ข่าว

ตั้งทูตคนใหม่สัญญาณ‘สัมพันธ์สหรัฐ’ฟื้นตัว

ตั้งทูตคนใหม่สัญญาณ‘สัมพันธ์สหรัฐ’ฟื้นตัว

21 เม.ย. 2558

ตั้งทูตคนใหม่-สารช่วงสงกรานต์ สัญญาณ‘สัมพันธ์สหรัฐ’ฟื้นตัว : สัมภาษณ์พิเศษ โดยนันทิดา พวงทอง/ปัญญา ทิ้วสังวาลย์

            แม้ว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จะบริหารประเทศมาเกือบ 1 ปีแล้ว แต่แรงกดดันจากชาติมหาอำนาจทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป (อียู) ก็ยังไม่ผ่อนคลายลงมากนัก จึงเป็นภารกิจอันหนักอึ้งของกระทรวงการต่างประเทศที่จะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

            นายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “คม ชัด ลึก” ถึงแนวทางในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ โดยยืนยันว่า ปัญหานี้ไม่ได้น่าหนักใจอย่างที่คิด  เพราะเป็นเพียงการแสดงหลักการของประเทศตนออกมา และบางประเทศก็ไม่ได้เป็นแค่หลักการ แต่เป็นเรื่องของกฎหมายที่ไม่ยอมรับการรัฐประหาร

            ทั้งนี้ เราต้องแสดงจุดยืนของรัฐบาล คือ การดำเนินการตามโรดแม็พ คสช. เพื่อนำไปสู่การ "ปฏิรูป" ซึ่งอยากใช้คำนี้มากกว่าคำว่า นำไปสู่การเลือกตั้ง หรือประชาธิปไตย เพราะเป้าหมายของเรา คือการปฏิรูปประเทศที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้ประเทศว่ายวนกลับไปสู่จุดเดิม และสร้างความมั่นคงทางการเมืองในอนาคต

            “เราไม่ต้องรีบไปหาประชาธิปไตย แต่เราต้องการความมั่นคงแน่นอน ผมรับราชการมา 40 กว่าปีแล้ว ไม่เคยเจอแบบนี้ มันไปไม่ได้ ไปไม่รอด ขณะที่เพื่อนๆ ในภูมิภาคเดียวกันนี้หลายประเทศเดินตามประเทศไทยแท้ๆ แต่เดี๋ยวนี้เขาอยู่เคียงข้างเรา และมีความเป็นไปได้ว่าจะเดินนำหน้าเรา ถ้าเรายังอยู่ในวงจรเดิม"

            ดังนั้น เราจะต้องพาตัวเองให้หลุดพ้นจากวงจรนี้ และจำเป็นต้องพูดกับนานาประเทศ โดยหวังว่าเขาจะเข้าใจว่า เราต้องการเห็นบ้านเมืองเดินหน้าต่อไปในทิศทางที่แจ่มใส และเป็นประโยชน์ต่อลูกหลาน

            "ประชาชนคือเป้าหมายของรัฐบาลชุดนี้ ผมนั่งอยู่ในที่ประชุม ครม.จะได้ยินตลอดว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนได้ประโยชน์ ซึ่งแตกต่างจากในอดีตที่ได้ยินแต่คำว่า เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ แต่ครั้งนี้ลึกมากกว่านั้น คือทำเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งมันจะมีรูปธรรมมากกว่า คือตัวคน ไม่ใช่ประเทศชาติที่เป็นนามธรรม"

            ส่วนประเด็นการจ้าง "ล็อบบี้ยิสต์" เพื่อโจมตีประเทศไทยนั้น รมช.ต่างประเทศ ยอมรับว่า เรื่องนี้ได้แก้ไขน้อยไปหน่อย ซึ่งยอมรับว่า ล็อบบี้ยิสต์เป็นมืออาชีพ มีการขานรับต่อยอดเป็นทอดๆ ไป ฉบับหนึ่งลง อีกฉบับก็จะเอาไปอ้างอิงต่อๆ กันไป ส่วนเราเองนั้นยังไม่ได้พาตัวเองมาสู่ภาวะที่เป็นมืออาชีพเทียบเท่า

