ข่าว

ปัดเด้งขรก.เข้าสุสานคนโกง!

ปัดเด้งขรก.เข้าสุสานคนโกง!

21 เม.ย. 2558

'วิษณุ' เผย ขรก.ส่อทุจริต 'ซี3 - ซี11' สำนักนายกฯ ไม่ใช่ 'สุสานคนโกง' จ่อใช้ ม.44 เปิดตำแหน่งใหม่ให้อยู่ชั่วคราว เร่งสอบ-ไม่ผิดกลับที่เดิม

 
                          21 เม.ย. 58  เมื่อเวลา 12.30 น.  ที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี นำแถลงผลการประชุมคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) โดยมีคณะกรรมการ และอนุกรรมการชุดต่างๆ ของ คตช. ร่วมแถลงด้วย
 
                          นายวิษณุ กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นการประชุม คตช.ครั้งที่ 3/2558 โดยวาระสำคัญวันนี้แบ่งเป็น 3 เรื่อง เรื่องที่ 1 เป็นการรายงานความคืบหน้าการดำเนินการงานของอนุกรรมการชุดต่างๆ ของ คตช. 2. เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่สืบเนื่องมาจากการประชุมสองครั้งแรก ในเรื่องของ “ข้อตกลงคุณธรรม” ซึ่งหมายถึงข้อตกลงที่หน่วยของรัฐทำกับเอกชนโดยมีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่มีความเป็นกลางเข้ามาช่วยตรวจสอบการทำสัญญาของรัฐ และ 3. เรื่องเกี่ยวกับข้อเสนอว่าการที่เราจะแสดงความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐที่นอกจากอาศัยความร่วมมือในประเทศแล้วต้องอาศัยกติกาที่เป็นสากลเพื่อเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีนโยบายสนับสนุนให้ประเทศไทยสมัครเป็นสมาชิกองค์กรหรือเข้าร่วมโครงการระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงด้านความโปร่งใส
 
                          นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีข้าราชการ 100 รายชื่อ ที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) ระบุว่าเข้าข่ายการทุจริต ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานที่ประชุมแจ้งในที่ประชุมถึงเรื่องดังกล่าวให้ที่ประชุม คตช.รับทราบ ซึ่งมีการรายงานมาที่นายกฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้วในขั้นตอนขณะนี้ ซึ่งถือว่า 100 รายชื่อนี้ เป็นรุ่นที่หนึ่ง ส่วนรุ่นต่อไปก็มีการตรวจสอบไปเรื่อยๆ ซึ่งรายชื่อเหล่านี้ไม่ได้มาจากรัฐบาล แต่มาจากองค์กรตรวจสอบ ได้แก่ คณะกรรมการ ป.ป.ช. , คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) , ป.ป.ท , สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว
 
                          "ซึ่งมีการตรวจสอบก่อนที่ คสช.จะเข้ามา แต่บางครั้งเรื่องเรื่องเงียบหรือไม่มีความคืบหน้า แต่รัฐบาลนี้ก็เข้ามาดำเนินการ โดยไม่ได้เป็นการแก้แค้น ไม่ต้องการปิดประตู ใครไม่ผิดก็ปล่อยออกไป ใครผิดก็ต้องดำเนินการ ไม่ต้องลูบหน้าปะจมูก ไม่ต้องหนีเสือปะจระเข้ มีการส่งชื่อ ส่งประวัติ ส่งพฤติกรรมมาที่คณะทำงานเพื่อประมวล ก็พบว่า มีชื่อซ้ำ พฤติกรรมซ้ำ จึงมีคนที่เกี่ยวข้องในข่ายด้วยข้อหาที่ต่างกันมาก ที่ยังไม่อาจปักใจได้ว่าคนนับร้อยนั้นทุจริต เพราะถ้าตราหน้าเขาทุจริต ก็ต้องถึงมีการฟ้องร้อง"
 
