประเทศและสร้างวิกฤติการเมืองในห้วงที่ผ่านมา

              คณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) เป็นกลไกหนึ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ต้องการให้เข้ามาจัดระบบและจัดการปัญหาทุจริตในวงราชการ โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2558 รับทราบคำสั่ง คสช. ที่ 1/2558 ถึงการแต่งตั้ง คตช. โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมกรรมการรวม 17 คน

              นอกจากนี้ยังมีกลไกอีกประการ คือ การใช้คำสั่งตาม "มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557" ที่หัวหน้า คสช.สามารถจัดการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วได้ ดังเช่น การออกคำสั่ง คสช.ที่ 6/2558 ที่ให้ผู้บริหารของบอร์ดคุรุสภา บอร์ด สกสค.และบอร์ดองค์การค้าของ สกสค.ของกระทรวงศึกษาธิการให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็มีสาเหตุจากการร้องเรียน และสอบเบื้องต้นพบว่ามีมูลมีแนวโน้มว่าจะมีการทุจริตคอร์รัปชั่น

              ขณะเดียวกัน คตช.ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานจากกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ จนกระทั่งมีการขึ้นบัญชีดำ "100 ข้าราชการ" ที่ส่อไปในทางทุจริต และกำลังเร่งไต่สวนเพื่อเข้าสู่การดำเนินคดี รวมทั้งขบวนการทางวินัยของข้าราชการ ไล่เรียงตั้งแต่ สอบสวนข้อเท็จจริง โยกย้าย ปลด ให้ออกจนถึงไล่ออกจากราชการ ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 เมษายน คตช.ได้ประชุมครั้งที่ 3/2558 พร้อมมีมาตรการสำคัญออกมาหลายด้าน

              นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยผลการประชุมว่า วาระสำคัญมี 3 เรื่อง เรื่องที่ 1 เป็นการรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของอนุกรรมการชุดต่างๆ ของคตช. สองเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่สืบเนื่องมาจากการประชุมสองครั้งแรก ในเรื่องของ “ข้อตกลงคุณธรรม” ซึ่งหมายถึงข้อตกลงที่หน่วยของรัฐทำกับเอกชน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเป็นกลางเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำสัญญาของรัฐ และสามเรื่องเกี่ยวกับข้อเสนอว่า การที่เราจะแสดงความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ ที่นอกจากอาศัยความร่วมมือในประเทศแล้ว ต้องอาศัยกติกาที่เป็นสากลเพื่อเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์กรหรือเข้าร่วมโครงการระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความโปร่งใส

              นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เน้นมาตรการ 4 ขั้นตอน จากเบาสุดไปหาหนักสุดในการทำงานตรวจสอบการทุจริต ขั้นที่ 1 มาตรการเบาสุด คือทำให้ผู้กระทำผิดหรือผู้ที่มีแนวโน้มกระทำผิดต้องยั้งคิด โดยให้กลับไปปฏิบัติตามกฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร และพ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ที่ต้องพูดจาปราศรัยกับประชาชนอย่างไร ใช้เวลาในการทำงานเท่าไร ถ้าทำงานตามนี้ก็หมดเรื่อง ขั้นที่ 2 จะถูกตรวจสอบถ้ายังทำผิดต่อไปว่าที่ฝ่าฝืนนั้นผิดหรือประมาทหรือจงใจหรือไม่ องค์กรต่างๆ จะเข้ามาตรวจสอบ อาทิ ปปง. ป.ป.ท. สตง. และคตร. เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งพบว่ามีการรายงานลับมาถึงนายกฯ เป็นจำนวนมาก

              ขั้นที่ 3 จัดการในทางบริหาร โดยยังไม่ฟ้องร้อง ยังไม่ไปถึงศาล จะเป็นการย้ายออกจากจุดที่ล่อแหลม หรือหาหลักฐานดำเนินคดี ซึ่งบางคนปล่อยได้ แต่บางคนปล่อยแล้วในภาษากฎหมายขืนอยู่จะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานจนเสียรูปคดี แบบนี้ต้องเอาออก และขั้นที่ 4 ฟ้องร้องดำเนินคดี ฐานทุจริต หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

