
ซัดรธน.'รบ.ผสม'เข้าคลอง
19 เม.ย. 2558
กมธ.ปฏิรูปการเมือง เล็งเพิ่มเวลาอภิปรายร่าง รธน. ชี้ระบบเลือกตั้งให้ได้รัฐบาลผสม ถอยหลัง-ไม่ปฏิรูป พท.วอนปรับปรุง 'สุริยะใส' ห่วงอีโก้ จี้ ผนึก-เอกภาพ
19 เม.ย. 58 มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง มี นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน เพื่อนัดหารือถึงการเตรียมความพร้อมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยก่อนการเข้าสู่วาระดังกล่าว นายดิเรก ถึงฝั่ง รองประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง คนที่ 1 เสนอความเห็นว่า ไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงเวลาอภิปรายของ กมธ.ปฏิรูปแต่ละคณะ และเวลาอภิปรายของสมาชิก สปช.ที่ล่าสุดได้ให้สิทธิ์ ประธาน กมธ.อภิปรายได้คนละ 30 นาที ขณะที่สมาชิกได้สิทธิ์อภิปรายคนละไม่เกิน 16 นาที ถือเป็นเวลาที่ไม่เหมาะสม และไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนเข้าใจได้
จ่อถกที่ประชุมเพิ่มเวลาอภิปราย
ดังนั้นจะเสนอต่อที่ประชุม สปช.ให้พิจารณาปรับเวลาให้เหมาะสม ทั้งนี้ กมธ.ปฏิรูปการเมืองส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อเสนอให้ปรับเวลาดังกล่าว พร้อมกับให้ความเห็นสนับสนุนว่า ร่างรัฐธรรมนูญมี 315 มาตรา พบว่าเป็นมาตราที่เกี่ยวกับการเมืองมากถึง 141 มาตรา ซึ่งถือว่าเกือบครึ่งของร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้นควรได้รับจัดสรรเวลาให้มากกว่า กมธ.ปฏิรูปคณะอื่น โดยเฉพาะในส่วนของประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมืองที่ควรได้เวลาเพิ่มจาก 30 นาที เป็น 45 นาที พร้อมทั้งมีข้อเสนอให้ลดเวลาชี้แจงของ กมธ.ยกร่างฯ จากเดิม 15 ชั่วโมงลง เพื่อเติมให้แก่การอภิปรายของสมาชิก
อย่างไรก็ตาม ในประเด็นดังกล่าวที่ประชุมได้มีมติร่วมกันว่า ในช่วงก่อนเข้าวาระการประชุมในวันที่ 20 เมษายน จะขอให้สิทธิหารือเพื่อให้ปรับเวลาในส่วนของประธาน กมธ.ปฏิรูปทุกคณะเพิ่มเป็นคนละ 45 นาที เพราะการชี้แจงในประเด็นที่เกี่ยวข้องต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่ออธิบายให้สังคมเข้าใจ ส่วนเวลาการอภิปรายของสมาชิก สปช.จะขอรอพิจารณาจำนวนสมาชิกที่แจ้งความประสงค์ขออภิปรายและเกลี่ยเวลาก่อน เพราะเชื่อว่าสมาชิกที่จะอภิปรายมีไม่ถึง 150 คน ดังนั้นคาดว่าแต่ละคนจะได้เวลาเพิ่มมากขึ้น
นายวันชัย สอนศิริ โฆษก กมธ.ปฏิรูปการเมือง แถลงผลประชุมว่า ที่ประชุมได้ข้อสรุปในการกำหนดเนื้อหาอภิปรายและตัวบุคคลในประเด็นต่างๆ โดยเน้นอภิปรายเนื้อหาตามประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ทั้งนี้ เพื่อให้เนื้อหาการอภิปรายมีน้ำหนักและเกิดความน่าเชื่อถือพอที่ กมธ.ยกร่างฯ จะรับฟังและนำไปปรับบทบัญญัติของร่างรัฐธรรมนูญ
วางคิว กมธ.ปฏิรูปการเมือง 13 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการการจัดบุคคลและอภิปรายในประเด็นต่างๆ ของ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ได้แก่ 1.พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ อภิปรายเรื่องระบบการเลือกตั้งและปรองดอง 2.นายประสาร มฤคพิทักษ์ อภิปรายในหมวดว่าด้วยประชาชน 3.นายชัย ชิดชอบ อภิปรายในมาตรา 23 ว่าด้วยการแต่งตั้งพระรัชทายาทในกรณีที่ราชบัลลังก์ว่างลง มาตรา 72 ว่าด้วยการเข้าชื่อพลเมืองไม่น้อยกว่า 2 หมื่นคนถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่น หรือตัดสิทธิทางการเมือง มาตรา 105 ว่าด้วยให้สิทธิประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ หรือโอเพ่นลิสต์ และบทเฉพาะกาล 4.นายอมร วาณิชวิวัฒน์ อภิปรายในมาตรา 7 ว่าด้วยการให้สิทธิสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา ครม. ศาลฎีกา ศาลปกครองสูงสุดหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการกระทำที่ไม่มีบทบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ภาค 2 ว่าด้วยผู้นำการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี ภาค 3 ว่าด้วยกระบวนการยุติธรรม และการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
5.นายดิเรก ถึงฝั่ง อภิปรายประเด็นรัฐสภา 6.นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ อภิปรายประเด็นว่าด้วยกลุ่มการเมืองและคณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) 7.นายนิรันดร์ พันทรกิจ อภิปรายเรื่องรัฐสภา และครม. 8.นายบุญเลิศ คชายุทธเดช อภิปรายเรื่องพรรคการเมืองและการหยั่งเสียงผู้สมัคร ส.ส. 9.นายวันชัย สอนศิริ อภิปรายเรื่องรัฐสภาและที่มาของส.ว. 10.นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา อภิปรายในมาตรา 110 ว่าด้วยคุณสมบัติของผู้มีสิทธิรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน (5) คือการแสดงสำเนาแบบรายการภาษีเงินได้ย้อนหลัง และมาตรา 140 ว่าด้วยกรณีห้ามจับ คุมขัง หรือหมายเรียกตัวส.ส. และส.ว.ระหว่างสมัยประชุม 11.นายทรงชัย วงศ์สวัสดิ์ อภิปรายในประเด็นระบบผู้แทนที่ดีและผู้นำการเมืองที่ดี แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รัฐสภา กระจายอำนาจ และประเด็นการลดความเหลื่อมล้ำ 12.นายชาลี เจริญสุข อภิปรายว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร และครม. และ 13.พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา อภิปรายประเด็นการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ รองประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า แม้จะวางลำดับผู้อภิปรายไว้แล้ว แต่หากในกรณีที่มีการจับสลากเพื่อเรียงลำดับการอภิปรายใหม่ โดยไม่ได้เรียงตามลำดับข้างต้นไม่ถือว่าเป็นปัญหาแต่อย่างใด
ชี้ร่างรธน.สู่รัฐบาลผสมถอยหลัง
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธาน กมธ.ปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญว่า เบื้องต้นจะเน้นอภิปรายเกี่ยวกับการเมืองใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่
1. ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ที่มุ่งลดความเข้มแข็งของรัฐบาลไม่ให้มีมากจนเกินไป และก่อให้เกิดรัฐบาลผสม จากประสบการณ์ทางการเมืองของประเทศไทยที่เกิดช่วงรัฐบาลผสมมีบทเรียนที่เลวร้ายมาก และกรณีที่กำหนดให้กลุ่มการเมืองขนาดเล็กสามารถส่งบุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ยิ่งทำให้ร่างรัฐธรรมนูญมีลักษณะถอยหลังและไม่ก่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างแท้จริง กล่าวคือ หากเกิดรัฐบาลผสมจริง แล้วในพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองที่ร่วมรัฐบาลต้องการผลประโยชน์และใช้การต่อรองแลกเปลี่ยนโดยคำขู่ว่าจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล ยิ่งทำให้การบริหารของรัฐบาลมีปัญหาและนายกฯ ทำงานอย่างไม่มีเอกภาพได้
2. การแบ่งแยกอำนาจ แม้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะกำหนดคุณสมบัติว่า นายกฯ และรัฐมนตรีต้องไม่เป็นส.ส. แต่กรณีของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ที่มีลักษณะเกี่ยวกับการเงิน ต้องส่งให้นายกฯ รับรองก่อน ถือเป็นการให้อำนาจนายกฯ ทั้งนี้การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวกับการเงินในสภามีจำนวนมากฉบับจึงไม่สอดคล้อง ดังนั้นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงเสนอให้อำนาจแ ก่ส.ส.ในการเสนอร่างพ.ร.บ. เข้าสู่การพิจารณา แม้จะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ขณะที่อำนาจของนายกฯ ต่อร่างพ.ร.บ.กฎหมายการเงินยังมีอยู่ แต่เพียงแค่ยับยั้งในบางร่างพ.ร.บ.ที่ไม่เห็นด้วย
3. ประเด็นการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 254 ที่ให้ใช้เสียงลงมติถอดถอนจำนวน 3 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกที่มีอยู่ของรัฐสภา ถือว่าต้องใช้เสียงจำนวนมาก ดังนั้นอาจทำให้หลักการถอดถอนไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ และถือว่าเสียงข้างมากของรัฐสภายังมีอำนาจเหนือสภา และ 4.ประเด็นในมาตรา 182 ว่าด้วยการเสนอร่างพ.ร.บ.ที่แสดงถึงการไว้วางใจการบริหารราชการแผ่นดินของนายกฯ และกำหนดให้ส.ส.เข้าชื่อยื่นญัตติเพื่อเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจภายใน 48 ชั่วโมง หากไม่มีส.ส.ยื่นญัตติถือว่าร่าง พ.ร.บ.ผ่านการพิจารณาและได้รับความเห็นชอบของสภา ซึ่งมองว่าการเขียนบทบัญญัติดังกล่าวอันตราย เพราะหากเกิดเหตุการณ์อย่างการเสนอร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ฝ่ายรัฐบาลเป็นเสียงข้างมากอาจผ่านการพิจารณาไปแล้ว
คาดหมายไม่ได้จะแก้ไขร่างหรือไม่
นายสมบัติ กล่าวอีกว่า ในส่วนที่มานายกฯ ที่ไม่กำหนดให้นายกฯ ต้องเป็น ส.ส.แต่ต้องได้เสียง 2 ใน 3 ในสภา มีข้อสงสัยว่า มาตรา 172 ที่กำหนดว่า หากการเลือกนายกฯ ในสภาพ้นไป 15 วันแล้ว ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ แต่ไม่ได้คะแนนเสียงตามเกณฑ์ จะให้ประธานสภานำชื่อขึ้นทูลเกล้าฯถวาย แต่งตั้งจะเป็นผลทำให้บุคคลที่ไม่ได้เป็น ส.ส.ซึ่งรับเลือกด้วยคะแนนสูงสุดมีสิทธิดำรงตำแหน่งนายกฯ ได้ แม้จะได้เสียงไม่ถึง 2 ใน 3 ตรงนี้เห็นว่าการกำหนดให้นายกฯ ไม่จำเป็นต้องเป็น ส.ส.เห็นด้วย แต่ไปเขียนในบทเฉพาะกาลจะเหมาะสมกว่า เพราะในบทเฉพาะกาลว่า 5 ปี นับจากรัฐธรรมนูญบังคับใช้หากสถานการณ์วิกฤติการเมืองยังไม่คลี่คลายไปเปิดช่องตรงนั้นจะเหมาะสมกว่า เพราะการไปเขียนในรัฐธรรมนูญจะนำไปตีความว่านายกฯ ที่ไม่เป็น ส.ส.สามารถเกิดได้ตั้งแต่คราวแรกและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ กมธ.ยกร่างฯ กำหนดไว้
