ข่าว

4จุดเสี่ยง'รธน.'6ประเด็นต้องแก้ไข

4จุดเสี่ยง'รธน.'6ประเด็นต้องแก้ไข

21 เม.ย. 2558

'สมบัติ' ชี้ 4 จุดเสี่ยง รธน. - แนะ 6 ประเด็นต้องแก้ไข ลดระดับทำรัฐบาลอ่อนแอ ด้วยการเพิ่มมาตรการถ่วงดุล

 
                          21 เม.ย. 58  ในการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ซึ่งพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอต่อที่ประชุม สปช. ในภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี การอภิปรายส่วนของประธาน กมธ.ปฏิรูป ที่แจ้งความประสงค์อภิปรายไว้ 13 คณะนั้น มีสาระสำคัญ คือ ที่ท้วงติงถึงการออกแบบรายละเอียด กลไกทางการเมืองที่ไม่สัมพันธ์ระหว่างการบริหาร ตรวจสอบ และเนื้อหาสำคัญไม่ตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหาทางการเมืองไทยช่วงที่ผ่านมาได้ 
 
                          โดยนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง อภิปรายว่า เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอต่อ สปช. มีจุดเสี่ยง 4 ประการ ได้แก่ 
 
                          1. ความไม่สมดุลระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะการบัญญัติให้นายกฯ ต้องให้คำรับรองในส่วนของร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เกี่ยวด้วยการเงิน จะทำให้ฝ่ายบริหารมีอำนาจสูงสุดในการเริ่มพิจารณาร่างกฎหมาย 
 
                          2. รัฐบาลผสมที่ไม่เข้มแข็ง ที่เชื่อว่าจะทำให้ประเทศตกอยู่ในหลุมดำ ไม่สามารถพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้ เพราะรัฐบาลผสมก่อให้เกิดการต่อรองอำนาจ ต่อรองนโยบายเพื่อตอบสนองประโยชน์เพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง ดังนั้นแทนการลดความเข้มแข็งของรัฐบาล ควรเพิ่มการตรวจสอบความประพฤติที่มิชอบให้มีประสิทธิภาพ อาทิ ให้สิทธิ์ ส.ส.เข้าชื่อจำนวน 1 ใน 10 หรือประมาณ 45 คน เสนอเรื่องต่อประธานวุฒิสภา ให้ตั้ง กมธ.วิสามัญไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือฝ่ายบริหาร โดยเชิญอดีตอัยการสูงสุดเป็นประธานไต่สวน หากพบว่ามีมูลทางคดีอาญา ให้ประธานวุฒิสภาส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณาตัดสิน ซึ่งกระบวนการนี้จะเป็นไปอย่างรวดเร็วและเป็นกลไกที่เข้มข้นของการตรวจสอบรัฐบาลได้ 
 
                          3. การแบ่งแยกอำนาจที่สับสน ที่กำหนดให้นายกฯ และรัฐมนตรี ไม่ต้องเป็น ส.ส. 
 
                          4. กลไกตรวจสอบที่อ่อนแอ แม้จะกำหนดให้ ส.ส.สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางในนายกฯ หรือรัฐมนตรี หรือกำหนดให้รัฐสภาสามารถลงมติถอดถอนฝ่ายบริหารได้นั้น แต่ที่ผ่านมา ไม่สามารถทำให้กลไกตรวจสอบดังกล่าวทำได้อย่างแท้จริง
 
                          นายสมบัติ อภิปรายด้วยว่า ในร่างรัฐธรรมนูญมี 6 ประเด็น ที่ต้องปรับปรุง คือ 
 
                          1. กำหนดให้นายกฯ และรัฐมนตรี ไม่เป็น ส.ส. หมายถึง ฝ่ายบริหารสามารถเป็นบุคคลที่ไม่ได้มาจากการเลือกของประชาชน ทำให้ไม่เกิดความเชื่อมโยงกับประชาชน อย่างไรก็ตาม ในประเด็นของนายกฯ ที่ไม่ต้องเป็น ส.ส. ซึ่ง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเปิดช่องทางออกของสถานการณ์วิกฤตนั้น ไม่ขัดข้อง แต่ควรนำไปเขียนในบทเฉพาะกาล และกำหนดเงื่อนไขของการได้มาซึ่งนายกฯ คนนอก ให้ชัดเจน 
 
                          2. ให้อำนาจ ส.ว.ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติ และพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี หรือบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ที่ในบทบัญญัติมาตรา 130 กำหนดให้ตรวจสอบ ควรเพิ่มเติมให้มีการเปิดเผยผลการตรวจสอบให้ประชาชนรับทราบ และมีการลงมติให้ความเห็นชอบด้วย เพื่อเป็นการกำกับคุณธรรมภายใต้สังคมไทยที่คุณธรรมเสื่อมโทรม 
 
