
สาวนักการตลาดยุคใหม่ เปิดขายรถหรูผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง
20 เม.ย. 2558
คมคิด ธุรกิจนิวเจน : สาวนักการตลาดยุคใหม่ไอเดียเก๋ เปิดขายรถหรูผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง : โดย...ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง
จากอาชีพพนักงานธนาคารพาณิชย์ หรือ สาวแบงก์ "จิรนุช เจตจรัสกุล" หรือ เตเต้ ได้ผันตัวเองมาเป็นนักการตลาดเต็มตัว ช่วยผลักดันธุรกิจขายรถหรูของสามี ด้วยมุมมองนอกกรอบ "ขายรถยนต์ไม่จำเป็นต้องนั่งรอลูกค้าอย่างเดียว"
จึงเป็นที่มาของการทำงานเชิงรุก เพื่อเข้าหาลูกค้า เกิดธุรกิจชนิดเซอร์ไพรส์วงการ เมื่อรถหรูราคาหลักหลายล้านบาทถูกขายผ่านผ่านโซเชียลมีเดียอย่าง "เฟซบุ๊ก" ได้
และนี่ยังเป็นอีกหนึ่งต้นแบบของการนำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการทำธุรกิจได้อย่างชัดเจน
"จิรนุช" นักบริหารสาวสวยที่ประสบความสำเร็จด้วยวัยเพียง 28 ปี เล่าให้ฟังว่า หลังจากเรียนจบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ศึกษาต่อระดับปริญญาโทการตลาดระหว่างประเทศ ที่ คอลเลจ ออฟ เมเนจเมนท์ มหิดล ยูนิเวอร์ซิตี้ (ซีเอ็มเอ็มยู) หลังจบออกมาเข้าทำงานที่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง เริ่มจากธนาคารไทยพาณิชย์ และย้ายมาที่ซิตี้แบงก์ เรียกว่าอยู่ในแวดวงธนาคารมาตลอด 4-5 ปี จากนั้นจุดเปลี่ยนของการทำงานก็มาถึง โดยเตเต้ได้รับการชักชวนจากแฟนหนุ่มคือ "จักรกฤติ สายสมบูรณ์" ประธานบริษัท สไปเดอร์ ออโต้ อิมพอร์ท จำกัด ผู้นำเข้ารถยนต์อิสระจากต่างประเทศ ที่เริ่มเข้ามาทำเต็มตัวตั้งแต่ปี 2556 ให้เข้ามาร่วมงานขายรถหรู นั่นคือจุดเปลี่ยนสำคัญ ทั้งการก้าวเข้าสู่วงการธุรกิจรูปแบบใหม่ และการใช้ชีวิตคู่ร่วมกันตั้งแต่ปลายปี 2557
"เตเต้" เข้ามารับหน้าที่ดูแลโชว์รูมรถยนต์ ซึ่งตั้งอยู่ย่านถนนบางนา-ตราด ควบคู่กับตำแหน่งหัวหน้าทีมวิจัยและวิเคราะห์การตลาด รวมถึงดูแลสื่อทั้งหมด โดยเข้ามาทำงานที่โชว์รูมรถทุกวัน แม้แต่วันเสาร์หรืออาทิตย์ก็ไม่ว่างเว้น หากเป็นช่วงที่งานยุ่ง โดยเจ้าตัวบอกว่า ชอบทำอะไรด้วยตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และความท้าทาย ชอบการวางแผนการตลาด จึงไม่กลัวการเปลี่ยนแปลง ด้วยมุมมองที่ว่า ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงย่อมได้รับโอกาสใหม่ๆ อย่างเช่น เมื่อครั้งทำงานอยู่ที่ซิตี้แบงก์ นอกจากรับหน้าที่สายบัตรเครดิตแล้ว ก็ยังได้ดูแลด้านการตลาดด้วย จึงนำมาประยุกต์ใช้กับงานที่บริษัท