                          นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ที่จริงเรื่องพวกนี้ รายงานในที่ประชุมแม่น้ำห้าสายแล้วว่าที่รัฐบาลจับตาดูอยู่ ซึ่งมี 30 คดี ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐสามารถตอบได้ เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อหาของประชาชน แต่ชื่อข้าราชการที่ส่งมาวันนี้ อยู่ในข่ายที่คิดว่าเมื่อคิดว่าเป็นคนของรัฐบาล เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร ข้าราชการ ก็ต้องคิดว่าจะจัดการยังไง บางคนปล่อยเขาไป เพราะไม่ถึงจับให้มั่นคั้นให้ตาย เพราะหลักฐานไม่ชัดเจน แต่บางพวกถ้าปล่อยให้อยู่ต่อ อาจจะเป็นปัญหาในการไปหยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานจนอาจทำให้เสียรูปคดี หรือเป็นปัญหาในทางปกครอง จึงทำให้คิดว่าจะจัดการอย่างไรในเชิงบริหาร จึงไม่มีอะไรมากกว่าการโยกย้ายสลับสับเปลี่ยน การเอามาแขวนให้พ้นจากตำแหน่งเดิม เพื่อแสดงว่าเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหา
 
                          "จากนี้จะเห็นการแต่งตั้งโยกย้ายนอกฤดูกาลเกือบครึ่ง ที่โดยปกติจะโยกย้ายช่วงเดือนตุลาคม ส่วนการโยกย้ายช่วง เม.ย. จะมีแค่ตำรวจ ทหาร แต่ก็จะเห็นมากขึ้น เพื่อจัดการกับคนบางประเภท แต่ต้องย้ำว่ายังไม่ถึงกับการทุจริต"
 
                          รองนายกฯ กล่าวอีกว่า การโยกย้ายจะมี 3 ประเภท กับคน 3 ประเภท คือ หนึ่ง เป็นการแต่งตั้งโยกย้ายเพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ไม่เกี่ยวกับร้อยกว่าชื่อที่ส่งถึงนายกรัฐมนตรี สอง เรื่องของการสลับสับเปลี่ยนเพื่อประสิทธิภาพของงาน ที่คนเดิมที่อยู่อาจจะไม่ถนัดงานนั้น ก็ไม่ได้ผิดไม่ได้มัวหมอง แต่ต้องจำเป็นต้องสลับจากกรมนี้ไปกรมโน้น และ สาม นับร้อยคนที่มีการส่งชื่อมา ขณะนี้กำลังตรวจสอบว่าร้อยกว่าคนที่ว่าอยู่ในขั้นจะต้องจัดการทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งพบว่ามีตั้งแต่ ซี 3 ถึง ซี 11 เรียกว่ามีตั้งแต่ผู้น้อยถึงผู้ใหญ่ ที่ขณะนี้นายกฯ ให้ผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าใครอาจจะไม่ต้องไปกระทบกระเทือนอะไร เพราะอยู่ไปก็ไม่ยุ่งเหยิงหรือไม่ทำให้เสียรูปคดีได้ หรือไม่ได้เป็นผู้ใหญ่มากนัก แต่อย่างน้อยก็ต้องให้รู้ว่ามีข้อหาที่ต้องสอบสวนต่อไป
 
                          "แต่ในเรือนร้อยมีไม่มากนักที่อาจทำให้ยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานจนเสียรูปคดี ที่อยู่แล้วอาจจะไม่ได้รับความเคารพจากผู้ใต้บังคับบัญชา ที่จะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาไม่กล้าให้ข้อมูล ก็อาจจะมีการแต่งตั้งโยกย้าย ที่อาจจะทำแบบปกติทั้งเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และบางกรณีที่เป็นข้าราชการระดับสูงอาจจะหาตำแหน่งรองรับ ที่ในระบบปกติหาตำแหน่งได้ยาก เพราะตำแหน่งเต็มหมดแล้ว ซึ่งอาจจะใช้มาตรการชั่วคราว ดังที่เคยใช้มาแล้วที่หัวหน้า คสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ที่อาจจะสร้างตำแหน่งใหม่ขึ้นมา โดยให้หลักประกันว่าเป็นมาตรการชั่วคราว ถ้าไม่ผิดก็กลับมาตำแหน่งเดิม ถ้าผิดก็เลี้ยวขวาไปอีกทางหนึ่ง"
 