"ยอมรับคาดหมายไม่ได้ว่า การอภิปรายในประเด็นต่างๆ ทางกมธ.ยกร่างฯ จะนำไปปรับหรือแก้ไขหรือไม่ แต่ที่ผ่านมาเห็นได้ว่าหลายประเด็น เช่น ที่มา ส.ว. ทางกมธ.ยกร่างฯได้ปรับตามข้อเสนอของหลายฝ่าย อย่างไรก็ตาม ไม่ขอวิจารณ์กรณีที่มีหลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าการอภิปรายจะถือเป็นการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมองว่ามีเพียงไม่กี่ประเด็นที่ สปช.เห็นแตกต่างกันเท่านั้น" นายสมบัติ กล่าว
กมธ.ยกร่างฯทำใจถูกซักหนักแน่
นายคำนูณ สิทธิสมาน โฆษก กมธ.ยกร่างฯ กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมชี้แจงการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญว่า ก่อนการประชุม สปช.ทางกมธ.ยกร่างฯ จะประชุมเพื่อทบทวนและเตรียมการขั้นสุดท้าย ซึ่งได้แบ่งหน้าที่ให้แต่ละคนชี้แจงแล้ว โดยผู้ที่ชี้แจงก็เป็นผู้รับผิดชอบในแต่ละภาคแต่ละหมวดที่ได้ร่วมพิจารณามาตั้งแต่ชั้นอนุกรรมาธิการ
"ทำใจไว้แล้วว่าคงถูกซักมากทุกประเด็น เพราะสมาชิกได้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็มีความสนใจและอ่านมากคงมีข้อสงสัยบ้าง โดยเฉพาะภาค 4 การปฏิรูปและการสร้างความปรองดอง แม้ว่าสื่อและสังคมภายนอกจะพูดเรื่องนี้น้อย แต่สปช.ให้ความสนใจมาก ที่มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งกมธ.ยกร่างฯก็พร้อมรับฟังและปรับแก้ หากเห็นว่าความเห็นมีน้ำหนักโดยรับฟังด้วยเหตุและผล"
ผู้สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวที่มี สปช.บางคนไม่สบายใจที่ร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติเกี่ยวกับที่มาสภาขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โดยกำหนดให้มาจาก สปช. 60 คน เพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมและจะถูกครหาได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ นายคำนูณ กล่าวว่า มีทั้งสมาชิกที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ซึ่งในทุกประเด็นของร่างรัฐธรรมนูญก็มีแรงกดดันอยู่แล้ว แต่ยืนยันว่า กมธ.ยกร่างฯ รับฟังความเห็นสิ่งที่แตกต่าง และข้อเสนอในการปรับแก้ เพื่อไปตัดสินใจในช่วง 60 วันสุดท้ายคือ 25 พฤษภาคม-23 กรกฎาคมนี้
สภาขับเคลื่อนมีตามรธน.ชั่วคราว
ส่วนที่ต้องกำหนดที่มาของสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศให้มาจาก สปช.60 คน เพราะต้องการให้เกิดความต่อเนื่องในการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง เพราะสิ่งที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แตกต่างและยั่งยืนจนประเทศปฏิรูปได้ คือต้องมีกลไกขับเคลื่อนปฏิรูปต่อไป ส่วนสังคมจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ยินดีรับฟัง ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก เพราะถ้ากลับไปสู่ปกติทางการเมืองอาจไม่สามารถปฏิรูปได้ เนื่องจากนโยบายการเมืองที่ใช้ในการรณรงค์หาเสียงจะไม่นำประเด็นที่มีผลกระทบต่อคะแนนเสียงไปดำเนินการโดยตรง แต่ถ้าเห็นว่าจะก่อให้เกิดปัญหาก็ยินดีที่จะรับฟัง