เตเต้ บอกว่า ความท้าทายของงานนี้คือ ทำอย่างไรให้คนสนใจอยากซื้อรถกับบริษัท จึงพยายามคิดหากลยุทธ์วิธีการใหม่ๆ มาดึงดูดลูกค้า พยายามทำตลาดเชิงรุกให้มากขึ้น รวมทั้งยังเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการปรับภาพลักษณ์บริษัทหันไปใช้สื่อสมัยใหม่ หรือดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งมากขึ้น เนื่องจากธุรกิจนำเข้ารถหรูมีการแข่งขันกันสูง โดยปีนี้ต้องปรับกลยุทธ์หนักมาก โดยเฉพาะการโซเชียลมีเดีย ทั้ง ไลน์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ซึ่งถือว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้าไม่น้อย
เมื่อสไปเดอร์เป็นผู้เข้าไปขายรถยนต์ผ่านทางไลน์ช็อปรายแรกของไทย คือความภาคภูมิใจของเตเต้ เธอมองว่า การใช้สื่อสมัยใหม่ทำให้ส่งข้อมูลถึงลูกค้าได้รวดเร็ว หลายช่องทาง ซึ่งใครจะคาดคิดว่ารถยนต์ก็สามารถขายผ่านทางไลน์ หรือเฟซบุ๊กได้ แต่เธอบอกว่า มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในยุคปัจจุบัน แม้ว่าจะไม่ได้ปิดการขายในเฟซบุ๊กเหมือนเสื้อผ้าที่ตกลงซื้อขายกันจบก็โอนเงิน แต่เฟซบุ๊กถือเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่การขายได้จริงที่โชว์รูม เพราะการขายรถยนต์ ถึงอย่างไรต้องมาดูสินค้าหรือได้ลองขับก่อนตัดสินใจ อย่างล่าสุดเพิ่งปล่อยแคมเปญของปอร์เช่ หรือ พอร์ช ในเฟซบุ๊ก ก็มีคนสนใจจำนวนมากและหลายรายเข้ามาคุยที่โชว์รูมจนสามารถขายไปได้แล้วหลายคัน
"ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งช่วยให้เซลส์ทำงานง่ายขึ้น และเฟซบุ๊กของร้านเป็นมากกว่าที่ขายของ แต่เป็นเหมือนชุมชนที่มาเจอ มาแชร์ข้อมูลกันมากกว่า ตอนนี้มีผู้ติดตามอยู่เกือบ 7 หมื่นคน คาดว่าอีกไม่เกิน 1-2 เดือน น่าจะขึ้นไปแตะแสนคน" เตเต้ เล่าอย่างภาคภูมิใจ
จากการวิจัยตลาดพบว่า การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อรถยนต์ราคา 3-9 ล้านบาท สักคัน ต้องค้นหาข้อมูลไม่ต่ำกว่า 6-7 รอบ เตเต้จึงอัดข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ของบริษัทเข้าไปยังสื่อออนไลน์ทุกประเภท ทำให้ไม่ว่าจะหาข้อมูลจากทางช่องทางใดชื่อของสไปเดอร์จะต้องถูกลิสต์ขึ้นมาเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เธอเปลี่ยนความคิดว่า จากนี้การจะใช้เงินซื้อสื่อสิ่งพิมพ์คงต้องคิดให้รอบคอบ และหันไปเน้นซื้อสื่อออนไลน์มากขึ้นแทน ที่สำคัญการขายรถยนต์ต้องทำการตลาดเชิงรุกแทนที่จะนั่งรอในโชว์รูมเหมือนในอดีต