                          นายวิษณุ กล่าวว่า เหตุผลที่ต้องใช้มาตรา 44 ในการโยกย้ายข้าราชการเนื่องจากหากใช้กระบวนการตามปกติ จะเกิดความล่าช้า เพราะกว่าคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะอนุมัติ อาจใช้เวลาหลายเดือน ส่วนตำแหน่งที่จะให้บุคคลที่โดนโยกย้ายออกเข้ามาทำหน้าที่ รัฐบาลกำลังตัดสินใจ แต่ไม่ให้อยู่กระทรวงเดิมแน่นอน ทุกคนจะมาประจำที่สำนักนายกรัฐมนตรี อาจเป็นที่ปรึกษานายกฯ อย่างไรก็ตาม ไม่อยากใช้คำว่าสุสานคนโกง เพราะหลายคนสุดท้ายเขาก็ไม่ได้ผิดอะไร
 
                          เมื่อถามว่า จะเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า หากบุคคลใดไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่จะถูกดำเนินการอย่างเด็ดขาด นายวิษณุ กล่าวว่า อาจไม่ถึงกับเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญโดยละเอียด แต่จะเขียนในภาพกว้าง เพราะสภาต่างๆ ที่ถูกแต่งตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากทำได้จริง ก็จะเข้ามาช่วยตรวจสอบข้าราชการอยู่แล้ว
 
                          "วันนี้ปัญหาของการทุจริต คือ คนไทยเห็นแก่หน้ากัน ไม่กล้าทำอะไรกันมาก ความจริงผมได้เรียนกับนายกฯ ไปว่า ไม่ต้องไปดูรายชื่อว่าเป็นใครบ้าง เพราะหากไปดูจะเกิดความรู้สึก สิ่งแรกที่รัฐบาลต้องยอมรับ คือ ทุกหน่วยงานรายงานมาให้รัฐบาลทราบ เรามีหน้าที่จัดประเภทและสอบถามไปยังต้นสังกัดว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใดแล้ว หากอยู่ในขั้นสอบสวนก็ขอให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงานต้นสังกัด แต่รายไหนที่นั่งทับตำแหน่งตัวเองอยู่โดยไม่ทำอะไร รัฐบาลมีหน้าที่เข้ามาดำเนินการ ขณะนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องการ คือ ทำให้การตรวจสอบการทุจริตมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการปฏิรูป"
 
                          นายวิษณุ กล่าวอีกว่า ไม่ห่วงข้าราชการระดับล่างเท่าข้าราชการระดับบน รวมถึงนักการเมืองด้วย อย่างไรก็ตาม นายกฯ ได้มอบคำสั่งว่า หาก นายกฯ กลับจากการปฏิบัติภารกิจระหว่างประเทศแล้ว หน่วยงานต่างๆ สามารถส่งรายชื่อข้าราชการที่ส่อว่าทุจริตเข้ามาได้อีก ส่วนนักการเมืองหรือข้าราชการ ใครทุจริตมากกว่ากันนั้น มองว่า นักการเมืองไม่มีโทษทางวินัย หากจะจัดการต้องมีการฟ้องร้องเพียงอย่างเดียว ส่วนข้าราชการสามารถโยกย้ายได้
 
                          นายวิษณุ กล่าวเพิ่มเติมว่า นายกฯ ได้เน้นมาตรการ 4 ขั้นตอน จากเบาสุดไปหาหนักสุดในการทำงานตรวจสอบการทุจริต หนึ่ง มาตรการเบาสุด คือ ทำให้ผู้กระทำผิดหรือผู้ที่มีแนวโน้มกระทำผิดต้องยั้งคิด คือ หยุดนึกว่าถ้าทำต่อจะเสียหาย โดยให้กลับไปปฏิบัติตามกฎหมาย อาทิ พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร และ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ที่ต้องพูดจาปราศัยกับประชาชนอย่างไร ใช้เวลาในการทำงานเท่าไร ถ้าทำงานตามนี้ ก็หมดเรื่อง ขั้นที่สอง จะถูกตรวจสอบ ถ้ายังทำผิดต่อไป ก็ต้องตรวจสอบ ว่าที่ฝ่าฝืนนั้นผิดหรือประมาทหรือจงใจหรือไม่ องค์กรต่างๆ ก็จะเข้ามาตรวจสอบ อาทิ ปปง. ป.ป.ท สตง. และ คตร. เข้ามาตรวจสอบ ซึ่งพบว่ามีการรายงานลับมาถึงนายกฯ เป็นจำนวนมาก สาม จัดการในทางบริหาร โดยยังไม่ฟ้องร้อง ยังไม่ไปถึงศาล จะเป็นการย้ายออกจากจุดที่ล่อแหลม หรือหาหลักฐานดำเนินคดี ซึ่งบางคนปล่อยได้ แต่บางคนปล่อยแล้วในภาษากฎหมาย ขืนอยู่จะยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานจนเสียรูปคดี แบบนี้ต้องเอาออก และ สี่ ฟ้องร้องดำเนินคดี ฐานทุจริต หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ก็จะต้องดำเนินคดี
 
