
โยกย้ายศธ. จัดทัพอีกครั้งรับงานหิน
19 เม.ย. 2558
โยกย้ายศธ. จัดทัพอีกครั้งรับงานหิน : โดย...ทีมข่าวการศึกษา
คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ฉบับที่ 6/2558 โยกย้ายบิ๊กกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)นอกฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้ายแบบฉับพลันนั้น ทำให้สงกรานต์ปี 58 นี้เป็นที่ "ลืมไม่ลง" สำหรับใครหลายๆ คน เพราะในคำสั่งดังกล่าวจับข้าราชการระดับ 11 สลับเก้าอี้กันถึง 3 ราย เริ่มจากโยก สุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กลับถิ่นเก่า ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา ส่วน รศ.ดร.พินิติ รตะนานุกูล เลขาธิการสภาการศึกษา ก็กลับถิ่นเก่าเช่นกัน ไปเป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) และดึง รศ.นพ.กำจร ตติยกวี เลขาธิการกกอ. มาเป็นปลัดศธ.
แม้คำสั่งย้ายนี้มาแบบเล่นทีเผลอ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รมว.ศึกษาธิการ "ซุ่ม" จัดโผใหม่แบบไม่ให้สุ้มให้เสียงล่วงหน้า และเลือกปล่อยออกมาในช่วงคล้อยหลังเทศกาลสงกรานต์ อย่างไรก็ตาม การย้ายฟ้าผ่าครั้งนี้ ก็แค่ สร้างความตื่นเต้น แต่ไม่ได้สร้าง คำถามใดๆ ขึ้นในใจข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการมากนัก
ท้องฟ้ามืดทะมึนร่องรอยของฝนได้ตั้งเค้ามาก่อนหน้านี้แล้ว การทำงานของ 5 องค์กรหลักกระทรวงศึกษาธิการนั้น ต้องยอมรับว่ายังมีจุดอ่อนอยู่ ขณะที่การทำงานของ 2 องค์กรสำคัญอย่าง สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เริ่มจุดเครื่องติด อาจจะมากบ้างน้อยบ้าง แต่ก็ออกตัวไปตามนโยบายของรัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว
ขณะที่การทำงานของสภาการศึกษาและสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ก็มีแนวทางในการทำงานเฉพาะตัว...!!!
แต่สำหรับสำนักปลัด ศธ. ซึ่งเปรียบเสมือนแม่บ้านของกระทรวง เป็นคนกลางทำหน้าที่รวบรวมเรื่องจากองค์กรหลักประสานไปยังรัฐบาลและคสช.แล้ว ดูเหมือนการทำงานยังไม่ค่อยลงตัว ขณะเดียวกัน ปลัด ศธ.จะต้องมีบทบาทเป็น เรือธง สำหรับการดำเนินงานช่วงต่อไปของ ศธ. ซึ่งเป็นก้าวย่างที่เกี่ยวข้องกับวงการครูในหลากหลายมิติ และมีงานหินซ่อนอยู่ข้างใต้
การสะสางปัญหาเกี่ยวกับวงการครูและบุคลากรทางการศึกษาในทุกมิตินั้น เป็นความคาดหวังหนึ่งที่ทั้งคนในรัฐบาลและสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ต้องการเข้าไปดำเนินการ ทั้งในส่วนที่เกี่ยวกับตัวครูโดยตรง อาทิ การปรับปรุงระบบผลิตและพัฒนาครูเพื่อให้ได้คนเก่ง คนดี มาเป็นครู การปรับปรุงระบบให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และปรับปรุงเกณฑ์การประเมินเข้าสู่ตำแหน่งต่างๆ และการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินเข้าสู่วิทยฐานะ ทั้งนี้ งานในส่วนนี้จะเกี่ยวพันกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และคุรุสภา ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลโดยตรงและการประสานงานของ ปลัด ศธ.