              นายวิษณุ ชี้แจงถึงเหตุผลต้องใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการ เนื่องจากหากใช้กระบวนการตามปกติจะเกิดความล่าช้า เพราะกว่าคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะอนุมัติ อาจใช้เวลาหลายเดือน ส่วนตำแหน่งที่จะให้บุคคลที่โดนโยกย้ายไปทำหน้าที่ใด รัฐบาลกำลังพิจารณาตัดสินใจ แต่ไม่ให้อยู่กระทรวงเดิมแน่นอน อาจมาประจำที่สำนักนายกรัฐมนตรี

              "ไม่ห่วงข้าราชการระดับล่างเท่าข้าราชการระดับบน รวมถึงนักการเมืองด้วย ซึ่งในส่วนนักการเมืองหรือข้าราชการ ใครทุจริตมากกว่ากันนั้น มองว่านักการเมืองไม่มีโทษทางวินัย หากจะจัดการต้องมีการฟ้องร้องเพียงอย่างเดียว ส่วนข้าราชการสามารถโยกย้ายได้" นายวิษณุ กล่าว และว่า รัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาดำเนินการ ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องการคือทำให้การตรวจสอบการทุจริตมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการปฏิรูป

              ขณะเดียวกัน อนุกรรมการชุดต่างๆใน คตช. ได้กล่าวถึงแนวทางป้องกันทุจริต จะต้องทำเรื่องความโปร่งใส โดยต้องมีข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนหรือเครือข่ายรับรู้กับรัฐบาลหรือหน่วยงานด้วย ดังนั้นเสนอเรื่องการเปิดเผยข้อมูลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยตัว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสารมีการใช้มากแล้ว แต่ไม่มีผู้ติดตามว่าทำตามกฎหมายหรือไม่ และจากงานวิจัยพบว่ามีหลายสิบหน่วยที่ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ที่ระบุว่าต้องเปิดเผยการทำงานภายใน 180 วัน ซึ่งขณะนี้หน่วยงานภาครัฐ 21 หน่วยงานพร้อมที่จะนำข้อมูลขั้นตอนมาเปิดเผยให้เร็วกว่ากำหนดคือภายใน 30 วันหลังจากนายกฯ สั่งการ

              ส่วนมาตรการเข้มเชิงการปกครอง ที่ผ่านมาการดำเนินการปราบปรามมีความล่าช้าคนจึงไม่กลัว นายกฯ จึงให้นำมาตรการทางปกครองและทางวินัยมาใช้ เพราะถ้านำมาตรการทางปกครองและวินัยมาดำเนินการจะทำให้การทุจริตน้อยลง เพราะหากรอดำเนินการทางอาญาก็จะทำให้ผิดทางปกครองและทางวินัยมากมาย นายกฯ จึงให้นำคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 69 มาบังคับใช้เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะถ้าผู้บังคับบัญชาไม่ดำเนินการจัดการ ตัวผู้บังคับบัญชาก็จะถูกดำเนินการเสียเอง

              ขณะเดียวกัน เรื่อง "ข้อตกลงคุณธรรม” จากที่ คตช.มอบหมายให้ทำมีรวมแล้วมี 5 โครงการ ที่จะได้ใช้ข้อตกลงคุณธรรม ซึ่งนายกฯ มีดำริว่าน่าจะมีโครงการเพิ่มขึ้นอีก แต่ละกระทรวงให้เสนอเข้ามา ก็จะมีโครงการมากขึ้น พร้อมกันนี้ นายกฯ เสนอให้เพิ่มโครงการนำร่อง โดยให้ทั้ง 20 กระทรวงเสนอโครงการทำสัญญาคุณธรรม ซึ่งจะต้องเป็นโครงการที่มีวงเงินลงทุนตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป

              สุดท้าย หลักคิดของการทำประชาสัมพันธ์การต่อต้านทุจริตที่ดีที่สุด เห็นพ้องว่าคือนายกรัฐมนตรีต้องลงมือทำให้เห็นจริง เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ราคาถูกที่สุดและสังคมพอใจมากที่สุด ดังเช่นการรวบรวมรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการลงโทษมาถึงมือนายกฯ หรือการเร่งรัดคดีที่สังคมสนใจมาก เพื่อให้เห็นผลทันตาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล

              ประการสำคัญ สิ่งที่รัฐบาลทำเรื่องการต่อต้านการทุจริตต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะไม่เพียงแต่ใช้มาตการทางกฎหมาย หรือใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งคดีเท่านั้น แต่ยังดึงองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และเครือข่ายที่ทำงานด้านนี้มาเป็นคณะกรรมการ คตช.ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก