ข่าว

โลกยิ้มรับ‘ทักทาย’อีโคแฟชั่นแบรนด์ไทย

โลกยิ้มรับ‘ทักทาย’อีโคแฟชั่นแบรนด์ไทย

21 เม.ย. 2558

โลกยิ้มรับ‘ทักทาย’ อีโคแฟชั่นแบรนด์ไทย : คมคิดธุรกิจนิวเจน ปทุม กลิ่นหอม : เรื่อง สุกล เกิดในมงคล : ภาพ

            จากเรื่องเล่าต่อกันมาว่า มี "ผ้าทอเส้นใยธรรมชาติ" ของคนไทย ได้รับความสนใจจาก "หลุยส์ วิตตอง"..."ราล์ฟ ลอเรน"... "ลาฟาแยตต์" 3 แบรนด์เนมชื่อดังก้องโลก รวมถึงอีกหลายแบรนด์ นับแล้วกว่า 30 ราย ที่แวะเข้ามาคุยกับเจ้าของ ก่อนขอตัดเนื้อผ้ากลับไป ระหว่างงานแสดงสินค้าผ้าไหมไทย กลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ช่วงปลายปี 2557 จึงเกิดความสนใจและไปหาข้อมูล ตามจนเจอเจ้าของผ้าผืนนั้น ซึ่งก็คือ กัญจิรา ส่งไพศาล สาวกรุงเทพฯ วัย 29 ปี ที่มีชื่อเล่นว่า "ซิ่วซิ่ว"

            การได้รู้จักกับ กัญจิรา ไม่ได้แค่ทำให้รู้ว่าผ้าผืนนั้นมีความพิเศษอย่างไร จึงดึงดูดใจให้แบรนด์ระดับโลกถึงกับอดใจไม่ไหว แต่ยังทำให้รู้ถึงความเป็นมาอันน่าทึ่ง ทั้งจากความคิดของผู้หญิงคนนี้และตัวผลิตภัณฑ์ ซึ่งอาจทำให้คนที่ไม่เคยทราบถึงกรรมวิธีการผลิตมาก่อน สงสัยว่า "มันทำได้จริงหรือ?" และเธอก็พร้อมตอบให้คลายความสงสัย

            ความเบื่อหน่ายในงานประจำที่ต้องใช้เวลาไปกับคอมพิวเตอร์ ทำให้ กัญจิรา ซึ่งจบภาควิชาไอที จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (เอสไอไอที) ม.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ตัดสินใจหนีจากอาชีพโปรแกรมเมอร์ที่ทำมาหลายปี ออกตามหาสิ่งที่ใจปรารถนา นั่นคือ การทำงานที่ได้พบผู้คน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รวมถึงก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคม เพราะเธอคิดอยู่เสมอว่า ตัวเองน่าจะทำอะไรได้มากกว่าการเป็นพนักงานบริษัท

            กระทั่งวันหนึ่งเข้าไปหาความรู้ที่สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ทำให้ทราบว่ามีงานวิจัยเกี่ยวกับผ้าที่ทำจากเส้นด้าย ซึ่งผลิตจากเส้นใยธรรมชาติที่มาจากพืช เป็น ภูมิปัญญาไทยประยุกต์ จึงจุดประกายให้คิดจะต่อยอดผ้าลักษณะนี้ในเชิงพาณิชย์ จากนั้นได้เข้าไปศึกษาหาข้อมูลที่สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ, สถาบันค้นคว้าและพัฒนาฯ ม.เกษตรศาสตร์ และขอคำปรึกษาจาก อ.ประจักษ์ แอกทอง ผู้คิดค้น วิจัยนวัตกรรมเส้นใยธรรมชาติ และผู้เชี่ยวชาญ สถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ

            ด้วยความกล้าที่จะลงมือทำ ท้อแต่ไม่ถอย บวกกับความตั้งใจที่อยากมีส่วนร่วมในการรักษาสิ่งแวดล้อมและใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด อีกทั้งยังโชคดีมีที่ปรึกษาขั้นเทพอย่าง อ.ประจักษ์ ซึ่งมีอุดมการณ์เดียวกัน ให้คำแนะนำและถ่ายทอดความรู้ จึงทำให้ผ้าจากเส้นใยธรรมชาติ อีโคแบรนด์ "Taktai" หรือ "ทักทาย" เกิดขึ้นในที่สุด ถือเป็นเอกชนรายแรกๆ ของไทย ที่นำเอาเส้นใยธรรมชาติ อาทิ สับปะรด ไผ่ กล้วย ข่า ผักตบชวา กัญชง นุ่น และบัว มาผลิตเป็นเส้นด้าย สิ่งทอ เสื้อผ้า แฟชั่นสีเขียว สินค้าออร์แกนิก ในเชิงพาณิชย์ และอนาคตจะมีเส้นใยจากพืชอีกหลายชนิดมาอวดโฉม อาทิ ใยมะพร้าว ใยโสน ใยลูกตาล เป็นต้น

            การต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ไม่ได้สร้างงานให้เฉพาะตัวเธอ แต่ยังช่วยเกษตรกรด้วย ช่วยอย่างไรนั้น กัญจิรา เล่าว่า เส้นด้ายที่นำมาผลิต เกิดจากวัตถุดิบที่เหลือใช้จากการเกษตร ที่มาจากการเพาะปลูกแบบออร์แกนิก ไม่ใช้ปุ๋ยและสารเคมี เก็บเกี่ยวในระยะเวลาที่เหมาะตามธรรมชาติ เช่น "สับปะรด" สิ่งที่เกษตรกรนำไปขายคือ หัวสับปะรด หัวละ 5 บาท ส่วนใบจะถูกทิ้ง แต่ "ทักทาย" ไปขอรับซื้อกิโลกรัมละ 2-3 บาท เพื่อนำมาตีเป็นเส้นใย จึงทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับ "ข่า" จะรับซื้อลำต้น ซึ่งจะนำมาเข้าเครื่องบดนวด ทำให้ต้นข่าแตกออกจากกัน ส่วน "กล้วย" จะนำกาบกล้วยที่ได้มาเข้าเครื่องขูดเนื้อเยื่อกาบกล้วย

            นอกจากนี้ยังไปติดต่อกับชาวบ้านที่อยู่บริเวณริมคลอง รวมถึงประสานผ่านเขตมีนบุรี กรุงเทพฯ เพื่อขอให้ช่วยอีกทาง ในการนำ "ผักตบชวา" ขึ้นมาใช้ประโยชน์ เพราะมันเป็นพืชน้ำที่แพร่พันธุ์ได้รวดเร็ว จนกลายเป็นวัชพืชที่สร้างปัญหาในหลายพื้นที่ แม้ถูกนำไปใช้สอยได้หลายด้านแล้วก็ตาม ขณะเดียวกันก็สอนชาวบ้านให้รู้ถึงกรรมวิธีในการทำออกขาย โดยหลังจากทำความสะอาดแล้ว ผ่ากลางต้นจากโคนไปหาปลาย ทำให้แห้งโดยการตากแดดจนแห้งสนิท จึงนำไปตีเกลียวเส้นด้ายด้วยเครื่องตีเกลียวต้นแบบ ที่เพิ่มความยาวของเส้นใยได้ตามต้องการ

            หลังจากได้วัตถุดิบแล้ว จะนำเข้าโรงงานปั่นเป็นเส้นด้าย และเข้าสู่กระบวนการทอเป็นผ้าผืน โดยบางเส้นใยจะผสมกับฝ้าย ซึ่งปัจจุบันการปลูกฝ้ายในประเทศไทยมีจำนวนน้อยลง ในขณะที่ความต้องการฝ้ายในภาพรวมสูงขึ้น จึงต้องนำเข้า 99 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการนำเส้นใยจากพืชชนิดอื่น ซึ่งหาได้ในประเทศเข้ามาผสม จะช่วยลดการนำเข้าอีกทางด้วย