                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้น ประธานอนุกรรมการชุดต่างๆ ของ คตช.ได้แถลงรายงานความคืบหน้าในการทำงานของตัวเอง โดยนางจุรี วิจิตรวาทการ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างการรับรู้ คตช. กล่าวว่า จะมีการดำเนินโครงการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับเด็กเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันการคอร์รัปชั่น โดยจะเป็นการทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในการบรรจุหลักสูตร “โตมาไม่โกง” เป็นหลักสูตรปีละ 40 ชั่วโมง โดยจะมีเพลง มีนิทาน ให้เรียนอย่างสนุก รวมถึงมีหลักสูตร “บัณฑิตไม่โกง” ให้ระดับอุดมศึกษา และจะมีหลักสูตรให้กับข้าราชการส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งมีการรณรงค์ทางสื่อ ที่เร็วๆ นี้ จะได้เผยแพร่สื่อสั้นๆ เกี่ยวกับการปลูกฝังจิตสำนึกให้คนทั้งประเทศให้เห็นคุณค่าของการมีจิตสาธารณะ คุณค่าของความมีคุณธรรมที่ทำให้คนใส่ใจและไม่โกง
 
                          ด้านนายต่อตระกูล ยมนาค ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการด้านการป้องกันการทุจริต กล่าวว่า ในส่วนของมาตรการป้องกัน อนุกรรมการฯ เลือกจากสิ่งที่ฝ่ายต่างๆ มานำเสนอ โดยมีข้อสรุปว่า ถ้าจะป้องกันการทุจริตจะต้องทำเรื่องความโปร่งใส โดยต้องมีข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนหรือเครือข่ายรับรู้กับรัฐบาล หรือหน่วยงานด้วย ดังนั้นวันนี้อนุกรรมการฯ จึงนำเสนอเรื่องของการเปิดเผยข้อมูลให้กว้างขวางยิ่งขึ้น โดยตัว พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร มีการใช้มากแล้ว แต่ไม่มีผู้ติดตามว่าทำตามกฎหมายหรือไม่ และจากงานวิจัยพบว่ามีหลายสิบหน่วยที่ไม่เคยเปิดเผยข้อมูลเลย ดังนั้นวันนี้นายกฯ รับทราบและบอกว่าได้ทำอยู่แล้ว แต่ที่อนุกรรมการเสนอนั้น ระบุว่า ต้องเปิดเผยเป็นข้อมูลแบบดิจิทัลเพื่อให้วิเคราะห์-สังเคราะห์ เพื่อสรุป ไม่ใช่การถ่ายรูปมาจากกระดาษ
 
                          นายต่อตระกูล กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ที่ระบุว่า ต้องเปิดเผยการทำงานภายใน 180 วัน ซึ่งขณะนี้หน่วยงานภาครัฐ 21 หน่วยงาน พร้อมที่จะนำข้อมูล ขั้นตอน มาเปิดเผยให้เร็วกว่ากำหนด คือ ภายใน 30 วัน หลังจากนายกฯ สั่งการ
 
                          ส่วนนายประยงค์ ปรียาจิตต์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ในฐานะอนุกรรมการด้านมาตรการในการปราบปราม คตช. กล่าวว่า ที่ผ่านมาการดำเนินการปราบปรามมีความล่าช้าคนจึงไม่กลัว นายกฯ จึงให้นำมาตรการทางปกครองและทางวินัยมาใช้ เพราะถ้านำมาตรการทางปกครองและวินัยมาดำเนินการจะทำให้การทุจริตน้อยลง เพราะหากรอการดำเนินการทางอาญาก็จะทำให้ผิดทางปกครองและทางวินัยมากมาย นายกฯ จึงให้นำคำสั่ง คสช.ฉบับที่ 69 มาบังคับใช้ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการกับผู้ใต้บังคับบัญชา เพราะถ้าผู้บังคับบัญชาไม่ดำเนินการ ตัวผู้บังคับบัญชาก็จะถูกดำเนินการเสียเอง
 
