
วิษณุบอกพิลึกทำประชามติผ่านม.44
วิษณุบอกพิลึกทำประชามติผ่านม.44 เร็วไปที่จะตัดสินว่ารธน.ใหม่ดีหรือไม่
เมื่อเวลา17.10น.นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีฝ่ายการเมืองเสนอให้รัฐบาลใช้มาตรา 44 ออกคำสั่งจัดทำประชามติแทนการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ในทางปฏิบัติทำได้แต่ว่าคงโกลาหลพิลึกเพราะว่าหากออกคำสั่งตามมาตรา44 จริงจะยืดยาวมาก คงทำให้หลายฝ่ายไม่พึงพอใจเพราะไม่ทราบว่าความเห็นนั้นมาจากฝ่ายใดบ้างเดี๋ยวจะมาว่ากันได้ว่ามาจากความคิดทหารฝ่ายเดียว อย่างไรก็ตามถ้าจะทำประชามติจริงๆ หลายหัวดีกว่าหัวเดียวดังนั้นโยนเข้าไปในสภาฯ ให้คน 220 คนร่วมกันคิดพิจารณาจะดีกว่า และเหตุสุดท้ายคือไม่เสียเวลาเพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีกรอบเวลาที่ชัดเจนไม่ล้าช้าเหมือนแต่ก่อน
เมื่อถามว่าห้วงเวลาที่จะตัดสินใจว่าจะทำประชามติหรือไม่นั้นใกล้เข้ามาหรือยัง นายวิษณุ กล่าวว่า ตนตอบไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นต้นทางหากทำประชามติ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้ว่าหากจะแก้รัฐธรรมนูญคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคสช.จะต้องคิดร่วมกันแล้วค่อยเสนอไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อข้อถามว่าเหมือนว่านายกฯ ไม่อยากให้ทำประชามติ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพราะนายกฯไม่เคยถามเรื่องนี้
เมื่อถามว่าการที่สปช.เสนอมาที่รัฐบาลเรื่องการปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน 23 อย่างว่าเยอะเกินไปนั้นนายวิษณุ กล่าวว่า นายกฯ บอกว่ามันเยอะเกินไปให้เสนออะไรที่สามารถทำได้ก่อนก็ให้เสนอมาเพราะบางเรื่อง 3 ปีก็ทำไม่ได้ เนื่องจากบางเรื่องต้องแก้กฎหมาย ดังนั้นให้สปช.โยนหัวข้อมาให้รัฐบาลคิดพร้อมกับวิธีแก้ปัญหาขั้นแรกมาด้วยเพราะข้อเสนอบางข้อดูดีแต่มันเป็นวิธีแก้ไขปัญหาปลายน้ำแล้ว อย่าบอกแต่เพียงปัญหาเท่านั้น
เร็วไปที่จะตัดสินว่ารธน.ใหม่ดีหรือไม่
นายวิษณุ กล่าวถึงกรณีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) มีข้อกังวลว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวอาจไม่เป็นไปตามที่ประชาชนต้องการว่า ข้อที่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นไปตามความเห็นของประชาชนนั้นยังเร็วไปที่จะตัดสิน เพราะขณะนี้เป็นช่วงสปช.แต่ละคนเพียงแค่นำเหตุผลแม่น้ำทั้งหามาหักล้างกันเท่านั้น เรายังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุผลนั้นถูกต้องหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดแล้วมันจะผ่านสปช.หรือไม่ตนตอบยากมาก ดังนั้นต้องอาศัยความเห็นของฝ่ายเสียงข้างมากซึ่งขณะนี้ยังใช้เวลาอีกนาน เพราะในช่วง20-26 เมษายนยังไม่ใช่ช่วงลงมติ อย่างไรก็ตามตามการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เขียนว่าคือว่าก่อนที่ลงมือร่างต้องให้สปช.กรอกความเห็นซึ่งก็ให้ไปกรอกแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2557 พอให้กรอกเสร็จกรรมาธิการยกร่างฯก็ใช้เวลาร่าง 4 เดือนแล้วก็นำร่างแรกกลับมาให้สปช.ดูซึ่งยังไม่ลงมติเพียงแค่วิพากษ์วิจารณ์ 7 วัน
หลังจากนั้นก็ไปขอแก้ไขหรือที่เรียกว่าไปขอแปรญัตติซึ่งทางครม.ก็ได้เตรียมเรื่องที่จะขอแก้ไขไว้แล้วหลายเรื่อง ส่วนสปช.ก็ไปขอแปรญัตติซึ่งตนเข้าใจว่ามีประมาณ 8-9 ญัตติไม่ได้มีถึง 290 ญัตติ พอไปถึงขั้นตอนดังกล่าวก็ขึ้นอยู่กับกรรมาธิการยกร่างฯ ว่าจะแก้ไขหรือไม่ เมื่อแก้ไขแล้วในเดือนสิงหาคมก็จะนำกลับมาให้สปช.แก้ไข ซึ่งถือขั้นสุดท้ายหรือเรียกว่าขั้นคอขาดบาดตายของรัฐธรรมนูญชุดนี้หากผ่านก็ดำเนินการต่อแต่หากไม่ผ่านทุกอย่างก็จบ วันนี้ทุกคนพูดเพื่อขู่กรรมาธิการยกร่างฯ เท่านั้นทุกอย่างต้องไปดูกันวันที่สปช.ไปขอแปรญัตติ
เมื่อถามว่าในส่วนครม.จะยื่นแปรญัตติใดบ้าง นายวิษณุ กล่าวว่า ตนยังอ่านโดยละเอียดไม่ครบถ้วน ซึ่งในส่วนในคณะรัฐมนตรี (ครม.) เองนายกฯ ได้พูดในที่ประชุมครม.วันเดียวกันนี้ (20 เม.ย.) และสั่งการว่าให้รัฐมนตรีไปเร่งแต่ละกระทรวงให้ช่วยกันอ่านรัฐธรรมนูญแล้วส่งข้อแก้ไขมาที่ตนทันทีแล้วนำเข้าครม.เพื่อขอความเห็นชอบจากครม.ต่อไป ซึ่งนายกฯ ก็ถามมาว่าแปรญัตติต้องทำอย่างไรตนก็ได้อธิบายไปว่านายกฯ ต้องเซ็นในนามครม.ว่าครม.ไม่เห็นด้วยกับมาตรานี้จึงควรแก้ไข แต่เราไม่ได้ร่างใหม่ไปให้เพียงแค่บอกว่าไม่เห็นด้วยเท่านั้น ซึ่งตนก็จะนำทีมกฎหมายไปชี้แจงที่รัฐสภา และสุดท้ายหากครม.และคสช.มีความเห็นตรงกันว่าควรจะแก้น้ำหนักในการแก้ไขมาตรานั้นอาจมากขึ้น
เมื่อถามว่าวางกรอบให้แต่ละกระทรวงเสนอข้อแก้ไขมาหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ช่วงประมาณกลางเดือนพฤษภาคมนี้ เพราะหมดเขต 25 พฤษภาคมนี้พอดี



