วันที่ 20 เม.ย.58 การประชุมสภาปฎิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีวาระพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอต่อที่ประชุมสปช. ตามรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 กำหนดไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 36 วรรคหนึ่ง เป็นวันแรกได้เริ่มขึ้นเวลา 09.30 น. โดยเมื่อเริ่มวาระประชุม ได้มีการเปิดวิดีทัศน์ประมวลภาพรวมการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา ซึ่งมีความยาวประมาณ 10 นาที จากนั้นนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรมนูญ ได้รายงานภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ ต่อที่ประชุมเป็นเวลา 20 นาที ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. มีเนื้อหาที่เป็นไปตามข้อเสนอของ สปช. ฐานะคณะ กมธ.ปฏิรูป ด้านต่างๆ มากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ แม้จะมีถ้อยคำที่ไม่ตรงกับข้อเสนอ เพราะเป็นเรื่องเทคนิคของการเขียนกฎหมาย
อย่างไรก็ตามในการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ดำเนินการประชุม 192 ครั้งได้รายงานความคืบหน้าให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้ง กมธ.วิสามัญ ของสปช., สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้รับทราบความคืบหน้าทุกสัปดาห์ นอกจากนั้นได้เชิญ สปช. เข้าร่วมรับฟังการประชุม เพื่อยืนยันให้เห็นว่ากระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้ปกปิด หรือมีพิมพ์เขียว หรือพิมพ์ชมพูอย่างที่บางฝ่ายกล่าวอ้างเพื่อทำลายความน่าเชื่อถือของร่างยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามตนมีเหตุผลที่ยังไม่ได้แจกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอต่อที่ประชุม สปช. ให้สื่อมวลชนหรือบุคคลอื่นเพื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ เนื่องจากเพื่อเป็นการรักษามารยาทและขั้นตอนที่กำหนดไว้ รวมถึงการประสานกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ที่ว่า ครม. และคสช.จะได้รับร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 26 เม.ย. ดังนั้นเพื่อลดการตำหนิ ว่าไม่ให้ความสำคัญกับครม. และคสช. จึงไม่ได้เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับเสนอต่อที่ประชุมสปช. ทั้งนี้ยืนยันว่าหลังจากวันที่ 26 เม.ย. นี้จะมีการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะแน่นอน
นายบวรศักดิ์ รายงานด้วยว่าหลักการสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. คือการดำเนินตามรอยปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้กระบวนการทำงานคือใช้ความรู้ ปัญหา และคุณธรรมวิเคราะห์หาทางออก และตัดสินใจแบบพอประมาณ บนหลักของเหตุผล เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาและสร้างภูมิคุ้มกัน รวมถึงการรับมือกับผลกระทบด้านต่าง ๆ โดยออกแบบสาระร่างรัฐธรรมนูญให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมการเมืองไทยแท้จริง รู้หลักการสากล แต่ไม่ใช่นำรูปแบบของต่างประเทศมาใช้ทั้งหมด กล่าวคือ 1. ระบบเลือกตั้งที่ใช้การเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อเป็นระบบเลือกตั้งคู่ขนานกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง ที่ใช้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับรัฐบาลและสร้างภาวะผู้นำให้นายกฯ แต่ผลที่ได้คือรัฐบาลเผด็จการเสียงข้างมาก และการแทรกแซงสื่อมวลชน ศาล รวมถึงองค์กรตรวจสอบ จนกลายเป็นที่มาของความขัดแย้งที่ร้าวลึก เพราะอำนาจนิยมที่ฝังรากมานานในสังคมไทยและมีแนวคิดว่าอำนาจเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอต่อสปช. มีมาตรการที่ทำให้รัฐบาลไม่ใช่เสียงข้างมากเพราะอำนาจนิยมต่อไป โดยการทำให้พลเมืองเป็นใหญ่ ให้ความสำคัญกับการเมืองภาคพลเมืองฐานะผู้เป็นเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริง ทั้งนี้เพื่อคานกับอำนาจของนักการเมือง
นายบวรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองได้เสียงข้างมากเกินจริง การเขียนร่างรัฐธรรมนูญจึงใช้ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมสะท้อนความนิยมที่แท้จริงของพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และให้พรรคขนาดกลาง หรือพรรคขนาดเล็กมีโอกาสร่วมเป็นรัฐบาลผสม โดยไม่นำไปสู่ความไร้เสถียรภาพของรัฐบาล เพราะได้วางภูมิคุ้มกัน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือลดความเสี่ยง และผลกระทบ ด้วยมาตราดังต่อไปนี้ 1. ห้ามควบรวมพรรคการเมืองหลังการเลือกตั้ง เพื่อเลี่ยงระบบนอมินี, 2.ห้ามส.ส.ลาออกจากการสังกัดพรรคหรือกลุ่ม เพื่อแลกกับเงิน หากจะลาออก จะถือว่าพ้นความเป็นส.ส., 3. ห้ามส.ส.เป็นรัฐมนตรี เพื่อลดความอหังการของรัฐมนตรี และไม่ให้มีการต่อรองกับนายกฯ เพราะหากมีการต่อรองอาจถูกปลด และไม่มีสิทธิกลับมาเป็นส.ส.เพื่อสั่นคลอนรัฐบาลได้อีก, 4. ให้สิทธินายกฯ ขอความไว้วางใจต่อสภา ได้เพื่อส่งสัญญาณ ไปยังส.ส. ร่วมรัฐบาล ว่าหากก่อความวุ่นวายเพื่อต่อรองรัฐบาล รัฐบาลสามารถยุบสภาแบบม่ได้ขู่, 5. ให้รัฐบาลแถลงว่าร่างกฎหมายที่ให้สภาฯ พิจารณาถือเป็นร่างกฎหมายที่แสดงถึงความไว้วางใจ เพื่อไม่ให้ ส.ส. จับร่างกฎหมายเป็นตัวประกัน หรือต่อรองและบีบให้พิจารณากฎหมายสำคัญได้ ด้วยการให้ส.ส.สามารถยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมง และ 6. การลงคะแนนไม่ไว้วางใจ ให้นับเฉพาะคะแนนไม่ไว้วางใจ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีหักหลังกันเอง หรือกรณีที่ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลไม่ยกมือสนับสนุน
ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวต่อว่าในหลักของการสร้างพลเมืองฐานะเจ้าของอธิปไตยที่แท้จริงให้เป็นใหญ่ ด้วยการมีส่วนร่วมในการบริหารและตรวจสอบนักการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ และสร้างความเข้มแข็งของพลเมืองให้ถ้วงดุลกับอำนาจของนักการเมืองที่มักอ้างว่ามาจากการเลือกตั้งของประชาชน อาทิ การสร้างเวทีการบริหารชาติ และท้องถิ่น ภายใต้รูปแบบ สมัชชาพลเมือง สภาตรวจสอบประจำจังหวัด สมัชชาคุณธรรม, พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้ง มีสิทธิจัดลำดับส.ส. บัญชีรายชื่อ แทนนายทุนพรรคการเมือง รวมถึงให้สิทธิพลเมืองออกเสียงประชามติเพื่อร่วมตัดสินใจในการบริหารบ้านเมือง โดยหลักการที่กำหนดไว้ เชื่อว่าจะทำให้เกิดความเป็นรูปธรรมของหลักการที่ว่าประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนได้ โดยร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอสปช.เขียนเพื่อให้พลเมือง 65 ล้านคนได้ใช้ไม่ใช่นักการเมืองหรือนักเลือกตั้งเพียง 500 คน
“ร่างรัฐธรรมนูญมุ่งแก้ปัญหาในอดีต และสร้างอนาคต โดยยืนยันว่าเนื้อหากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ได้นำข้อดีจากรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาบัญญัติไว้ และได้มุ่งการแก้ไขความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมให้เป็นธรรม ทั้งนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสไว้ว่า ประชาธิปไตยทางการเมืองจะเกิดขึ้นไม่ได้ จนกว่าจะมีประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้นเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะในหมวดของการปฏิรูป ที่เป็นข้อเสนอจากกมธ.ปฏิรูป ทั้ง 18 คณะเสนอมานั้นถือเป็นการสถาปนาประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ปลอดระบบอุปถัมภ์ของนักการเมือง พร้อมขจัดประชานิยมอย่างมืดบอด และสร้างประชาธิปไตยที่พลเมืองมีความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตามยอมรับว่าแม้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะพยายามสุดความสามารถ แต่เชื่อว่าร่างรัฐธรรมนูญยังไม่สมบูรณ์ 100 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการรับฟังสปช. และความเห็นของประชาชนจะร่วมรังสรรค์ ปั้นแต่งให้รัฐธรรมนูญออกมาดีที่สุด และในบทบัญญัติที่กำหนดให้มีการประเมินผลรัฐธรรมนูญเมื่อใช้ครบ 5 ปีเชื่อว่าจะเป็นภูมิคุ้มกันให้รัฐธรรมนูญเหมาะสมกับกาลสมัย” นายบวรศักดิ์ กล่าว
"อุดม" ชี้ ร่างรธน.ฉบับเสนอสปช. ไม่สมบูรณ์ตามรธน.57มาตรา35 กำหนด
นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวว่า ตนได้พิจารณาภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ ตามที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสปช. แล้วพบว่า ในเนื้อหาสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญยังมีความไม่สมบูรณ์ ตามที่รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 มาตรา 35 กำหนดไว้ โดยเฉพาะในประเด็นการกำหนดกลไกให้คนดีเข้าสู่กระบวนการทางการเมือง ดังนั้นจึงเป็นประเด็นที่ตนจะอภิปรายเพื่อชี้ให้เห็นว่ามีจุดบกพร่องอย่างไร และขอเพิ่มเติมในประเด็นที่พบว่าหากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้กระทำผิดไปจากมาตรฐานทางจริยธรรมทางการเมืองที่เป็นแบบแผนของการปฏิบัติหน้าที่ย่อมไม่มีสิทธิที่จะกลับเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองซ้ำได้อีก