เธอให้ข้อมูลว่า ตลาดเกรย์มาร์เก็ตมีการแข่งขันกันสูง มีรายใหม่ๆ เกิดขึ้นเยอะ แต่ที่ล้มหายตายจากไปก็มีมาก ส่วนที่ยังอยู่ได้ต้องค่อนข้างแข็งแรงและแน่จริง ซึ่งตอนนี้ในตลาดน่าจะมีรายใหญ่ๆ เพียง 4-5 ราย ไม่นับเต็นท์รถเล็กๆ หรือผู้นำเข้าที่นำเข้าแบบเลี่ยงภาษีไม่ผ่านการตรวจสอบหรือมีใบทะเบียนให้ลูกค้า ซึ่งยอมรับว่า ปัญหานำเข้ารถหรูเลี่ยงภาษีและถูกตรวจสอบก่อนหน้านี้กระทบกับตลาดเกรย์มาร์เก็ตบ้าง ทำให้บริษัทก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจกับลูกค้าว่า รถยนต์ที่นำเข้ามาไม่มีปัญหาแน่นอน และที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีปัญหาหรือมีลูกค้ามาร้องเรียน
ผู้บริหารสาวบอกว่า จุดเด่นของการทำธุรกิจนำเข้ารถหรูคือ การให้บริการที่ครบวงจร มีศูนย์ซ่อมรถหรู ซึ่งรายอื่นอาจจะไม่มีเครื่องมือมากพอ ทำให้มีบางโชว์รูมยังต้องส่งรถมาให้ที่ศูนย์ซ่อม และยังรับเคลมประกันจากบริษัทประกันภัยชั้นนำด้วย โดยส่วนใหญ่จะเป็นรถพรีเมียม เช่น ปอร์เช่ เบนซ์ ออดี้ รถตู้ อัลพาร์ด และปอร์เช่ มีมากที่สุด ไม่ใช่ว่ามีคนใช้ปอร์เช่จำนวนมาก แต่เป็นเพราะศูนย์ซ่อมมีไม่กี่แห่ง อุปกรณ์และเครื่องมือต้องนำเข้ามาเป็นพิเศษ ทำให้รถทุกคันแทบจะมุ่งมาที่นี้เมื่อมีปัญหา
“ที่เน้นขายปอร์เช่มากที่สุด อาจเพราะเป็นรถที่ได้รับความนิยมและตลาดยังโตได้อีก ซึ่งคนที่ซื้อก็จะเป็นคนรุ่นใหม่ๆ ที่มีรายได้สูงขึ้นเรื่อยๆ เช่น กลุ่มธุรกิจขายตรง เจ้าของกิจการรุ่นใหม่ๆ หรือพ่อแม่ซื้อให้ลูกและที่เราขายดีเนื่องจากเสนอราคาไม่แพงเท่ากับตัวแทนนำเข้า แต่มีออปชั่นที่เหนือกว่า และยังสนองความต้องการลูกค้าได้ตรงจุด จะเอาดีไซน์หรือเพิ่มออปชั่นแปลกยังไงก็ได้ โดยราคาที่ขายส่วนใหญ่ประมาณ 3-9 ล้านบาทและใน 10 รายจะมีคนซื้อด้วยเงินสดประมาณ 3 ราย นอกนั้นก็จะผ่อนเหมือนๆ กัน”
อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ย่อมส่งผลต่อสินค้าเกือบทุกประเภท ซึ่งแน่นอนว่า รถหรู หรือรถพรีเมียม ยิ่งยากจะหลีกเลี่ยง เตเต้เล่าว่า เมื่อปีก่อนได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งยอดขายและรายได้ เพราะรถหรูเป็นของฟุ่มเฟือย คนที่ซื้อจะซื้อด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล และไม่ใช่รถคันแรก แต่ถ้าช่วงเศรษฐกิจไม่ดีเหตุผลก็จะมาก่อนอารมณ์ เพราะบางรายอาจต้องเอาเงินไปหมุนในกิจการก่อน ทำให้ลูกค้าจะเลือกและใช้เวลาคิดนานขึ้น แต่มาปีนี้ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมายอดจองซื้อดีขึ้นมาก ปล่อยไปได้แล้วประมาณ 20 คัน ทั้งปอร์เช่ รถตู้ ออดี้ เล็กซัส เบนซ์ อาจเป็นเพราะเศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น อัตราภาษีศุลกากรเริ่มนิ่ง โดยเฉพาะปอร์เช่ขายดีสุด เนื่องจากมีโมเดลรุ่นใหม่ๆ ออกมามากในปีนี้