            "สิ่งที่เรารับซื้อมาจะถูกนำเข้าเครื่องตีเส้นใย จากเมื่อก่อนที่ใช้มือ เป็นงานแฮนด์เมด แต่ปัจจุบันได้คิดกรรมวิธีใหม่ๆ เพื่อช่วยทุ่นแรง โดยให้วิศวกรคิดค้นเครื่องจักรขึ้นมาใช้เฉพาะของทักทาย หลังจากได้เส้นด้ายก็จะนำมาขายเป็นกลุ่ม ให้คนเอาไปถักทอเองได้ และนำไปทอเป็นผืนเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้า ผ้าพันคอ รองเท้า ขณะเดียวกันก็นำเส้นใยมาทำเครื่องประดับด้วย" อดีตโปรแกรมเมอร์เผย

            กัญจิรา เล่าต่อว่า สิ่งที่ลูกค้าสนใจมากที่สุดในตอนนี้ คือ "ด้ายกลุ่ม" ซึ่งขายได้ดี เช่น เส้นใยไผ่จะเป็นด้ายสีน้ำตาลเข้ม, เส้นใยข่า เมื่อตีออกมาแล้วจะได้สีส้ม มีกลิ่นธรรมชาติในลักษณะของกลิ่นใบไม้แห้ง เช่นเดียวกับพืชชนิดอื่น แต่แตกต่างกันตรงสี ซึ่งจะเป็นด้ายสีขาวขุ่นๆ ในขณะที่เสื้อผ้า ซึ่งตัดจากผ้าทอเส้นใยธรรมชาติก็ได้รับความสนใจในลำดับต่อมา

            "การผลิตเส้นใยไผ่จะแตกต่างจากต่างประเทศ ซึ่งใช้สารเคมีในการผลิต ในขณะที่เราใช้ไอน้ำแรงดันสูงในการระเบิดเอาเส้นใยออกมา แต่เนื่องจากเส้นใยไผ่เป็นเส้นใยสั้น จึงต้องผสมกับฝ้าย เพื่อผลิตเป็นเส้นด้ายก่อน เมื่อนำมาทอจะได้ผ้าใยไผ่เป็นริ้ว สีน้ำตาลเข้มที่ดูคล้ายสีทองบนสีขาวจากฝ้าย ตัวละประมาณ 2,000 บาท ราคาอาจสูง แต่เมื่อเทียบกับคุณภาพ ที่สัมผัสได้ถึงความนุ่ม เบา ความมันวาวนิดๆ คล้ายไหม ระบายอากาศได้ดี และจากการนำผ้าใยไผ่ไปวิเคราะห์ พบว่า มีคุณสมบัติป้องกันแบคทีเรีย 99.94% ป้องกันยูวี และปรับอุณหภูมิตามสภาพอากาศได้" เจ้าของแบรนด์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนำเสนอ

            งานของกัญจิราถูกนำเสนอผ่านเว็บ ecotaktai.com และ "ปั่นทอกัญ" http://www.facebook.com/puntorkan ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของผู้ที่เกี่ยวข้องกับการถักผ้า, ทอผ้า, ปั่นด้าย และการตกแต่งสำเร็จ จึงทำให้ "ทักทาย" เข้าถึงกลุ่มคนรักในสิ่งเดียวกันได้ง่าย และที่สำคัญ ช่วยขยับยอดขายขึ้นด้วย โดยช่องทางที่ติดต่อเธอได้คือ [email protected] โทรศัพท์ 08-2459-4559

            "ตอนนี้เน้นการขายทางออนไลน์ ประมาณกลางปีหน้าจะเปิดร้าน กำลังมองหาทำเลที่เหมาะสม เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นต่างชาติ ...สิ่งที่ทำอยู่ ไม่เหมือนคอมพิวเตอร์ ซึ่งมันเป็นซอฟต์แวร์ จับต้องไม่ได้ แต่งานใหม่เป็นอะไรที่จับต้องได้ ได้คลุกคลีกับชาวบ้านและเกษตรกร ได้ทำงานที่ช่วยเหลือสังคม ทำแล้วรู้สึกมีความสุขมาก" กัญจิรา กล่าว

