
โรงไฟฟ้าชีวมวล'จำป่าหวาย'ความขัดแย้งคนพะเยาที่รอวันปะทุ
21 เม.ย. 2558
โรงไฟฟ้าชีวมวล'จำป่าหวาย'ความขัดแย้งคนพะเยาที่รอวันปะทุ : รายงาน โดย... นพพร ทาทาน
"ขยะ" กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่ทุกองค์กรพยายามหาทางกำจัดขยะและเปลี่ยนขยะให้มีมูลค่า ทั้งนำไปรีไซเคิลหรือนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ซึ่งเป็นแนวทางที่นำมาซึ่งความแยกแตกของคนในชุมชน เทศบาลเมืองพะเยาก็หนีความจริงข้อนี้ไม่พ้น ปริมาณขยะเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร วันหนึ่งจะก่อเกิดขยะ 35-40 ตัน สัญญาเช่าพื้นที่บ่อทิ้งขยะบ้านขยะบ้านจำป่าหวาย หมู่ 11 ต.จำป่าหวาย อ.เมือง จ.พะเยา จำนวน 82 ไร่ 2 งาน 67 ตารางวา กำจัดขยะได้ 35 ตันต่อวัน โดยวิธีฝังกลบจะเห็นว่ายังมีขยะตกค้างอยู่อีกในแต่ละวันปัญหาเหล่านี้นับวันจะพอกพูนขึ้น แม้เทศบาลเมืองพะเยาจะพยายามหาทางต่อสัญญาเช่าบ่อขยะต่อ เพื่อทำโรงไฟฟ้าพลังงานจากขยะชีวมวล
ทันทีที่ น.ส.จุฬาสินี พรหมเผ่า นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษานายกเทศมนตรีเมืองพะเยา พร้อมคณะ และนายวังสันต์ ภาณุดุลกิตติ กรรมการผู้จัดการบริษัท ซี.เอส.เอส.เอนเนอร์ยี่ จำกัด ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงหรือเอ็มโอยู เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชน โดยแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าของเทศบาลเมืองพะเยาและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ร่วมโครงการ โดยใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ 1 ปี กระแสต่อต้านปะทุขึ้นทันที มีการล่าชื่อผู้คัดค้านพร้อมเดินขบวนต่อต้านอย่างเป็นรูปธรรม แต่ถูกฝ่ายความมั่นคงทัดทานไว้ แม้ถูกสกัดแต่ชาวบ้านก็รวมตัวปั่นจักรยานชูป้ายไปรอบ 13 หมู่บ้านเพื่อแสดงเจตนาว่าไม่เอาโรงไฟฟ้าชีวมวล
นายจำรัส เมืองมา ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 11 เจ้าของพื้นที่ที่ตั้งบ่อขยะ หนึ่งในผู้นำชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างโรงไฟฟ้า บอกว่า ทันทีที่ชาวบ้านรู้ว่าสัญญาบ่อขยะจะหมดอายุลงปีนี้ ชาวบ้านทั้งตำบลรู้สึกดีใจที่ไม่ต้องดมกลิ่นขยะอีกต่อไป แต่ดีใจไม่นานเทศบาลเมืองพะเยากลับจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังชีวมวลเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าและกำจัดขยะ โดยใช้พื้นที่เดิมชาวบ้านส่วนมากจึงไม่ยอมและขยายวงต่อต้านทันที แต่ไม่สามารถทำได้เต็มที่เนื่องจากเสี่ยงต่อการละเมิดคำสั่ง คสช. จึงทำได้แค่ปั่นจักยานรณรงค์ถึงพิษหรืออันตรายหากสร้างโรงไฟฟ้าขึ้นในพื้นที่ ต.จำป่าหวาย
"ชาวบ้าน ต.จำป่าหวาย รู้สึกเคลือบแคลงในความจริงใจของฝ่ายต่างๆ เกี่ยวกับการสร้างโรงไฟฟ้า อะไรทำให้ต้องสร้างที่ ต.จำป่าหวาย ขยะแต่ละวันประมาณ 35 ตันเป็นอย่างมาก แต่โรงไฟฟ้าต้องใช้ขยะวันละกว่า 300 ตันต่อวันจึงจะทำได้" นายจำรัส กล่าว
ขณะที่นายถวิล เมืองมา แกนนำฝ่ายสนับสนุนสร้างโรงไฟฟ้าบอกว่า รู้สึกรับไม่ได้เพราะเคยทำงานที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง กระทั่ง ร.อ.ดร.ธรรมนัส พรหมเผ่า เข้ามาประสานเพื่อขอทำประชาคมจึงเสนอทางออกว่ายังไม่ตอบว่าจะค้านหรือยอมรับการสร้างโรงไฟฟ้า แต่ขอไปศึกษาดูงานโรงไฟฟ้าชีวมวลของจริงก่อน โดยนำชาวบ้านทั้งเห็นด้วยและคัดค้านไปดูของจริง จึงตกลงไปดูงานโรงไฟฟ้าขยะชีวมวลที่ จ.ภูเก็ต พร้อมแกนนำ 2 ฝ่าย จากหมู่ 2, 5 และ 11 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ตั้งรอบๆ บ่อขยะ 40 คน แล้วนำความจริงที่เห็นไปบอกชาวบ้านจากนั้นก็จะขอให้มีการประชาคม