                          เลขา ป.ป.ท. กล่าวว่า เร็วๆ นี้จะได้ใช้ พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก ในการขอใบอนุญาตจากหน่วยใด ถ้าหน่วยงานนั้นไม่อนุมัติตามกำหนดเวลาขอให้มาร้องเรียนที่ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (ศอตช.) แล้วจะเข้าตรวจสอบที่อาจจะโดนทั้งข้อหาละเลยและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็จะทำให้กระบวนการทำงานดีขึ้น
 
                          ด้านนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการประชาสัมพันธ์ คตช. กล่าวว่า หลักคิดของการทำประชาสัมพันธ์การต่อต้านทุจริตที่ดีที่สุด คือ นายกรัฐมนตรี ต้องลงมือทำให้เห็นจริง เป็นการประชาสัมพันธ์ที่ราคาถูกที่สุดและสังคมพอใจมากที่สุด ดังนั้นการรวบรวมรายชื่อบุคคลที่สมควรได้รับการลงโทษมาถึงมือนายกฯ หรือการเร่งรัดคดีที่สังคมสนใจมากเพื่อให้เห็นผลทันตาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล
 
                          "สิ่งที่รัฐบาลทำเรื่องการต่อต้านการทุจริตต่างจากรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะไม่เพียงแต่ใช้มาตการทางกฎหมายหรือใช้มาตรา 44 เพื่อเร่งคดีเท่านั้น แต่ยังดึงองค์กรต่อต้านคอร์รัปชั่น และเครือข่ายที่ทำงานด้านนี้มาอยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ด้วยถือว่าเป็นสิ่งที่ดี"
 
                          นายสังศิต กล่าวอีกว่า งานที่รัฐบาลพยายามผลักดันนอกจากการให้ความรู้คือการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้สังคม เช่น พ.ร.บ.อำนวยความสะดวก เป็นการลดต้นทุนให้นักธุรกิจ ที่เร่งรัดให้หน่วยงานของรัฐต้องทำคู่มือให้ประชาชนเพื่อให้เขารู้ว่าต้องใช้เวลาและขั้นตอนเท่าไร ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องทำคู่มือทั้งหมด โดยต้องทำให้เสร็จก่อนถึงเดือน ก.ค. ส่วนการแก้ปัญหาใหญ่ คือ การจัดซื้อจัดจ้างที่มีการรั่วไหลมากที่สุด ซึ่งมีการแก้ไข พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างที่รับผิดชอบโดยกรมบัญชีกลาง ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ใกล้แล้วเสร็จ ที่คาดว่าจะส่งมาที่ ครม.ภายในสัปดาห์หน้า  
 
                          "ดังนั้น พ.ร.บ.ดังกล่าวน่าจะแล้วเสร็จและทำให้การประมูลงานของภาครัฐโปร่งใสมากขึ้น รวมทั้งรัฐบาลยังผลักดันเรื่อง พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ที่เปิดเผยข้อมูลของรัฐ ซึ่ง สปช.กำลังมีการแก้ไขเช่นกันทำให้การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารกว้างขวางขึ้น เพราะเราชื่อมั่นว่า ข่าวสารข้อมูลคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการควบคุมการทุจริต" นายสังศิต กล่าวและว่า สิ่งที่ต่างจากรัฐบาลชุดผ่านๆ มา คือ รัฐบาลก่อนหน้านี้ใช้องค์กรรัฐในการเคลื่อนการต่อต้านการทุจริต แต่รัฐบาลนี้จะร่วมกับองค์กรอิสระอย่าง ป.ป.ช. ป.ป.ท. สตง. กกต. ดีเอสไอ ในการตรวจสอบและมานั่งทำงานร่วมกัน รวบรวมข้อมูลเพื่อให้นายกฯ ดำเนินการกับบุคลที่ทำความผิด
 
                          นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือข้อตกลงคุณธรรม คตช. กล่าวถึง “ข้อตกลงคุณธรรม” ว่า เรียนให้นายกฯ ทราบว่าจากที่ คตช.มอบหมายให้ทำ คือ สัญญาคุณธรรม ในการจัดซื้อรถเมล์เอ็นจีวีของ ขสมก. ได้มีการจัดทำข้อตกลงคุณธรรมไปแล้ว แต่การจัดซื้อจัดจ้างยังไม่เรียบร้อย จึงอยู่ระหว่างการเตรียม ส่วนโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยายนั้น ในส่วนของผู้สังเกตการณ์เข้าไปดูโครงการแล้ว
 