ทางด้านนายสุชาติ นวกวงษ์ สปช. กล่าวด้วยว่า ตนจะเสนอให้มีการแก้ไขบทบัญัติในประเด็นของสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศ จากที่ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับเสนอให้สปช. กำหนดว่า มาจาก สปช.จำนวน 60 คน , สภานิติบัญญัติ (สนช.) จำนวน 30 คน และจากผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญการปฏิรูปด้านต่างๆ อีก 30 คน นั้นจะให้แก้ไขเป็นมาจากสปช. ทั้งหมด และถือเอา สปช. ชุดปัจจุบันทั้งชุดเป็นผู้ดำเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูป ส่วนเนื้อหานั้นตนขอให้รอติดตามช่วงของการอภิปราย
เมื่อเวลา 11.25 น. ได้เข้าสู่การอภิปรายของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เพื่อให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมกับร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ เสนอเข้าสู่ที่ประชุม ทั้งนี้นายเทียนฉาย กีระนันท์ ประธานสปช. ได้แจ้งกับที่ประชุมว่า มีสปช.ที่แสดงความประสงค์ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งสิ้น 165 คน จะทำให้สปช.แต่ละคนได้เวลาอภิปรายไม่เกินคนละ 20 นาที สำหรับการลำดับอภิปรายจะเรียงลำดับตามบท และภาค และให้ประธาน กมธ.ปฏิรูป ในแต่ละด้านที่เกี่ยวข้องซึ่งขอแจ้งความประสงค์ไว้ก่อน โดยได้รับสิทธิอภิปรายคนละ 30 นาทีและสามารถเพิ่มเวลาได้อีกไม่เกิน 10 นาที จากนั้นจะให้สมาชิก สปช.อภิปรายในลำดับต่อไป โดยเริ่มต้นในส่วนการอภิปรายของบททั่วไป มีทั้งสิ้น 7 มาตรา โดยสาระเป็นการวางหลักการสำคัญของประเทศ อาทิ ประเทศไทยถือเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว ไม่สามารถแบ่งแยกได้, ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข, พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี (ครม.) และศาล โดยการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา ครม. และศาล รวมถึงองค์กรตามรัฐธรรมนูญหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ทั้งนี้ประชาชนย่อมได้อยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน ขณะที่รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุด และกำหนดให้ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็น ให้สิทธิสภาฯ, วุฒิสภา, รัฐสภา ครม. ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุด หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำหรือการวินิจฉัยที่ไม่มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญใช้บังคับ
โดยมีผู้อภิปรายจำนวน 2 คน คือ นายอลงกรณ์ พลบุตร สปช. อภิปรายโดยชื่มชนการทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้วางบทบัญญัติเพื่อแก้ปัญหาในอดีตเพื่ออนาคตของประเทศ โดยได้ให้ฉายาของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เสนอต่อสปช. ว่าเป็นฉบับน้ำพริกปลาทู คือ มีความเหมาะสมกับสังคมไทย นอกจากนั้นได้ขอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญกล้าที่จะพิสูจน์ร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านการทำประชามติ แม้ที่ผ่านมาจะมีผู้วิจารณ์ โดยส่วนตัวเชื่อว่าหากดำเนินการจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนกับรัฐธรรมนูญ ที่ทุกตัวอักษรเขียนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและอนาคตของคนไทย
ด้านนางพันธุ์ทิพย์ สายสุนทร สปช. อภิปรายขอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเพิ่มบทบัญญัติในบททั่วไป เพื่อให้การรับรองสถานะของบุคคล เช่น คนบนภูเขา ได้รับการปฏิบัติและเป็นไปตามกฎหมายกำหนด ทั้งนี้ขอให้เป็นไปตามที่ กมธ.ปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส เสนอ ได้แก่ มาตรา 4 ในวรรคสอง ที่ว่า “บุคคลมีสิทธิได้รับการยอมรับนับถือเป็นบุคคลตามกฎหมาย” เพื่อให้เป็นไปตามปฏิญญาสากลของสหประชาชาติ และขอเพิ่มมาตรา 5 วรรคสอง “คนสัญชาติไทยย่อมได้รับความคุ้มครองไม่ว่าอาศัยอยู่ในหรือนอกประเทศ” เพื่อสร้างการปฏิรูปของหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่ดูแลคนสัญชาติไทยในต่างประเทศทุกระดับด้วย
ญาติวีรชนพฤษภา 35 ให้กำลังใจ "บวรศักดิ์" ดันรธน.ฉบับปชช.
ที่รัฐสภา คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา35 นำโดยนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ และนายนิพนธ์ แก้วมณี ได้เดินทางเข้าพบนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อมอบดอกไม้ให้กำลังใจ พร้อมขอบคุณที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อประชาชนซึ่งถือว่าประชาชนได้รับประโยชน์มาก ขณะที่นายบวรศักดิ์ กล่าวขอบคุณ พร้อมรับปากว่ากรณีที่ญาติวีรชนขอความเป็นธรรมในเรื่องเยียวยาตนจะเสนอไปยังรัฐบาลต่อไป ว่าการเยียวยาจะต้องเป็นไปอย่างเสมอภาคไม่ใช่เยียวยาให้เฉพาะเหตุการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปี2553 เท่านั้น