นายคำนูณ กล่าวอีกว่า ในส่วนของภาค 4 มีความจำเป็นที่จะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา 35 (7) กำหนดให้มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการปรับโครงสร้างและขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมยั่งยืนและป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว และในมาตรา 35 (10) ยังระบุด้วยว่า ให้มีกลไกที่จะผลักดันให้มีการปฏิรูปเรื่องสำคัญต่างๆ ให้สมบูรณ์ต่อไป ดังนั้นสิ่งที่กมธ.ยกร่างฯ ดำเนินการก็เป็นไปตามกรอบที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวกำหนดไว้
วิปชี้มีโอกาสสมาชิกขยายเวลาได้
นายอลงกรณ์ พลบุตร เลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ (วิป สปช.) กล่าวถึงการขอขยายเวลาอภิปรายเพิ่มขึ้นว่า ได้หารือกันบางส่วนแล้ว มีความเป็นไปได้ เพราะยังไม่ได้ข้อยุติเกี่ยวกับจำนวนสมาชิกที่ยื่นจำนงขออภิปราย โดยเวลาที่กำหนดเป็นกรอบไว้คนละ 15.8 นาที คือเป็นยอดเต็มของสมาชิก 208 คน แต่หากสมาชิกประสงค์อภิปรายน้อยกว่านั้นจะเฉลี่ยเวลาเพิ่มมากขึ้นได้ ทั้งในส่วนของสมาชิกและประธาน กมธ.ปฏิรูปคณะต่างๆ อย่างไรก็ตาม ยอดสมาชิกที่แจ้งความประสงค์อภิปราย เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 19 เมษายน มีทั้งสิ้น 47 คน แต่การยื่นขออภิปรายยังยื่นได้จนถึงเวลา 09.00 น. วันที่ 20 เมษายน
ผู้สื่อข่าวรายงานถึงการประชุมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ระหว่างวันที่ 20-26 เมษายน เริ่มขึ้นในเวลา 09.00-21.00 น. โดยให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างฯ นำเสนอภาพรวมในช่วงแรก พร้อมฉายภาพวีดิทัศน์เกี่ยวกับการทำงานของกมธ.ยกร่างฯในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา จากนั้นชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อด้วยการชี้แจงเจตนารมณ์ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ 2.การเมืองใสสะอาดและสมดุล 3.หนุนสังคมให้เป็นธรรม และ 4.นำชาติสู่สันติสุข โดยมีกมธ.ยกร่างฯจำนวน 11 คน รวมเวลาชี้แจง 2 ชั่วโมง จากนั้นจะเข้าสู่การอภิปรายของสมาชิกที่ได้แจ้งความประสงค์ตามประเด็น
'สุริยะใส' ห่วงอีโก้-จี้ผนึกเอกภาพ
นายสุริยะใส กตะศิลา อาจารย์วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต และผู้อำนวยการสถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวถึงการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญว่า เห็นว่าควรจะใช้เวทีนี้หาข้อยุติในเรื่องใหญ่ๆ ที่ทั้ง 2 ฝ่ายยังหาข้อยุติไม่ได้ เพราะที่ผ่านมา สปช.บางส่วนก็รับไม่ได้กับบางประเด็นที่ กมธ.ยกร่างฯ ตัดออกไป ทำให้เกิดข้อถกเถียงยืดเยื้อจนบางครั้งเหมือนเป็นการตั้งแง่กัน ทำให้สังคมสับสนและขาดความเชื่อมั่นและที่น่าเป็นห่วงคือ สปช.บางคนก็ยึดมั่นถือมั่นกับความเห็นส่วนตัวเฉพาะประเด็นใดประเด็นหนึ่งมากจนเกินไปจนมองข้ามหรือไม่ให้ความสำคัญกับภาพรวมของร่างรัฐธรรมนูญ