                          อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวอีกว่า คณะอนุกรรมการฯ เสนอที่ประชุมว่า ควรมีโครงการเข้ามาทำข้อตกลงคุณธรรมอีก 3 โครงการ คือ โครงการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์จากอนาล็อกเป็นดิจิทัลของกรมประชาสัมพันธ์ มูลค่า 1,000 ล้านบาท โครงการเพิ่มประสิทธิภาพของกรมศุลกากรในการซื้อเครื่องเอ็กซเรย์ และโครงการจัดซื้อเครื่องจักรของโรงงานยาสูบ รวมแล้วจะมี 5 โครงการ ที่จะได้ใช้ข้อตกลงคุณธรรม
 
                          นายมนัส กล่าวถึงการสรรหาผู้สังเกตการณ์ตามข้อตกลงคุณธรรม ว่า เห็นว่าจะต้องสรรหาโดยการให้ภาคเอกชน คณะกรรมการร่วมเอกชน 3 สถาบัน องค์การต่อต้านการคอร์รัปชั่น ผู้มีความรู้ความสามารถเข้ามา และผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาคัดเลือก และมีข้อเสนอด้วยว่า ให้ส่วนราชการเจ้าของโครงการเลือกผู้สังเกตการณ์ที่เหมาะสม แต่ก็มีข้อท้วงติงที่จะต้องหารือรายละเอียดต่อไป และตัวผู้สังเกตการณ์เองจะต้องมีความรู้ความสามารถ โดยจะมีการอบรมให้ผู้ทรงคุณวุฒิในความรู้ด้านต่างๆ ด้วย รวมทั้งจะต้องมีหน่วยงานที่ดูแลและเป็นฝ่ายเลขาของคณะผู้สังเกตการณ์ ซึ่งกรมบัญชีกลางเสนอตัวว่า จะเข้ามาทำงานเป็นฝ่ายธุรการประสานงานประเมินผลให้ รวมถึงหลักสูตรการอบรมด้วย และเสนอว่าคณะกรรมการจะพิจารณาโครงการนำร่องเพิ่มเติมอีกมากกว่านี้ ซึ่งนายกฯ มีดำริว่า น่าจะมีโครงการเพิ่มขึ้นอีก แต่ละกระทรวงให้เสนอเข้ามา ก็จะมีโครงการมากขึ้น
 
                          ด้าน พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีและประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) กล่าวถึงการที่ประเทศไทยจะสมัครเป็นสมาชิก "โครงการเพื่อความโปร่งใสในภาคอุตสาหกรรมการสกัดทรัพยากร" (อีไอทีไอ) หรือ TheExtractive IndustriesTransparencyInitiative (EITI) ของประเทศนอร์เวย์ ว่า เรื่องนี้เสนอโดยนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานเครือข่ายองค์กรต่อต้านการคอร์รัปชัน เพื่อนำประเทศไทยเข้าสู่สากลในเรื่องความโปร่งใส ทั้งเรื่องการจัดการทรัพยากร น้ำมัน ป่าไม้ เหมืองแร่ ซึ่งการสมัครไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่ต้องจัดทำข้อมูลการจัดทำความโปร่งใสตามที่เขากำหนดและกรอกข้อมูลให้ภาคีสมาชิกพิจารณา และดูว่าเรามีความพร้อมเข้าสู่ภาคีหรือไม่ ถ้าเราได้เข้าจะได้มีความโปร่งใสมากขึ้น
 
                          "ถ้าไทยใช้มาตรฐานเดียวกับภาคีได้ จะทำให้การใช้ทรัพยากรได้สูงสุดและสบายใจ โดยจะนำเสนอให้ ครม.พิจารณา โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม พิจารณาถึงจุดเด่น จุดด้อย ในการสมัครเป็นสมาชิก แล้วส่งให้ ครม.พิจารณาว่า จะสมัครหรือไม่ เพื่อดำเนินการโดยเร็ว โดยที่ประชุม คตช.มอบหมายให้กระทรวงพลังงานเป็นเจ้าภาพในการนำเรื่องเสนอ ครม.ต่อไป