            "กระทรวงการต่างประเทศก็มีคนที่สามารถที่จะเขียนอะไรต่อมิอะไรได้ แต่บางครั้งมันก็ไม่ได้ดั่งใจ บางครั้งในแง่ของความไวอย่างที่ควรจะเป็น ถามว่าหนักใจหรือไม่ ก็ถือว่าใช่ในระดับหนึ่ง เราทราบว่ามีการใช้ล็อบบี้ยิสต์ใช้คนในแวดวงต่างๆ ทั้งนักวิชาการ หรือเว็บไซต์ต่างๆ ดังนั้นเรื่องที่เกี่ยวกับประเทศไทยถึงได้ออกมาบ่อยๆ"

            กระนั้น สำหรับความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐนั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ก็ไม่ได้มายุ่งกับประเทศไทยมากนัก เพียงแต่รักษาระยะห่างเอาไว้ แต่ก็มีความสัมพันธ์ปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือแรงกระเพื่อมใต้น้ำจากล็อบบี้ยิสต์

            "ที่เราไม่ได้จ้างล็อบบี้ยิสต์มาตอบโต้นั้น จริงๆ แล้วเราก็มีการคิดกันมาหลายรอบแล้ว แต่อาจเป็นเพราะเราไม่ได้มีความคุ้นเคยแบบนั้น และเราก็สามารถพูดเองทำเองความจริงใจของเรา คิดว่าเมื่อคนอื่นเห็นตั้งใจจริงของเราก็น่าจะเข้าใจประเทศไทยได้ จึงไม่ได้คิดจะไปใช้วิธีแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน"

            สำหรับความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาที่ถูกมองว่า ไทยถูกกดดันไม่เลิกนั้น รมช.ต่างประเทศ ระบุว่า พัฒนาการถึงวันนี้ดีขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสงกรานต์มีการส่งหนังสือมาแสดงความยินดีแก่ประเทศไทย และคนไทย รวมถึงการประกาศชื่อ นายเกล็น ทาวน์เซนด์ เดวีส์ เป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทยคนใหม่ด้วย

            ทั้งนี้ สำหรับการแต่งตั้งทูตคนใหม่นั้น ทางการไทยรับรู้มานานแล้วว่าจะเป็นคนนี้ ส่วนเรื่องการแต่งตั้งนั้นเป็นกระบวนการภายในของเขาเองตามปกติ ซึ่งเราไม่ได้มีปัญหาอะไร ยืนยันว่า ความสัมพันธ์ไทย-สหรัฐยังเป็นไปตามปกติ และการส่งเอกอัครราชทูตสหรัฐคนใหม่เข้ามาถือเป็น "ผู้แทนทางการเมือง" ที่จะช่วยให้ความสัมพันธ์ดีขึ้น

            เมื่อถามว่า ท่าทีที่ดีขึ้นของสหรัฐเกี่ยวกับการเข้าหาไทยมากขึ้นของรัสเซียและจีนหรือไม่ รมช.ต่างประเทศ กล่าวว่า มีความพยายามมองในลักษณะนั้น แต่ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะต้องมาจากการวางหมาก บางทีหมากรุกบางกระดานอาจมาจากโชคช่วย หรือมาจากไทมิ่ง (ช่วงเวลา) ที่ทุกอย่างมาเข้ารูปเข้ารอยพอดี ซึ่งนโยบายต่างประเทศของเราไม่ได้แตกต่างจากในอดีตเลย

            "ไม่ว่าจะจีน รัสเซีย สหรัฐ หรืออียู เรามีความสัมพันธ์ที่ดีมานานแล้ว เราเป็นมิตรประเทศที่ทุกประเทศให้การยอมรับ เป็นสมาชิกยูเอ็นที่มีความสัมพันธ์กับประเทศต่างๆ เกือบทั้งโลก เราเป็นประเทศที่มีสถานทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ติดอันดับ 1 ใน 3 ของอาเซียน และเรายังถูกเลือกให้เป็นเมืองหลวงของยูเอ็นในภูมิภาคเอเชียด้วย"

            ด้านนโยบายต่างประเทศที่จะดำเนินการต่อหลังจากผ่านขวบปีแรกของรัฐบาลนั้น รมช.ต่างประเทศ กล่าวว่า ในเรื่องการสร้างความสัมพันธ์คงไม่ต้องรีบร้อนที่จะผลักดันมาก เพราะแต่ละประเทศก็มีผลประโยชน์ร่วมกันอยู่แล้วตามปกติ แต่ที่ไม่ปกติ และต้องวางรากฐานให้ดี คือ บ้านเมืองของเรา ซึ่งจะต้องมีการวางรากฐานให้มั่นคงตามโรดแม็พที่ได้วางเอาไว้