เตเต้รักและสนุกกับงานเสมอ เพราะได้ใช้วิชาความรู้ประสบการณ์ในการทำงานองค์กรใหญ่ๆ มาใช้ และยึดหลักในการทำงานว่า การอยู่ร่วมกับคนอื่นๆ ต้องรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ ด้วย นั่นหมายความว่า แทนที่จะออกคำสั่งกลับเลือกที่จะให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมและผลักดันองค์กรไปด้วยกัน ซึ่งน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้องค์กรเติบโตขึ้นทุกปี
นอกจากการทำงานประจำที่สไปเดอร์แล้ว สาวเก่งคนนี้ยังแบ่งเวลาไปทำสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบคือ ธุรกิจเสื้อผ้า เธอบอกว่า แค่แบ่งเวลาและบริหารให้เป็นเท่านั้นก็ทำได้แล้ว เพราะขายเสื้อผ้าวางแผนล่วงหน้าได้ โดยได้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้า Ensemble ขึ้น เมื่อปลายปีก่อน เนื่องจากเป็นคนชอบแฟชั่นอยู่แล้ว เลยคิดอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง เป็นแนวเสื้อผ้าใส่ทำงาน ดีไซน์และตัดเย็บเอง ตัวเธอเองรับหน้าที่ดูแลการตลาดและเลือกแบบผ้า ปัจจุบันมีหน้าร้านที่ซอยเอกมัย และในอนาคตมีแผนจะเข้าไปเปิดช็อปในห้างสรรพสินค้า ส่วนการขายผ่านทางไลน์และเฟซบุ๊กมีอยู่แล้ว เพราะเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมและมีกระแสตอบรับที่ดีมาก
เตเต้บอกว่า จากกระแสตอบรับของคอลเลชั่นแรกปลายปีก่อน สามารถทำยอดขายได้หลักล้านบาท มาในปีนี้สานต่อทำคอลเลกชั่นที่ 2 ต่อ และจะทำเป็นธุรกิจจริงจังควบคู่กับงานประจำที่ทำอยู่ โดยเธอบอกว่าหากจะขายอะไรสักอย่างต้องมีการวิเคราะห์ตลาดก่อน อย่างตลาดแฟชั่นเสื้อผ้าในไทยพบว่าเสื้อผ้าที่มีการรีวิว หรือที่ดาราไทยสวมใส่จะได้รับความนิยมมากกว่าแขวนไว้เฉยๆ หรือที่ให้นางแบบที่เป็นชาวต่างชาติสวมใส่ เพราะลูกค้าจะจินตนาการได้เวลาสวมใส่ เธอจึงใช้วิธีเสนอเสื้อผ้าของตัวเองให้ดารา นางแบบไทยสวมใส่ออกงาน หรือให้รายการต่างๆ เอาชุดต้นแบบไปใส่ออกทีวี ยิ่งหากได้ดาราดังๆ ใส่เป็นแบบก็จะกลายเป็นชุดที่ขายดีขึ้นมาทันที
"การทำธุรกิจเสื้อผ้าก็มีการแข่งขันกันรุนแรง มีการก๊อบปี้กันเร็วมาก อย่างแบบเสื้อของเตเต้หลังจากดาราใส่ออกงานเพียง 2 สัปดาห์ ก็จะมีแบบที่เหมือนกันออกมาทันที ที่สำคัญขายถูกกว่า แต่ก็ไม่ท้อ พร้อมจะเดินหน้าทำธุรกิจนี้ต่อ และในปีนี้ก็ฝันว่าจะได้เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าอย่างที่เล็งๆ เอาไว้และทำให้แบรนด์ของเราเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ"