ขณะเดียวกันบรรดาพรรคการเมืองก็มักมองหรือเห็นเฉพาะประเด็นที่ตัวเองมีส่วนได้เสีย หรือเป็นเรื่องที่กระทบกับอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองเท่านั้น ส่วนที่เป็นการเมืองของภาคพลเมืองกลับละเลยไม่สนใจ ปัญหาของการมองร่างรัฐธรรมนูญแบบแยกย่อยไม่มององค์รวมหรือดูกันทั้งฉบับทำให้เกิดการบิดเบือนกันได้ง่ายและอาจทำให้แรงต้านของการปฏิรูปรอบนี้ขยายผลจนในที่สุดจะเสียของและไม่เหลืออะไรกันเลย
“ที่น่าห่วงที่สุดและเป็นปัญหาในตัวมันเองคืออีโก้หรืออัตตาของบรรดา สปช.ที่จนป่านนี้ยังไม่ลดละและหาเอกภาพร่วมกันไม่ได้ อาจทำให้ สปช.สะดุดขาตัวเอง เปลืองงบประมาณเปลืองเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ แม้ความเห็นต่างจะเป็นเรื่องปกติ แต่ด้วยเงื่อนไขสถานการณ์พิเศษของบ้านเมืองควรใช้เวลาช่วงที่เหลือที่มีไม่ถึง 5 เดือน เร่งสร้างเอกภาพทางยุทธศาสตร์และสร้างแรงส่งของพลวัตการปฏิรูปที่มีพลังและความหวังความฝันมากกว่านี้” นายสุริยะใส กล่าว และว่า รวมทั้งบรรดา สปช.ที่ไม่เคยแสดงบทบาทหรือแค่มาประชุมไปวันๆ ก็ควรลงแรงทำงานมากขึ้น ซึ่งเท่าที่ติดตามการทำงาน สปช.ทำงานกันจริงจังไม่ถึง 60 คน จากทั้งหมด 250 คน
เพื่อไทยวอนคสช.ปรับปรุงร่างรธน.
นายอำนวย คลังผา อดีตส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า อยากให้คณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะต้นน้ำแม่น้ำ 5 สาย ตรวจสอบรัฐธรรมนูญที่ผ่าน กมธ.ยกร่างฯ และผ่าน สปช.ที่จะมีการอภิปรายในระหว่างวันที่ 20-26 เมษายน ขอให้ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงในประเด็นที่มาของ ส.ส.เขตเลือกตั้ง เพราะต้องดูแลประชาชนให้ทั่วถึง และนายกฯ ควรมาจากการเลือกของ ส.ส. ไม่ต้องมีนายกฯ คนนอก หากเกิดวิกฤตินายกฯ ต้องลาออกแต่ห้ามยุบสภา ส่วนที่มาของ ส.ว.ควรมาจากการเลือกตั้งทั้งหมดเพื่อเป็นการให้เกียรติประชาชนในการเลือก ส.ส. อย่ามองส.ส.และส.ว.เป็นฐานเดียวกัน อะไรที่สามารถทำได้ในรูปแบบประชาธิปไตยหรือพบกันครึ่งทางก็ควรทำ ส.ว.ที่มาจากเลือกตั้งครึ่งหนึ่งสรรหาครึ่งหนึ่งนั้นเรายอมรับได้ ทั้งนี้ ฝ่ายความมั่นคงจะต้องเข้ามากำกับดูแลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วย และอยากให้ทุกฝ่ายให้อภัยกัน เพื่อเริ่มต้นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ของไทย
จนท.ดูแลตามปกติช่วงถกที่รัฐสภา
นายจเร พันธุ์เปรื่อง เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมในการประชุม สปช.อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ ว่า ไม่ได้เตรียมความพร้อมอะไรเป็นพิเศษ เพราะถือว่าเป็นการประชุมปกติ ส่วนการรักษาความปลอดภัยโดยปกติจะมีการประสานกำลังตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ตำรวจในพื้นที่ รักษาความปลอดบริเวณรอบนอกอาคารรัฐสภา และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติที่ต้องประสานอยู่แล้ว ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่ได้กำชับอะไรมาเป็นพิเศษ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเตรียมความพร้อมสถานที่รัฐสภา ไม่ได้ปรับปรุงสถานที่เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับประชุมวันที่ 20-26 เมษายน เป็นพิเศษแต่อย่างใด เพราะเป็นช่วงที่สภากำลังตรวจสอบโครงการต่างๆ ที่มีการทุจริตเกิดขึ้น ส่วนการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภาจะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภา 100 คน โดยจะตรวจสอบรถยนต์เข้าออกอย่างเข้มงวด โดยห้ามรถจักรยานยนต์ผ่านเข้าออกอย่างเด็ดขาด