                          3. การประเมินผลของพรรคการเมือง องค์กรตรวจสอบ หรือหน่วยงานภาครัฐที่กำหนดให้มีการประเมินผลและแจ้งให้ผู้ถูกประเมินทราบนั้น ควรพิจารณาแนวทางที่เปิดเผยรายละเอียดด้วย เพื่อให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่ากับต้นทุนในการประเมินผล 
 
                          4. ขอให้ทบทวนการแต่งตั้งข้าราชการโดยกรรมการแต่งตั้งราชการระบบคุณธรรม ซึ่งกำหนดให้ฝ่ายการเมืองเข้ามามีบทบาท ทั้งนี้เห็นว่าระบบการคัดเลือกข้าราชการเพื่อดำรงตำแหน่งระดับตามกระบวนการราชการนั้น มีระบบและขั้นตอนของการพิจารณาอยู่แล้ว 
 
                          5. เพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ด้วยการกำหนดกรอบเวลาและมาตรฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพ  
 
                          6. อำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่คงการเพิกถอนสิทธิ์เลือกและสั่งเลือกตั้งใหม่ หรือใบแดงไว้ จากเดิมที่กำหนดให้ส่งเรื่องไปยังศาลอุทธรณ์หรือศาลอุทธรณ์ภาค มองว่าในกรณีที่ กกต. สามารถให้ใบแดงกับผู้ทุจริตเลือกตั้ง และให้ผู้ที่ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งอุทธรณ์ภายใน 7 วัน จะทำให้การดูแลเรื่องการทุจริตมีประสิทธิภาพ และกรณีที่ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลให้วินิจฉัยเรื่องใบแดง ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสม เพราะเมื่อ กกต.ตัดสินเบื้องต้นแล้ว มติสุดท้ายคือให้ศาลตัดสิน
 
                          ขณะที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม อภิปรายขอให้พิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อ สปช. ให้ตอบโจทย์การแก้ปัญหาทางการเมือง การทุจริตการเลือกตั้ง ความขัดแย้ง และนักการเมือง และข้าราชการที่ทุจริตคอร์รัปชั่น ด้วยการแก้ไขบทบัญญัติดังต่อไปนี้ 
 
                          1. ให้ ส.ส.มาจากการเลือกตั้งผ่านระบบเลือกตั้งแบบเขตเลือกตั้งเท่านั้น และกำหนดให้ 1 เขตเลือกตั้ง มีผู้แทนเขตละ 2 คน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความใกล้ชิดกับประชาชน และมีตัวแทนของนักการเมืองทุกฝ่าย ขณะที่การกำหนดให้มี ส.ส.บัญชีรายชื่อและให้ประชาชนสามารถจัดลำดับผู้สมัครได้นั้น กระบวนการไม่ต่างจากการเลือก ส.ส.แบบเขตเลือกตั้ง ทำให้อาจก่อให้เกิดปัญหาการซื้อเสียงเพื่อหาคะแนนจัดตั้งได้ ดังนั้นควรยกเลิกเพราะไม่มีประโยชน์ 
 
                          2. กำหนดให้กลุ่มการเมืองส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.ได้ มองว่า กลุ่มการเมืองในประเทศไทย อาทิ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ล้วนเป็นกลุ่มการเมืองที่สร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ ดังนั้นหากให้กลุ่มดังกล่าวซึ่งมีประชาชนสนับสนุนฝ่ายละ 10 ล้านคน และมีประสบการณ์ต่อสู้ทางการเมือง ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ อนาคตอาจแกนนำเป็นนายกฯ ได้ และก่อให้เกิดการแบ่งแยกเป็นกลุ่มและเกิดการต่อสู้ทางการเมืองได้อีก
 
                          "ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลมีหลายพรรคการเมือง หรือเป็นรัฐบาลผสม สิ่งที่ต้องเจอคือความอ่อนแอ และความไม่มีเสถียรภาพแน่นอน อีกทั้งพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการต่อรองผลประโยชน์ มีโควตา ถือเป็นการทำให้การเมืองถอยหลังเข้าคลอง"
 
                          ทางด้านนายสมชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง อภิปรายในส่วนของการจัดสรรงบประมาณที่กำหนดไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่า ควรพิจารณาการจัดสรรงบประมาณเพื่อลดความเหลื่อมล้ำด้วย จากเดิมที่กำหนดให้คำนึงถึงความเสมอภาคเท่านั้น ขณะนี้การให้อำนาจแก่ท้องถิ่นในเรื่องงบประมาณ และมาตรการทางภาษี ควรกำหนดให้ท้องถิ่นสามารถจัดเก็บภาษีได้ด้วย แทนการรอรับงบประมาณจากส่วนกลาง