นอกเหนือจากการจัดระบบบริหารบุคคลครูให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นแล้ว งานสำคัญอีกประการ คือ การล้างบางขบวนการหากินกับผลประโยชน์ของครูผ่านองค์กรต่างๆ โดยเฉพาะการสะสางสารพัดปัญหาในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และการสะสางทุจริตในองค์การค้า ของ สกสค. ที่ยืดเยื้อมายาวนาน และนับวันจะปูดประเด็นฉาวโฉ่ออกมาเพิ่มขึ้น ให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อหน่วยงานอย่างหนัก
เพราะฉะนั้น ตามมาด้วยคำสั่งย้าย 3 บอร์ดแล้วจึงตามมาด้วยยุบ 3 บอร์ด ตามคำสั่ง คสช.ที่ 7/2558 ให้ยุบคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู และบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค.
ในคำสั่งย้าย ให้เหตุผลว่า เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในศธ.มีประสิทธิภาพ และมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น แต่แท้จริงแล้ว เป็นการวบอำนาจการบริหารของคุรุสภา สกสค.และองค์การค้า มาขึ้นกับ รมว.ศึกษาธิการ โดยตรง เพราะในคำสั่งดังกล่าวกำหนดให้บอร์ด สกสค.และบอร์ดคุรุสภา ประกอบด้วย รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน รมช.ศึกษาธิการ ปลัดศธ. เลขาธิการองค์กรหลัก เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ร่วมเป็นกรรมการ และให้บอร์ด สกสค.นี้ ปฏิบัติหน้าที่แทนบอร์ดบริหารองค์การค้าฯ ด้วย
การรวบอำนาจบริหารมาอยู่ที่ รมว.ศึกษาธิการ ทำให้ รมว.ศึกษาธิการ มีอำนาจเข้าไปล้างบาง หรือ กำกับทั้ง 3 หน่วยงาน จากเดิมที่ไม่มีอำนาจมาก่อน นอกจากนั้น ยังมีคำสั่งให้เลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการสกสค. ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ให้ รมว.ศึกษาธิการพิจารณามอบหมายให้รองปลัดศธ. หรือข้าราชการศธ.ในระดับเดียวกันขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ไปพลางก่อน ให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงิน ทรัพย์สิน และผลประโยชน์อื่นใด ของคุรุสภา สกสค. และองค์การค้าฯ ของสกสค. และบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งตรวจสอบการดำเนินโครงการที่สำคัญ
ถ้าปะติดปะต่อจากทุกเรื่องแล้ว การย้ายบิ๊ก ศธ.ครั้งนี้ น่าจะเป็นการเตรียมพร้อมสำหรับการล้างบาง ความไม่ถูกต้องในวงการครู โดยเฉพาะ สกสค.และองค์การค้าฯ จึงจำเป็นต้องจัดทัพกันใหม่ หาคนที่แข็งและยืนระยะได้นานพอรับมือจนจบ แต่ สุทธศรี และพินิติ ต่างก็จะเกษียณอายุราชการในปี 2558 ขณะที่ กำจร เกษียณในปี 59 และยังมีประสบการณ์ในการสอบสวนมาแล้ว ทั้งการสอบสวนปลัด สธ. หรือการเข้าไปจัดการกับปัญหาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
ก่อนหน้านี้ กำจร ได้รับการโปรโมทอย่างชัดเจน ด้วยการได้รับเลือกให้เป็นซูเปอร์บอร์ดด้านการศึกษาของนายกรัฐมนตรี (คณะกรรมการนโยบายและพัฒนาด้านการศึกษา) เป็นตัวแทนองค์กรหลักเพียงหนึ่งเดียวที่หลุดเข้าไปได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ครั้งนี้ กำจร จะเป็นผู้ได้รับเลือกให้เข้ามาเป็นปลัด เพื่อช่วย รมว.ศึกษาธิการ สะสางปัญหาสำคัญเหล่านี้
มีข่าวว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ไม่มีผู้บริหารรู้ตัวล่วงหน้า ยกเว้น กำจร เพราะฉะนั้น เป็นที่ชัดเจนว่า การโยกย้ายครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของการเมืองหรือผลประโยชน์ต่างตอบแทน หรืออาจจะไม่ได้เป็นแม้กระทั่งการลงโทษใคร เพราะทุกคนต่างได้กลับไปตายรังเก่า แต่น่าจะเป็นการเตรียมตัวรับศึกใหญ่ คือ การล้างบาง ขบวนการหากินกับผลประโยชน์ครู...!
---------------------
(โยกย้ายศธ. จัดทัพอีกครั้งรับงานหิน : โดย...ทีมข่าวการศึกษา)