จากขายรถหรู สู่แบรนด์เสื้อผ้าที่เป็นของตัวเอง ดูเหมือนจะเป็นคนละเรื่อง แต่ว่าเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะบนเส้นทางของสองธุรกิจล้วนอยู่บนพื้นฐานความชอบ และคิดนอกกรอบอยู่ตลอดเวลา
---------------------
กล้าเสี่ยง-สร้างความต่าง สูตรสำเร็จของการทำธุรกิจ
บริษัทสไปเดอร์ ออโต้ อิมพอร์ท จำกัด ก่อตั้งโดย "ป้อ" จักรกฤติ สายสมบูรณ์ วัย 34 ปี ผู้เป็นสามีของเตเต้ โดยป้อเล่าว่า ก่อนหน้าจะเข้ามาลงทุนในธุรกิจนำเข้ารถหรู เคยดำเนินธุรกิจนำเข้า-ส่งออกอะไหล่รถยนต์ ซึ่งร่วมกันก่อตั้งกับเพื่อนมาก่อน หลังจากดำเนินกิจการมาระยะหนึ่งก็คิดว่าตัวเองเชี่ยวชาญและรู้จักรถยนต์ดีพอสมควร เพราะการขายรถหรูต้องรู้ว่าคนส่วนใหญ่ชอบรถรุ่นไหน ราคาเท่าไหร่ ผลิตที่โรงงานไหน บวกกับความชอบส่วนตัวและความทะเยอทะยานที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมาเอง
แม้ก้าวแรกที่เข้ามาในธุรกิจนี้เมื่อ 5 ปีก่อน ป้อเชื่อว่า แม้อายุของเขาจะยังน้อย แต่ก็อาจเพราะโชคช่วยและตัดสินใจถูกจังหวะ เพราะช่วงนั้นเศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ดี ธุรกิจนำเข้ารถจากต่างประเทศกำลังบูม มีเงินหมุนเวียนสะพัดก้อนโต และกลุ่มคนที่นิยมซื้อรถหรูขยายกว้างขึ้น
ป้อมองว่า ความต้องการรถพรีเมียมของตลาดในเมืองไทยยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก และลูกค้าจะหาข้อมูลมากขึ้น เพราะต้องการทางเลือกที่ดีกว่า ทำให้บริษัทพยายามสร้างจุดขายที่ความแตกต่างด้วยการให้บริการที่ครบวงจร เพราะผู้นำเข้ารถหรูกับผู้นำเข้ารถหรูอิสระจะมีความแตกต่างกันตรงที่ผู้นำเข้าอิสระจะสามารถเสนอออปชั่นต่างๆ ให้ลูกค้าเลือกได้ตามความพอใจ จึงน่าจะเป็นจุดที่ทำให้บริษัทเติบโตขึ้นได้เรื่อยๆ
"หากเทียบกับช่วงแรกที่ทำธุรกิจมียอดขายไม่มาก มีเงินหมุนเวียนในธุรกิจเพียง 10-20 ล้านบาท แต่ปัจจุบันมีเงินหมุนเวียนในธุรกิจแล้วกว่า 200 ล้านบาท ทำให้บริษัทมีเงินเพียงพอที่จะสต็อกรถปอร์เช่ไว้ค่อนข้างหลายคัน เพื่อจะได้ส่งมอบรถให้ลูกค้าได้ทันที ไม่ต้องรอผลิตและส่งเข้ามา ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือน และการจะนำออกจากคลังสินค้า ที่ต้องมีการจ่ายภาษีด้วยนั้น ก็ต้องบริหารให้เหมาะสมในแต่ละช่วงเวลาด้วย"
---------------------
(คมคิด ธุรกิจนิวเจน : สาวนักการตลาดยุคใหม่ไอเดียเก๋ เปิดขายรถหรูผ่านดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง : โดย...ณัฏฐ์ชิตา เกิดแดง)