            ย้อนกลับไปยังผ้าผืนที่ "หลุยส์ วิตตอง"..."ราล์ฟ ลอเรน"..."ลาฟาแยตต์" รวมถึงอีกหลายสิบแบรนด์ให้ความสนใจ กัญจิรา เล่าว่า เป็นผ้าที่ทอขึ้นจากไหมที่นำไปตีกับเส้นใยของผักตบชวา ทำให้มีความโดดเด่นจากเส้นใยธรรมชาติ เมื่อสัมผัสเนื้อผ้าจะรู้สึกได้ ซึ่งยังไม่มีใครทำ จึงเป็นอะไรที่แปลกใหม่ จนฝรั่งที่แวะมาชม ตั้งคำถามว่า "เอาใยจากผักตบมาทำได้ด้วยเหรอ" และผ้าที่พวกเขาเห็น มันก็ตอบได้ชัดเจนว่า "วัชพืช" ในสายตาใครหลายคน นำมาทำ "ด้าย" ได้จริงๆ

            หลังจากวันนั้น... ผ่านมาถึงวันนี้ พวกแบรนด์ต่างๆ ไม่ได้เงียบหายไป แต่ได้ติดต่อกลับมาเพื่อขอเจรจารายละเอียดต่างๆ บ้างแล้ว โดยรายล่าสุดที่จะเข้ามาคุยคือ บริษัททำเฟอร์นิเจอร์ "Phb Collection" ของประเทศฝรั่งเศส

            ท้ายที่สุด ไม่ว่าผลการเจรจาจะลงเอยอย่างไร แต่เชื่อว่า สิ่งที่ "ซิ่วซิ่ว" กัญจิรา ส่งไพศาล ลงมือทำเป็นสิ่งเลอค่าในทางธุรกิจของโลกปัจจุบัน ที่ช่วยต่อยอดงานวิจัยดีๆ เพื่อทำให้โลกใบนี้เป็นสีเขียว และเลอค่าสำหรับเกษตรกรรวมถึงชาวบ้านทั่วไป เพราะ "ทักทาย" ทำให้พวกเขามีรายได้จากสิ่งที่เหลือใช้อย่างไร้พิษภัย และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง


มารู้จัก"ผ้าใยบัว"

            ปัจจุบันมีเกษตรกรปลูกบัวเป็นอาชีพหลักในลักษณะการทำนาบัว ซึ่งหลังจากเก็บเกี่ยวดอกบัวแล้วจะเหลือก้านที่ถูกตัดทิ้งจำนวนมาก จึงได้นำก้านบัวมาใช้ในการผลิตผ้าทอมือ ลักษณะของก้านบัว ซึ่งมีช่องอากาศขนาดใหญ่ 7-8 ช่อง เรียงเป็นวงรอบ และช่องอากาศกลางก้านขนาดเล็ก 1 คู่ ซึ่งเซลล์ชั้นนอกสุดจะสะสมน้ำยางสีขาวขุ่น และจะกลายเป็นเส้นใยเมื่อโดนอากาศ

            วิธีการทอ "ผ้าใยบัว" นั้น ใช้การทอมือทั้งหมด ตั้งแต่การดึงเอาเส้นใยจากก้านดอกบัวด้วยมือ นำเส้นใยที่ได้มาล้าง ตากแห้ง แล้วจึงนำมาปั่นเป็นด้ายเส้นยาว ก่อนจะนำมาทอเป็นผืนผ้า

            ผ้าใยบัวมีคุณสมบัติคล้ายกับผ้าลินินผสมกับผ้าไหม แต่มีจุดเด่นตรงที่เนื้อบางเบา สวมใส่สบายและระบายความร้อนได้ดี เนื่องจากในเนื้อผ้ามีรูขนาดจิ๋วนับล้านคล้ายกับฟองน้ำ ปรับอุณหภูมิให้ต่างกับสภาพอากาศได้ อากาศเย็น ใส่แล้วจะอุ่น และรู้สึกเย็นสบายเมื่ออยู่ในอากาศร้อน ที่สำคัญ เนื้อผ้าไม่ยับง่าย กันน้ำและคราบสกปรกได้คล้ายคลึงกับลักษณะของใบบัว ผ้าชนิดนี้จึงนับเป็นนวัตกรรมใหม่ของผ้ากันน้ำที่ทำจากเส้นใยธรรมชาติ