หลังกลับจากการศึกษาดูงาน แรงต้านการสร้างโรงไฟฟ้าขยะก็ยิ่งทวีคูณมากขึ้น โดยมีแกนนำระดับผู้นำชุมชนที่ไม่ยอมไปศึกษาดูงาน ไปดูของจริงเป็นผู้ให้ข้อมูล กระทั่งมีการรวมกลุ่มกันปั่นจักรยานไปรอบๆ ตำบล เพื่อเชิญชวนกันต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง ส่วนฝ่ายที่ไปศึกษาดูงานก็ถูกกล่าวหาว่าถูกซื้อตัว ถูกเงินตบปากหรือสารพัดถ้อยคำกล่าวหา
"ผมไปดูของจริงมา เรื่องกลิ่น เสียง ฝุ่นละอองหรือน้ำเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ของโรงไฟฟ้าชีวมวลนั้นไม่มี วันที่ไปเครื่องกำลังทำงานอยู่ สิ่งที่กลัวว่าจะเหมือนแม่เมาะกลับไม่มีให้เห็น ผมจึงเชื่อว่าโรงไฟฟ้าชีวมวลน่าจะเกิดผลดีต่อชุมชนมากกว่าผลเสียแน่นอน" นายถวิล กล่าว
ส่วนนายโกวิท ไชยเมือง นักวิชาการสิ่งแวดล้อมท้องถิ่น รองประธานกลุ่มฮักบ้านเกิด จ.พะเยา มองว่าขยะที่ก่อขึ้นเฉลี่ยต่อวัน 1 คนต่อ 1 กก. พะเยาประชากร 4.8 แสนคน ต้องมีขยะเกิดขึ้น 450-480 ตันต่อวัน จำเป็นต้องมีการก่อสร้างเตาเผาขยะความร้อนสูง ซึ่งเป็นเตาเผาไร้ควัน ไร้มลพิษ หรือนำขยะมาทำให้เกิดประโยชน์ เช่น เป็นวัตถุดิบสร้างกระแสไฟฟ้าเพื่อใช้ในชุมชนหรือขายให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งจะได้ประโยชน์หลายต่อ ขยะก็ถูกกำจัด มลพิษทางอากาศหรือทางน้ำไม่มี
"หากสร้างโรงไฟฟ้าพลังขยะที่บ้านจำป่าหวายจริง น่าเกิดประโยชน์มากกว่าผลกระทบ ทั้งการจ้างงานในชุมชน การกำจัดขยะที่มีอยู่มหาศาลที่ฝังกลบอยู่ใต้ดิน ที่รอวันจะเกิดมลพิษ ได้ไฟฟ้าใช้ในราคาถูกหรือเหลือพอจำหน่ายให้การไฟฟ้าเพื่อเป็นรายได้เข้าชุมชน ซึ่งเรื่องนี้คน ต.จำป่าหวายต้องเลือกเอง ตัดสินใจเองว่าจะเอาหรือไม่เอาโรงไฟฟ้า” นายโกวิท กล่าว
ด้าน น.ส.จุฬาสินี พรหมเผ่า นายกเทศมนตรีเมืองพะเยา กล่าวว่า เป็นความเข้าใจผิดของชาวบ้านและแกนนำฝ่ายคัดค้าน เพราะการทำเอ็มโอยูกับบริษัท ซี.เอส.เอส.เอนเนอร์ยี่ จำกัดนั้น เพื่อศึกษาความเป็นไปได้โครงการบริหารจัดการขยะมูลฝอยชุมชนโดยแปรรูปเป็นพลังงานไฟฟ้า เพื่อใช้เป็นพลังงานทางเลือก โดยใช้เวลาศึกษาความเป็นไปได้ ประมาณ 1 ปี ไม่ใช่การลงมือสร้างโรงไฟฟ้าภายใน 1 ปี อย่างที่นำไปขยายความกัน
"เราทำเอ็มโอยูเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ความคุ้มทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่อชุมชน ไม่ใช่ทำสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าเลยโดยไม่ศึกษาว่าทำได้หรือไม่ ชาวบ้านพอใจหรือไม่ แม้ผลเอ็มโอยูออกมาดีเลิศเพียงใด ถ้าชาวบ้านไม่เอา เทศบาลเมืองพะเยาก็ไม่สามารถจะสร้างได้ โครงการก็ล้มไป เทศบาลประกาศให้คนคัดค้านหรืออยากรู้ว่าโรงไฟฟ้าชีวมวล ดีจริงหรือไม่ มีกลิ่น ควัน ฝุ่นละอองหรือน้ำเน่าเสียจากกระบวนการผลิตหรือไม่ให้ไปดูที่ จ.ภูเก็ต แต่มีคนไปน้อยมาก" น.ส.จุฬาสินี กล่าว
นายกเทศบาลเมืองพะเยากล่าวอีกว่า เมื่อบ่อขยะเต็มเทศบาลจะกำจัดขยะเฉพาะพื้นที่ของเทศบาลเท่านั้นไม่รับขยะจากส่วนราชการใดๆ ให้ภาระทั้งหมดไปอยู่กับ อบต.หรือเทศบาลตำบลนั้นๆ รับผิดชอบไป ซึ่งเทศบาลเมืองพะเยาไม่อยากทำอย่างนั้นจึงเสนอกำจัดขยะด้วยโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อแก้ปัญหาขยะได้อย่างถาวรและยั่งยืน
โรงไฟฟ้าชีวมวลจะเป็นคำตอบของการแก้ปัญหาเรื่องขยะล้นบ่อ มลพิษทางอากาศ ทางน้ำหรือไม่ การคัดค้านจะปะทุลุกโชนหรือขยายวงกว้างออกไปอย่างไร ทั้งหมดอยู่ที่ชาวบ้านจำป่าหวายจะได้ตรึกตรอง ย้อนคิด เพราะปัญหาที่จะตามมานอกจากจะสร้าง-ไม่สร้างโรงไฟฟ้า คือความแตกแยกสามัคคีและความมีน้ำใจอันงดงามซึ่งเป็นที่เลื่องชื่อของตำบลมาช้านาน