'จุฤทธิ์' เตือน อย่าดูหมิ่นคนเห็นต่าง
นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฎ์ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ยิ่งใกล้เวลาอภิปรายแปรญัตติรัฐธรรมนูญร่างแรกของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ข้อเสนอแนะหลายๆ ประเด็น ของร่างรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายเป็นห่วง ว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญที่กำลังร่างจะถอยหลังเข้าคลอง ก็ถูกนำเสนอเพื่อให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และ สปช.ได้พิจารณา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขในระหว่างการแปรญัตติ ดังนั้น กมธ.ยกร่างฯ และ สปช. ควรอย่างยิ่งที่จะรับฟัง เพราะทุกคนที่เสนอความคิดเห็นล้วนมีความปรารถนาดี อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ดีกว่าฉบับที่เพิ่งจะโดนยึด และฉีกทิ้งไป
นายจุฤทธิ์ กล่าวว่า ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ย่อมมีสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่ง กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.ต้องรับฟัง นำไปพิจารณา แก้ไข นอกจากนี้ การปฏิเสธการรับฟังความคิดเห็นจากนักการเมือง โดยอ้างว่ามีแค่ 5,000 กว่าคน เป็นการปฏิเสธผู้ที่เคยเป็นตัวแทนประชาชนตัวจริง และแน่นอนว่า นักการเมืองยังสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนที่แท้จริงจำนวนมากได้
"การพูดจาดูถูกดูหมิ่นผู้อื่นที่ได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญร่างนี้ โดยเฉพาะ กมธ.ยกร่างฯ บางคน ไม่ควรจะมีให้เห็นในยุคนี้ ที่อ้างว่า รับฟังทุกความคิดเห็น และทุกคนไม่อยากเห็นรัฐธรรมนูญที่ร่างออกมาแล้วไม่เป็นที่ยอมรับ หรือไม่สามารถปฏิบัติได้ในโลกความเป็นจริง จนกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับมโน จนในที่สุดก็จะโดนฉีกทิ้งแล้วร่างใหม่ และทุกคนอยากเห็นการทำประชามติ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ ไม่สร้างปัญหา หรือเป็นเหตุให้มีการฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งอีกในอนาคต"
นายจุฤทธิ์ กล่าวว่า สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างเหตุผลที่ กมธ.ยกร่างฯ และ สปช.จะต้องตระหนักในการทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ เพราะท่านมาจากการแต่งตั้ง ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง ไม่ได้ยึดโยงกับประชาชนโดยตรง เพียงแต่เป็นองค์กรเดียวในขณะนี้ที่ได้รับสิทธิ์ในการร่างกติกาของประเทศ ทุกเสียงทุกความคิดเห็นของประชาชนจึงมีคุณค่าต้องรับฟัง เพื่อให้การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นที่ยอมรับ ปฏิบัติได้ในโลกความเป็นจริง สำคัญที่สุด ต้องดีกว่าเดิม



